ข่าว

สานต่อปฏิรูป-ปรองดองหลังสปช.หมดอายุ

สานต่อปฏิรูป-ปรองดองหลังสปช.หมดอายุ

17 ก.พ. 2558

สานต่อปฏิรูป-ปรองดองหลัง สปช.หมดอายุ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญสำนักข่าวเนชั่น

               เรียกว่า "งวด" เข้ามาทุกที สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเริ่มการพิจารณาร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในภาค 4 ว่าด้วย “การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง”

               การพิจารณาหมวดนี้ จะทำให้เห็นกระบวนการยกร่างฯ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเรื่องว่าด้วย การปฏิรูปและการปรองดอง เนื้อหาสาระสำคัญของหมวดนี้ ล้วนแล้วเป็นเรื่องใหม่หากเป็นไปตามที่โฆษณาไว้ หมวดนี้นี่เองที่จะเป็นจุดขายของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

               โดยเรื่องนี้ กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ “การปฏิรูป” โดยเนื้อหาบางส่วน ทางกมธ.ยกร่างฯ ได้ขอความเห็นไปยัง คณะกรรมาธิการปฎิรูป ทั้ง 18 คณะ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

               น่าสนใจว่าข้อเสนอในครั้งแรกมีมากถึง 40 ประเด็น ซึ่งถือว่ามากไปและหากปล่อยไปแบบไม่จำกัดอาจทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยาวที่สุดในโลก ทางกมธ.ยกร่างฯ จึงให้กรรมาธิการปฏิรูปบางคณะ ส่งข้อเสนอมาใหม่ ให้เป็นมาตรา แต่ก็กำหนดจำกัดว่าให้ไม่เกินชุดละ 3 มาตรา

               นอกจากนี้เพื่อการันตีว่าการปฏิรูปสามารถเดินหน้าต่อไป แม้ สปช.จะหมดอายุลงเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ทางกมธ.ยกร่างฯ จึงมีการเขียนบทเฉพาะกาล กำหนดให้มีกลไกขึ้นมารองรับหรือองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่สานต่อการปฏิรูปต่อจาก สปช.

               ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดรูปแบบว่ากลไกจะเป็นรูปแบบใด เพราะยังตกผลึก แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช่ สปช.ชุดเดิมอย่างแน่นอน อาจจะมีองค์กรเช่น “กรรมการปฏิรูปประเทศ” ขึ้นมาแทน

               โดยเนื้อหาในหมวดปฏิรูป จะมีความเข้มข้นมากขึ้น กำหนดให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม มิใช่เพียงเขียนมาลอยๆ แบบในอดีตที่จะทำตามก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ ดังนั้นหากเป็นไปตามที่คาดไว้ หากไม่ดำเนินการหรือเพิกเฉย ก็จะกำหนดมาตรการบังคับไว้หรือบทลงโทษเพื่อป้องกันรัฐบาลเพิกเฉย

               ส่วนหมวดของ “การปรองดอง” จะมีอยู่จำนวน 3 มาตรา โดยหัวใจ คือ ว่าด้วยการมีองค์กร ที่มีความเป็นอิสระในการทำงานเข้ามาพิจารณาคลี่คลายเรื่องของความขัดแย้ง

               แต่ทางกมธ.ยกร่างฯ ก็มีประเด็นที่จะต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ คือ การให้อำนาจ ต้องกำหนดคำนิยามให้ชัด เช่น ความขัดแย้ง ต้องไม่โฟกัสไปที่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งคนที่จะเข้าทำหน้าที่ ต้องกำหนด นิยาม กำหนดที่มาที่ไป และอำนาจ

               เมื่ออยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร คลี่คลายต้องให้อำนาจอย่างไร ให้อำนาจเต็มที่ หรือไม่ องค์กรนี้ จะไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ แต่ต้องมีการทำงานอย่างเป็นอิสระ ซึ่งก็มีการพูดถึงการตั้ง “คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ”

               แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในการทำหน้าที่ขององค์กรปฏิรูปหรือองค์กรสร้างความปรองดอง ต้องแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนให้ได้