ข่าว

'เอนก'เผยคก.ก.ปรองดองต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง

'เอนก'เผยคก.ก.ปรองดองต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง

15 ก.พ. 2558

'เอนก'เผยคก.ก.ปรองดองต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง แนะผู้มีอำนาจเชิญคู่ขัดแย้งมาคุยกัน วอนทุกฝ่ายอดทน

             15ก.พ.2558 นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้รับผิดชอบหมวดการปรองดอง กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมจะตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เพื่อมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น ว่า เบื้องต้นคณะกรรมการฯชุดดังกล่าวจะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน มีคุณสมบัติไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สังคมยอมรับ มีประสบการณ์ในการสร้างสันติสุข ส่วนฝ่ายคู่ขัดแย้งจำนวน 5 คนนั้นทางผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 9 คน จะเป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกอีกครั้ง โดยคณะกรรมการฯชุดดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่สร้างความปรองดองในระยะยาว แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทำให้ความขัดแย้งเป็นประชาธิปไตย สันติวิธี ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ให้แตกแยก หักล้าง และบาดหมางกัน  เบื้องต้น แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงตัวร่างบทบัญญัติที่เตรียมจะเสนอเข้าที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯเท่านั้น ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาแต่อย่างใด
               
             ส่วนกระบวนการปรองดองให้เกิดความสำเร็จนั้น มองว่าทุกคนต้องหันหน้าคุยกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนานสูงสุดของบ้านเมือง ต้องเชิญทุกฝ่ายมาคุยกัน เนื่องจากทุกคนเชื่อถือและมั่นใจว่ามีอำนาจที่จะทำให้ความขัดแย้ง ทุเลาคลี่คลายไปสู่สันติวิธี และสันติสุขได้ อีกทั้งเท่าที่ฟังความเห็นจากทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะเดินหน้า เชื่อว่าอีกไม่นานผู้ที่มีอำนาจของบ้านเมืองก็จะหยิบเรื่องนี้มาพิจารณา ดังนั้นอยากเสนอสิ่งเหล่านี้เพื่อให้โอกาสกับบ้านเมืองกลับสู่สันติสุข เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากบ้านเมืองปกครองโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์พิเศษตอนนี้มีฝ่ายที่สามซึ่งไม่ใช่สองฝ่ายที่ขัดแย้งมาคุมอำนาจรัฐอยู่ จึงเป็นโอกาสที่ดี
               

             ทั้งนี้อยากให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองรีบดำเนินการ และขอวิงวอนไปยังทุกฝ่าย ขอให้อดทน ใจเย็น โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการการเลือกตั้ง ตนอยู่ในกมธ.ยกร่างฯเราพยายามทำงานกันอย่างรวดเร็ว ถือว่าเร็วกว่ากำหนด บ้านเมืองปกครองระบอบอื่นไม่ได้นอกจากระบอบประชาธิปไตย ไม่อยากให้เรื่องนี้บาดหมางกัน เห็นใจทุกฝ่าย และอยากขอให้ผู้ที่ทำกิจกรรมการเมืองช่วงนี้ทำกิจกรรมด้วยความสุขุมและเยือกเย็นที่สุด


ก.ก.ปรองดองเบรกคสช.จับนักกิจกรรมหนุนเลือกตั้งไม่เอื้อปรองดอง


             นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ กรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งชาติ(สปช.)แสดงความกังวลถึงเรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคมที่จัดกิจกรรม”เลือกตั้งที่ลัก”เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา และวิงวอนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมกันคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียด และมุ่งเน้นที่จะดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศการปรองดองให้เอื้อกับการปฏิรูปประเทศด้วย

              นายอดุลย์ กล่าวว่า หากทุกฝ่ายเห็นปัญหาร่วมกันว่าบรรยากาศปรองดองนั้นสร้างยากมีความซับซ้อนและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินไปสู่การเลือกตั้งที่ สันติ โปร่งใส เป็นธรรม สร้างสรรค์ระบบการเมืองที่ทุกเสียงมีความหมายมีการตรวจสอบเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่อไปก็ขอให้มีการเชิญทุกฝ่ายมาร่วมพูดคุย ถกแถลงถึงปัญหา อุปสรรคและเสนอประเด็นเพื่อปฏิรูปประเทศและการปรองดองที่กำลังดำเนินการผ่านการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

              “ขอวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมกันผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด โดยเฉพาะคสช.ควรเลี่ยงการใช้อำนาจเกินขอบเขตของหลักนิติธรรม และต้องมุ่งเน้นที่จะดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศการปรองดองให้เอื้อกับการปฏิรูปประเทศด้วย ส่วนผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยหากอยากให้การเลือกตั้งมีความหมาย ถามว่าหากมีการเลือกตั้งในทันทีโดยที่ยังไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากการเมืองแบบเดิมๆได้หรือแล้วจะป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดซ้ำอีกได้อย่างไร”นายอดุลย์ กล่าว

              นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องเคารพหลักนิติธรรม ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการแก้ไขรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดในขณะนี้ หากใครเห็นว่ายังมีกติกาใดที่ไม่เป็นธรรมและอยากเสนอแนะให้มีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายและเพื่อให้การเลือกตั้งที่สันติและโปร่งใสนำพาให้เกิดสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพก็สามารถเสนอแนะได้เลย


"เชื้อ"ชี้จัดตั้ง“กระทรวงท้องถิ่น”เป็นแค่แนวความคิดของสมาชิกระดับอธิบดี

             นายเชื้อ ฮั่นจินดา ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ในที่ฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านท้องถิ่น กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการปรับโอนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ออกจากกระทรวงมหาดไทย และยกฐานะขึ้นเป็น “กระทรวงท้องถิ่น” ว่า จากที่ตนเคยทราบมา ในระดับผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เคยหารือถึงแนวโน้มการจัดตั้งกระทรวงดังกล่าว แต่ในสมาชิกสปช.ด้านท้องถิ่นยังไม่เคยพูดคุยถึงเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะเป็นแนวความคิดของสมาชิกท่านหนึ่งที่เป็นระดับอธิบดี ที่อยากให้มีกระทรวงก็ได้ หรืออาจเป็นแนวนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้มานำเสนอหรือเปล่า

             “ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องกระทรวงท้องถิ่น แต่ส่วนตัวผมอยากให้มีสภาท้องถิ่นแห่งชาติ ที่ประกอบด้วย ผู้แทนจากฝ่ายการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น และภาคประชาชนทุกส่วนในท้องถิ่น ที่ควรมีบทบาทในสภาแห่งนี้แล้วให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆมานั่งเป็นบอร์ด เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ” สมาชิกสปช. ด้านท้องถิ่น กล่าวและว่า สำหรับแนวความคิดในที่ประชุม ตนก็ได้เสนอให้ควรมี “สภาท้องถิ่นแห่งชาติ” นำบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับส่วนท้องถิ่นเดิม ไปอยู่ภายใต้สภาดังกล่าว เช่น ข้าราชการที่ทำงานในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทั้งหมด ที่ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย โดยเราก็เสนอไปว่า ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สภาท้องถิ่นฯนั้น เป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารจัดการท้องถิ่นทั่วประเทศ เป็นตัวกลางในการตกลงระหว่างรัฐบาลกลาง กับท้องถิ่นแต่ละจังหวัดในเรื่อง การกระจายอำนาจ และมาตรฐานการบริการสาธารณะ รวมถึงระบบวินัยการเงินการคลัง โดยจะตั้งคณะกรรมการบริหาร ขึ้นมาเป็นผู้ควบคุม ทำให้เป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญกำหนด

             "ผมไม่อยากให้ไปขึ้นกับใคร ให้เหมือนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราอาจเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานคณะกรรมการสภาท้องถิ่นแห่งชาติ มีสัดส่วนของกรรมการบอร์ด ได้แก่ ตัวแทนนายกท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆที่ต้องถ่ายโอนงาน มานั่งอยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งมันจะไม่ใช่รูปแบบกระทรวง ไม่ขึ้นกับใคร และไม่ใช่องค์กรอิสระ” นายเชื้อ กล่าวและว่า

             สำหรับสภาท้องถิ่น จุดมุ่งหมายที่สำคัญของสภาแห่งนี้คือ ต้องการให้ตัวแทนของท้องถิ่นได้มีสิทธิ์ในเรื่องของการวางกรอบนโยบาย แต่ถ้ายังอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ก็เหมือนกับว่า เขาสั่งอะไรมา เราก็ต้องทำ ฉะนั้นการกำหนดนโยบายต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการดังกล่าว ที่มีตัวแทนของท้องถิ่นเข้ามานั่งเป็นกรรมการด้วย เพื่อที่จะนำปัญหาในท้องถิ่นมาสะท้อนข้อเท็จจริง เรียกว่า นำส่วนที่กระจัดกระจายในปัจจุบัน มารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน