ข่าว

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

16 ก.พ. 2558

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              คนไทยแต่เดิมนั้นมีชีวิตเหมือนปลาที่อยู่ในน้ำใสไหลริน สุขสบายตามอัตภาพ ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายอะไรมากดำเนินชีวิตไปตามระบอบและครรลองที่มีมา แต่สภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตแทบจะโดยสิ้นเชิง ทำให้คนต้องดิ้นรน ต่อสู้ แข่งขัน เพื่อที่จะเอาตัวรอด มีลักษณะเหมือนปลาที่อยู่ในกระแสน้ำวน หรือตกคลั่กอยู่ในบ่อตื้นๆ และต่างก็ตะเกียกตะกายแถกเหงือก เพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

              ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดใจที่คนไทยจะมีความคิด ความเห็น ความรู้สึก ที่ต่างและแตกย่อยออกไปมากมาย ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นแต่ก่อน และละเลยคุณสมบัติที่ดีๆ ของไทยที่มีมาแต่เดิม เช่น การมีน้ำใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัย ความสามัคคี ความกล้าหาญ ความเสียสละความเป็นลูกผู้ชาย ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนโยงใยที่เชื่อมโยงจิตใจของคนไทยให้อยู่ร่วมกันโดยสันติสุขและฟันฝ่าปัญหาต่างๆ มาได้ด้วยดี

              ถึงตรงนี้ก็มักจะมีคำถามเสมอว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองนั้น เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ทำไมบางประเทศ เช่นญี่ปุ่น จึงสามารถรักษาหรือประยุกต์สิ่งเหล่านี้กับคุณลักษณะที่ดีประจำชาติและวัฒนธรรมของตนได้ ขณะที่บางประเทศ เช่นเกาหลีใต้ ใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายและความสับสนของคนหนุ่มสาวในโลก สร้างวัฒนธรรมในรูปใหม่ เช่นดนตรี แฟชั่น เพลง ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ การ์ตูน นิยายวัยรุ่น ฯลฯ จนกลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญของเกาหลีใต้ ทั้งยังมีบทบาทในการปลุกกระแสความนิยมเกาหลีใต้ และส่งเสริมการขายสินค้าเกาหลีใต้เช่น รถยนต์ เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง รวมทั้งการท่องเที่ยว ตามมาอีกเป็นขบวน

              ญี่ปุ่นนั้น เป็นชาติที่เคร่งประเพณี ภูมิใจในชาติ และบูชาความกล้าหาญ ความจงรักภักดี ภายหลังความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีความไม่แน่ใจในความเชื่อที่มีมาแต่เดิม แต่การตกเป็นเสมือนเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ที่ญี่ปุ่นเคยดูแคลนประเทศต่างๆ ในเอเชียที่เคยเป็นอาณานิคม และความหยิ่งทะนงในตัวเอง ก็เป็นพลังสำคัญให้คนญี่ปุ่นร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อกอบกู้เกียรติยศและศักดิ์ศรีกลับคืนมา ขณะเดียวกันคนญี่ปุ่นหลังสงครามก็มีชีวิตและความคิดที่เป็นอิสระและเปิดกว้างขึ้น กระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทำให้คนญี่ปุ่นมีความคิดที่นอกขนบมากขึ้น แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น เห็นโลกและชีวิตมากขึ้น คนเหล่านั้นก็จะเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรม และกลับมาหวงแหนความเป็นญี่ปุ่นที่แท้จริง จนมีคำพูดว่า คนหนุ่มสาวต้องเป็นนักปฏิวัติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นต้องเป็นนักอนุรักษ์ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยเป็นห่วงคนที่คิดนอกกรอบหรือมีแนวคิดแปลกๆ เพราะรู้ว่า วันหนึ่งเมื่อคนเหล่านี้ดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนต้องการจนถึงที่สุดแล้ว เขาก็จะกลับมาสู่แนวทางดั้งเดิม แต่การไปจนสุดกู่ของคนหนุ่มสาวนั้น เป็นพลังสำคัญในการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ในด้านต่างๆ และเป็นผลดีต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น

              สำหรับเกาหลีใต้นั้น ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้เกาหลีใต้ไม่มีอะไรที่จะภาคภูมิใจหรือแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้เท่ากับญี่ปุ่น คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ในความปกครองของจีนและญี่ปุ่นเป็นเวลานาน คนเกาหลีเป็นพลเมืองชั้น 2 หรือชั้น 3 ในสายตาของญี่ปุ่นผู้ยึดครอง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีก็เผชิญกับสงครามเกาหลี ที่จีนและสหรัฐช่วงชิงอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี จนต้องแบ่งประเทศออกเป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ซึ่งมีความขัดแย้งกันมาจนทุกวันนี้ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เกาหลีใต้เงยหน้าอ้าปากได้คือการเดินเรือ แต่ก็ไม่สามารถทำให้นานาชาติยอมรับในความเป็นชาติที่ขาดวัฒนธรรมได้ เกาหลีใต้สบโอกาสในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ.2540 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้กิจการเดินเรือตกต่ำลงอย่างมาก แต่เกาหลีใต้สามารถพลิกสถานการณ์ ด้วยการหันมาจับสินค้าวัฒนธรรม พร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง จนทุกวันนี้คนกว่าครึ่งโลกพากันคลั่งไคล้สินค้าวัฒนธรรม และวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ไปเรียบร้อยแล้ว

              ประเทศไทยเอง หากไม่สามารถทำให้คนไทยเกิดความรู้สึกนึกรักและภาคภูมิใจในชาติ และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดที่แตกต่างเช่นญี่ปุ่น หรือสร้างวัฒนธรรม และสินค้าวัฒนธรรม ที่ใหม่ แปลก แหวกตลาด เช่นที่เกาหลีใต้ได้ทำสำเร็จมาแล้ว เราก็คงยังต้องตั้งหน้าตั้งตาบริโภค วัฒนธรรม ความคิด และสินค้าของต่างชาติอยู่เช่นนี้ ตลอดไปแหละครับ