ปัญหา "ภัยแล้ง" มาเร็วกว่าที่คิด ทำให้หลายจังหวัดประสบภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก โดยเฉพาะบ่อน้ำตามธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งเขื่อนขนาดใหญ่ กำลังมีปริมาณน้ำเหลือเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ในบางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำประปาไม่พอใช้ ทำให้กรมชลประทานต้องออกประกาศให้เกษตรกรงดทำนาปรัง เพื่อรักษาน้ำไว้ใช้ตลอดหน้าแล้งของปีนี้
สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้เริ่มลุกลามอย่างเห็นได้ชัด หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาน้ำไม่พอใช้ โดยเฉาะพื้นที่ ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ชาวบ้านประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก แหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอด ส่วนน้ำประปาก็ไม่มีใช้ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างช่างมาขุดเจาะบ่อบาดาล
"อำนวย รื่นอายุ" ครูโรงเรียนบ้านหนองกก อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา บอกว่า ตอนนี้โรงเรียนแทบจะไม่มีน้ำใช้ เพราะน้ำประปาจะไหลเฉพาะเวลากลางคืน จึงต้องจ้างช่างมาเจาะน้ำบาดาลเพื่อเก็บให้นักเรียนใช้ โดยที่ผ่านมาทางโรงเรียนแก้ปัญหาด้วยการให้ครูเวร หรือภารโรงรองน้ำประปาในเวลากลางคืน แต่ยังไม่เพียงพอ ส่วนน้ำดื่มต้องไปขอจากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อมาเติมให้นักเรียนดื่ม
"โรงเรียนประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก น้ำฝนที่เคยรองไว้ระยะหลังไม่สามารถดื่มได้ เราต้องผชิญกับปัญหาดังกล่าวทุกปี แต่ในปีนี้คาดว่าจะหนักมากที่สุด จึงต้องจ้างช่างมาขุดบ่อบาดาลเพื่อรองรับสถานการณ์"
ความเดือดร้อนจากภัยแล้ง นอกจากจะกระทบต่อครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองกก แต่ปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับชาวบ้านแทบทุกอำเภอของ จ.นครราชสีมา เช่นกัน ซึ่งทางแก้หนทางเดียวที่จะช่วยบรรเทาไปได้ คือ การขุดบ่อบาดาลให้ได้มากที่สุด
"มานะ เจ๊กแตงพะเนา" ช่างขุดเจาะบ่อบาดาล บอกว่า ปีนี้แล้งมาก บางที่แล้งถึงขนาดผืนดินแตกระแหง น้ำประปาไหลบ้างไม่ไหลบ้าง ทำให้ชาวบ้านจ้างชุดบ่อบาดาลกันมากมาย โดยคนที่มาจ้างมีทั้งเกษตรกร ชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆ ตอนนี้คิวเยอะมาก จึงกำหนดไม่ได้ว่า ชาวบ้านจะได้คิวในวันไหน
แม้ปีนี้จะเพิ่งย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ภัยแล้งกลับสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญในพื้นที่ต่างๆ อาทิ เขื่อนลำคอง ขณะนี้มีน้ำเหลือเพียงร้อยละ 37 ซึ่งน้ำที่เหลือในตอนนี้ใช้เพื่ออุปโภค บริโภค และทำน้ำประปาเป็นหลักเท่านั้น
ไม่ต่างจากพื้นที่ในลุ่มเจ้าพระยา ใน จ.ลพบุรี ที่ปีนี้มีข้อมูลระบุว่า แล้งหนักในรอบ 20 ปี
จากการสำรวจพบว่า "แม่น้ำบางขาม" แหล่งน้ำสายหลักกลับแห้งขอด เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขนาดต้องรวมตัวว่าจ้างผู้รับเหมาสร้างคันดินกั้นน้ำให้เป็นแอ่ง ก่อนจะนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง เพื่อสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร ขณะที่เกษตรกรหลายรายต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อย่างเช่น มันสำปะหลัง เผือก หรือแตงกวา ทดแทน
ทั้งนี้ ตามปกติในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี จะเป็นช่วงการทำนาปรังของชาวนา แต่ปีนี้ชาวนาหลายรายต้องหยุดทำนา เพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ
"สุเทพ น้อยไพโรจน์" รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนกรมชลฯ จะประเมินว่า น้ำในปีนี้มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคหรือไม่เป็นอันดับแรก จากนั้นจะประเมินถึงสถานการณ์น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ก่อนจะมาประเมินถึงการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ส่วนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง ยืนยันว่า น้ำเพียงพอที่จะเริ่มเพาะปลูกได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม ส่วนพื้นที่อื่นๆ กรมชลฯ ประเมินว่า จะมีน้ำส่งไปเช่นเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค ตลอดฤดูแล้ง
"เป็นภัยแล้งที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ครั้งก่อนเกิดขึ้นระหว่างรอยต่อปี 2537-2538 สำหรับฤดูแล้งปีนี้กรมชลฯ งดส่งน้ำในการทำนาปรังตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา เพราะการจัดสรรน้ำต้องคำนึงถึงเรื่องอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ จากนั้นจึงมาพิจารณาน้ำเพื่อการเกษตร"
สุเทพ บอกว่า ตามวงรอบของระบบนิเวศจะมีภัยแล้งต่อเนื่องกัน 3 ปี และน้ำดี 2 ปี ซึ่งกรมชลฯ ได้วิเคราะห์ถึงวงรอบที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยวางแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยกรมชลฯ อาศัยข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า หากฝนมาช้าเล็กน้อยก็จะเก็บน้ำเผื่อไว้ ดังนั้นยืนยันว่า หากสถานการณ์ฝนมาช้าไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ประชาชนจะมีใช้เพียงพอไปถึงเดือนกรกฎาคม ขอให้มั่นใจในสิ่งที่กรมชลฯ วางแผนไว้
อย่างไรก็ตาม วิกฤติภัยแล้งในปีนี้ทำให้น้ำในเขื่อนต่างๆ มีปริมาณน้อย กรมชลประทานต้องขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาปรังในหลายจังหวัด เพื่อต้องการเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคและบริโภค รวมถึงใช้ผลักดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อการผลิตน้ำประปาแล้ว ยังส่งผลต่อระบบนิเวศของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย
"ในปีนี้จะไม่นำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันน้ำเค็ม เพราะน้ำจากแม่กลองน้อยมาก เราจะใช้น้ำจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาควบคุม ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 เมื่อรวมกันแล้วต้องได้ปริมาณประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไป เรานำบทเรียนจากปีที่แล้วมาแก้ไข เพราะปีที่แล้วเราวางแผนการใช้น้ำไหลมาที่บางไทรให้ได้ในปริมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหมือนกัน แต่ปรากฏว่า เกษตรกรนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก ทำให้แผนที่วางไว้ผิดพลาด ส่งผลให้น้ำที่ไหลมาจากบางไทรมีน้อยมาก ดังนั้นในปีนี้เราต้องปรับใหม่เลย"
จากบทเรียนปัญหา "น้ำเค็ม" เข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้การประปานครหลวงต้องประสานกรมชลประทาน โดยเพิ่มความเข้มในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน เพื่อผลักดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะเดียวกันในส่วนของเจ้าหน้าที่การประปาต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันน้ำเค็มเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำประปา
"ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ" ผู้ว่าการการประปานครหลวง ให้ข้อมูลว่า ทุกหน้าแล้งน้ำจะมีความเค็มขึ้นมา โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้แก้ปัญหาด้วยการไม่สูบน้ำดิบเข้าคลองประปา หรือไม่สูบน้ำดิบบริเวณสถานีสูบน้ำดิบสำแล ทำให้น้ำเข้าไม่ได้ แต่ในต้นปีน้ำเค็มขึ้นมามาก การประปานครหลวงได้ประสานงานกับกรมชลฯ เพื่อนำน้ำมาผลักดันไล่น้ำเค็มไปได้
"ปีนี้เราได้บทเรียนแล้วจึงเอาน้ำมายันไว้แต่ต้น ทั้งนี้หากค่าความเค็มในสถานีสูบน้ำดิบสำแลสูงเกินกว่า 0.25 กรัมต่อลิตร จะส่งผลให้น้ำประปามีรสกร่อย แต่จะรู้สึกได้ก็ต่อเมื่อความเค็มมีค่าสูงถึง 0.5 กรัมต่อลิตร ปัจจุบันน้ำประปามีค่าความเค็มไม่เกิน 0.19 กรัมต่อลิตร"
จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อาจเป็นแค่ช่วงของการเผาหลอก ซึ่งจากนี้ไปยังไม่รู้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะรุนแรงเพิ่มทวีคูณขึ้นมากแค่ไหน ดังนั้นการวางแผนใช้น้ำในแต่ละปีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดประชาชนและเกษตรกรต้องให้ความร่วมมือในการร่วมกันจัดสรรน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมิฉะนั้นแล้วปัญหาภัยแล้งจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอย่างนี้ตลอดไป