ข่าว

'ฟื้นจริยธรรมสื่อท้องถิ่น...คืนศักดิ์ศรีให้คนข่าว;

'ฟื้นจริยธรรมสื่อท้องถิ่น...คืนศักดิ์ศรีให้คนข่าว;

17 ก.พ. 2558

ฟื้นจริยธรรมสื่อท้องถิ่น...คืนศักดิ์ศรีให้คนข่าว : โดย... ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

 
          บทบาทของสื่อมวลชนกับการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ให้สังคมเป็นสุขถือเป็นอีกมิติหนึ่งในการพัฒนา เพราะสถาบันสื่อมวลชนถือเป็นองค์กรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศหากสื่อในประเทศนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อการพัฒนาสังคมได้ นั่นคือมิติใหม่ในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง 
 
          โดยเฉพาะบทบาทของสื่อมวลชนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่รายงานข่าวในแต่ละจังหวัด มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงปัญหาและรายงานสภาพความเป็นอยู่วิถีชีวิตคนในสังคมชนบทเพื่อนำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย แต่หากสื่อมวลชนท้องถิ่นทำตัวเป็นเพียงแค่ "ฐานันดรสี่" แต่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ สื่อก็เป็นเพียงแค่กาฝากของสังคมเท่านั้น 
 
          นายนิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จ.อุบลราชธานี ได้เข้าหารือกับแกนนำสื่อท้องถิ่นทั้งจากสมาคมสื่อมวลชนอุบลราชธานี สมาคมผู้สื่อข่าวอุบลราชธานี สมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่นอุบลราชธานี ชมรมสื่อมวลชนสีขาว มูลนิธิสื่อสร้างสุข ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกัน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเวทีสื่ออุบลฯ รวมพลังปฏิรูปประเทศไทยที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยมีข้อเสนอจากสื่อมวลชนท้องถิ่นว่าควรรวมตัวเพื่อดูแลกันเองด้านจริยธรรมและยกระดับมาตรฐานสื่อท้องถิ่นให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา จึงเชิญแกนนำสื่อประเภทต่างๆ มาหารือว่าเห็นด้วยหรือไม่และควรดำเนินการอย่างไร
 
          เรื่องนี้ "นิมิต สิทธิไตรย์" สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จ.อุบลราชธานี เริ่มต้นด้วยการอ่านจดหมายจาก "บุญเลิศ คชายุทธเดช" โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เขียนฝากมาโดยตรงถึงสื่อมวลชนอุบลราชธานี มีใจความสำคัญคือแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจสื่อมวลชนอุบลฯ จากนั้นได้ระบุว่าในการปฏิรูปสื่อต้องเห็นสื่อทำงานโดยอิสระด้วยความรับผิดชอบ ได้รับการคุ้มครอง ปลอดจากอำนาจทุน อำนาจรัฐเข้าครอบงำ ได้รับการดูแลส่งเสริมพัฒนา ให้มีเกียรติ มีความมั่นคง แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้สื่อต้องรวมตัวให้เข้มแข็งและกำกับดูแลกันเองให้ได้ 
 
          ที่ผ่านมาสื่อจะรวมตัวเป็นก้อนๆ เช่น นสพ. วิทยุ โทรทัศน์ มีความคิดที่จะรวมตัวแต่ก็ไม่สำเร็จ จนเมื่อวันที่ 30 มกราคม สปช. กอ.รมน. สถาบันการศึกษาได้จัดประชุมสื่อ ได้มีความคิดขึ้นมาว่าการรวมตัวกันโดยที่แต่ละคนก็ดำเนินกิจกรรมอะไรต่างๆ ตามองค์กรที่ตนสังกัดไปไม่ว่าจะเป็นสมาคม ชมรม คณะบุคคล แต่มารวมกันในนามสภาวิชาชีพแบบเดียวกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีหอการค้าทั่วประเทศเป็นสมาชิก เป็นต้น เพื่อกำกับดูแลกันเองจะดีหรือไม่ ขณะที่ส่วนกลางก็คิดเช่นกันที่จะเป็นสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ก็ทำคู่ขนานกันไประหว่างพื้นที่กับส่วนกลาง 
 
          “ความจริงแล้วสื่อท้องถิ่นเป็นฐานที่แท้จริงของข่าวปัจจุบันข่าวออกไปทั่วประเทศมาจากนักข่าวท้องถิ่นจำนวนมาก สื่อเก่งๆ มักเติบโตจากสื่อท้องถิ่น ถึงเวลาหรือยังที่จะพัฒนาสื่อท้องถิ่นให้เข้มแข็งเพื่อความเข้มแข็งของประเทศต่อไป” นิมิต กล่าว
 
          ขณะที่ "ปัญญา แพงเหล่า" เลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวอุบลราชธานี กล่าวว่า วิชาชีพสื่อควรถูกยกฐานะขึ้นเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ ทุกวันนี้สื่อไม่ได้รับการรับรอง ไม่มีสวัสดิการความช่วยเหลือต่างๆ รัฐเองก็ไม่ให้เครดิตสื่อมวลชน จึงเห็นด้วยกับการที่จะรวมตัวกันเป็นสภาวิชาชีพในครั้งนี้ 
 
          ส่วน "ชลธิษ จันทร์สิงห์" นายกสมาคมสื่อมวลชนอุบลราชธานี แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับการรวมตัวและต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน วางกรอบกติกาข้อบังคับเป็นรูปธรรม โครงสร้างสภาควรจะเป็นอย่างไร การกำกับดูแลกันเองจะดูแลยังไง เพราะสื่อมีความคิดเป็นของตัวเองสูงมาก ควรยกร่างแล้วให้ตัวแทนสื่อทุกองค์กรมาทำความเข้าใจ มีส่วนร่วมกัน
 
          ด้าน "นพภา พันธุ์เพ็ง" ประธานมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กสทช.ก็มีแนวคิดเรื่องนี้เหมือนกันว่าสื่อควรดูแลกันเอง กสทช.ไปกำกับคงไม่ไหว เพราะบุคลากรน้อย แต่ที่อุบลราชธานี การรวมตัวสื่อก็เป็นไปได้ยาก ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร หากรวมตัวเป็นสภาวิชาชีพ เช่นเดียวกับสภาทนายความ สภาหอการค้า แต่ละคนมีองค์กรอยู่แล้ว แต่มารวมเป็นสภาน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ คนที่จะเข้าเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพก็ต้องมีสังกัด เป็นคณะบุคคล นิติบุคคลก่อน และท้องถิ่นควรออกแบบกันเองเป็นตุ๊กตาขึ้นมาโครงสร้างน่าจะเหมือนหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาชิกสภาวิชาชีพต้องมีความหลากหลายจากอำเภอต่างๆ รวมตัวกัน
 
          ขณะที่ชมรมสื่อมวลชนสีขาว "ปิยวรรณ เกษเสนา"  เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อแต่ละองค์กรยังอยู่ทำกิจกรรมของตัวเองได้ แต่รวมกันเพื่อเป้าหมายการกำกับดูแล พัฒนาศักยภาพและให้สมาชิกมีสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลายปีที่แล้ว กสทช.เชิญองค์กรใหญ่ๆ มาทำเอ็มโอยู ส่วนใหญ่เป็นสื่อส่วนกลางอยากให้ในจังหวัดมีแบบนี้ขอเสนอให้มีการเลือกตั้งประธานจะได้รับการยอมรับ บอร์ดบริหารมาจากการสรรหาและต้องเชิญสื่อต่างอำเภอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
 
          แต่คนที่แสดงความคิดเห็นและนำไปสู่การถกเถียงในที่ประชุมอย่าง "สมศักดิ์ รัฐเสรี" บรรณาธิการ นสพ.ปทุมมาลัย อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนอุบลฯ บอกว่า ที่ผ่านมามองว่านักข่าวเป็นพวกกาฝากสังคม นักรีดไถ พฤติกรรมติดลบนี้จะทำให้เพื่อนๆ เละไปหมด ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังมีนักข่าวรีดไถอยู่และมีชีวิตที่ดีกว่า รวยกว่าคนมีจรรยาบรรณอีก หากไม่มีการรวมตัวกันกำกับดูแลอนาคตจะเละกว่านี้ 
 
          "สมัยก่อนผมก็อยากจะเป็นสมาชิกองค์กรสมาคมต่างๆ แต่ต้องเสียค่าบำรุงปีละ 5,000 บาท จะเป็นไปได้อย่างไร พิมพ์ยังไม่มีเงินค่าพิมพ์เลย จะเข้าเป็นสมาชิกก็ค่าสมาชิกแพง สื่อท้องถิ่นจะมีเงินที่ไหนไปสมัครสมาชิก ที่ต้องการมากหากมีสภาวิชาชีพเกิดขึ้นคือนักข่าวท้องถิ่นที่ต่อสู้กับการเปิดโปงทุจริตคอร์รัปชั่น ข่าวสืบสวนสอบสวน โอกาสจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมีสูง โอกาสเข้าคุกเยอะนักกฎหมายที่จะช่วยก็มีแต่ส่วนกลาง เมื่อไม่มีหลักประกันตรงนี้บางทีก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับข่าวสารจริง 100% ไม่งั้นก็อยู่ยาก ศักดิ์ศรีนักข่าวท้องถิ่นจึงลดน้อยลงทุกวัน หากสามารถยกมาตรฐานวิชาชีพขึ้นมาได้นับเป็นคุณูปการต่อชาติอย่างยิ่ง" สมศักดิ์ บอก 
 
          ในขณะที่ภายหลังการประชุมสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมหารือได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า เห็นพ้องที่จะรวมตัวกันเป็นสภาวิชาชีพสื่อมวลชนอุบลราชธานี เพื่อทำหน้าที่รายงานข่าวและยึดถือจรรยาบรรณของตนเองให้มั่นคง เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อที่ดีให้คนด้อยโอกาสและนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติต่อไป