
ก.ม.ไซเบอร์...มหันตภัยดาบสามคม
ก.ม.ไซเบอร์...มหันตภัยดาบสามคม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
"จะผ่านแล้วจะทำไม ไม่งั้นจะเป็นนายกฯ ไปทำไม"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศด้วยสีหน้าไม่พอใจ หลังถูกนกกระจอกข่าวรุมถามเรื่อง กฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับ เมื่อ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทำไมคำถามนี้ถึงทำให้ท่านผู้นำเกิดอารมณ์ได้เพียงนั้น จนกลายเป็นประโยคเด็ดถูกแชร์ในโลกออนไลน์อย่างเมามัน !?!
ย้อนกลับไปเมื่อ 16 มกราคม 2557 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับสำคัญ คือ 1.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 2.ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หรือกฎหมายที่กำหนดให้มีการตั้ง "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" แทน "กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร" หรือชาวบ้านเรียกว่า กระทรวงไอซีที นั่นเอง...
ท่ามกลางความสับสนงุนงง ! กับข้อมูลที่รัฐบาลร้องป่าวประกาศว่า ปีนี้ประชาชนได้รับของขวัญปีใหม่เป็น "กระทรวงดิจิทัล" ผ่านไปเพียง 20 กว่าวัน คณะรัฐมนตรีก็จัดการลงมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายเพิ่มอีก 8 ฉบับทันที รวมถึงกฎหมายไซเบอร์ หลายคนต้องไปนั่งถามความหมายว่า "ไซเบอร์" แปลว่าอะไร ?
ไซเบอร์ (Cyber) เป็นคำที่ใช้แพร่หลายในนิยายวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันถูกใช้ในความหมายกว้างขวางครอบคลุมถึง "ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์" "ระบบอิเล็กทรอนิกส์" "สังคมออนไลน์" "ระบบข้อมูลข่าวสารอินเทอร์เน็ต" ฯลฯ
ครั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนเริ่มตั้งตัวได้ เว็บไซต์ change.org ประกาศระดมรายชื่อผู้สนับสนุนให้หยุดกฎหมาย "ความมั่นคงดิจิทัล" ผ่านไปไม่กี่วัน สาวกออนไลน์เข้ามากดสนับสนุนทำให้ตัวเลขพุ่งถึง 2 หมื่นกว่าราย
"เครือข่ายภาคพลเมือง" ประกอบด้วย สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน มูลนิธิโลกสีเขียว และสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จึงร่วมกันนำรายชื่อผู้คัดค้านชุดกฎหมายข้างต้น 2 หมื่นรายชื่อ ยื่นเป็นจดหมายเปิดผนึกร้องเรียนไปยัง "ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี" สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อ 22 มกราคม ที่ผ่านมา โดยย้ำว่า ร่างกฎหมาย 10 ฉบับนี้ "ละเมิดสิทธิประชาชน" ขอให้มีการทบทวนและเปิดรับฟังความเห็นด้วย
"อาทิตย์ สุริยวงศ์กุล" วิเคราะห์ให้ฟังว่า ชุดกฎหมายทั้ง 10 ฉบับนั้น มีจุดบกพร่องมากมาย โดยเฉพาะการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ล้นฟ้า สิทธิของประชาชนถูกละเมิดในทุกขั้นตอน แต่ที่น่ากังวลสุด มี 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 คือ "มาตรา 35" ของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพราะเป็นการให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับเจ้าหน้าที่ ตามเนื้อหามาตรา 35 ที่สรุปได้ใจความสั้นๆ ดังนี้
"เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลติดต่อสื่อสาร ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์"
ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนข้างต้นอธิบายให้ฟังว่า การให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปสอดแนมข้อมูลประชาชน ทั้ง ไปรษณีย์ โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลนั้นเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวมาก เพราะจะไม่มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของกลุ่มคนเหล่านี้ ถือเป็นการคุกคามสิทธิความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อาจมีการกลั่นแกล้งได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับภาคธุรกิจแล้ว อาจส่งผลเสียต่อข้อมูลทางการค้าได้ การสอดแนมตามหลักสากลต้องขอหมายศาล เพื่อเป็นการคานอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ทำโดยลำพัง
ส่วนข้อกังวลเรื่องที่ 2 คือ องค์ประกอบของ "คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" ที่มีอยู่ 12 คน แต่ไม่มีฝ่ายสำคัญ 2 ส่วนคือ "ฝ่ายสิทธิและเสรีภาพ" กับ "ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค" กรรมการเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้านความมั่นคง และนักกฎหมายกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทำให้กรรมการไม่ได้รับข้อมูลหรือความคิดที่หลากหลายมุมมอง
สำหรับข้อกังวลสุดท้าย คือ การให้หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็น "นิติบุคคล" ถือเป็นความไม่ชัดเจนของสถานะทางกฎหมาย เพราะหน่วยงานที่ตั้งขึ้นพิเศษนี้ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการ แล้ว "เจ้าหน้าที่" จะรับผิดตามกฎหมายอย่างไร มีกลไกร้องเรียนตรวจสอบทางไหนได้บ้าง และเงินรายได้ไม่ต้องนำส่งคลังใช่หรือไม่ ?
นั้นเป็นเพียงข้อกังวลที่เห็นชัดๆ เบื้องต้นเท่านั้น "อาทิตย์" ยอมรับว่า หากพลิกอ่านรายละเอียดของเนื้อหาร่างกฎหมายทั้ง 10 ฉบับนั้น จะพบข้อบกพร่อง และจุดหมกเม็ดน่าสงสัยอีกจำนวนมาก ซึ่งต้องค่อยๆ เอามาสังเคราะห์ให้ประชาชนรับทราบต่อไป
ทั้งนี้ มุมมองของฝ่าย "สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์" (สพธอ.) สังกัดกระทรวงไอซีที ซึ่งดูแลการร่างกฎหมายข้างต้น ได้พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของประเทศไทยที่ต้องมี กระทรวงดิจิทัลและ ก.ม.ไซเบอร์อย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้ประเทศไทยเป็นเป้าโจมตีของแฮ็กเกอร์และโจรไซเบอร์ รวมถึงการลักลอบโจรกรรมข้อมูลของลูกค้า ตัวอย่างเช่น การได้รับโทรศัพท์มาขายโปรโมชั่นเงินกู้ หรือ ประกันภัย หรือสินค้าบริการต่างๆ โดยที่ไม่รู้ว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้ไปได้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มาจากที่ใด และการแชร์เนื้อหาในโลกออนไลน์ บางคนได้รับความเสียหายถูกทำลายชื่อเสียง หรือ การละเมิดลิขสิทธิ์
ยิ่งไปกว่านั้น แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติได้เข้ามาอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลลามกอนาจารเด็ก หรือก่อคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ หากไม่มีการป้องกันและจัดการเรื่องเหล่านี้ ในอนาคตจะยิ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศไทยมหาศาล
ล่าสุด "สุรางคณา วายุภาพ" ผอ.สพธอ.ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวเนชั่น โดยยืนยันชัดเจนว่า กลุ่มผู้ร่างกฎหมายได้รับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนในมาตรา 35 แล้ว และเห็นด้วยว่าต้องมีการขอหมายศาล หากเจ้าหน้าที่จะเข้าไปหาค้นหาข้อมูลของประชาชน ซึ่งจะมีการแก้ไขรายละเอียดในมาตรานี้อย่างแน่นอน ส่วนขั้นตอนต่อไปต้องส่งกลับให้คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป คาดว่าไม่น่าจะเกิน 6 เดือน จะมีการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับได้
หมายความว่า อีก 6 เดือน คนไทยจะมีกระทรวงดิจิทัล และอยู่ภายใต้กฎหมายสอดแนมไซเบอร์ ข้อกังวล 3 เรื่องข้างต้น หรือ "ดาบ 3 คม" นั้น สาวกออนไลน์คงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นหรือไม่อย่างไร
คำถามสำคัญต่อไปคือ หากตำรวจไซเบอร์เข้ามาสอดแนม ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูล ต่อบุคคล หรือธุรกรรมใดๆ โดยสุดท้ายพิสูจน์แล้วว่าจับผิดคน หรือไม่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ จะมีการตั้งกองทุนชดเชยให้ผู้เสียหายหรือไม่ หรือพวกเราจะกลายเป็นแค่ "แพะรับบาปไซเบอร์" ?!?
"10 ร่าง ก.ม.ดิจิทัล"
“ครม.เห็นชอบ 16 ธ.ค.2557”
1 ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
2 ร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อให้มีกระทรวงดิจิทัลฯ
“ครม.เห็นชอบ 6 ม..ค. 2558"
3 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
4 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
5 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
6 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
7 ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
8 ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
9 ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
10 ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
13 หลักสิทธิมนุษยชน “สอดแนม" การสื่อสาร
1 มีกฎหมายรองรับ
2 มีเป้าหมายที่ชอบธรรม
3 มีความจำเป็น
4 มีความเพียงพอ
5 ไม่ล้วงข้อมูลเกินสิทธิที่ได้รับ
6 ภายใต้ "ตุลาการ" มีความรู้และมีอิสระ
7 แจ้งให้ผู้ถูกสอดแนมรับทราบ "ก่อนหรือหลัง"
8 โปร่งใสตีพิมพ์ประวัติการสอดแนม
9 การตรวจสอบโดยสาธารณะ
10 ไม่บังคับ"ผู้ให้บริการด้านสื่อสาร"ช่วยสอดแนม
11 หลักประกันความร่วมมือระหว่างประเทศ
12 หลักประกันเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบด้วยก.ม.
13 กำหนดโทษสอดแนมผิดก.ม.ทั้งรัฐ-เอกชน
ข้อมูล : เครือข่ายพลเมืองเน็ต



