ข่าว

เปิดเวทีถกนักสืบหน้าจอบ่มเพาะคลี่ปมสังคมทุกมิติ

เปิดเวทีถกนักสืบหน้าจอบ่มเพาะคลี่ปมสังคมทุกมิติ

14 ก.พ. 2558

เปิดเวทีถกนักสืบหน้าจอบ่มเพาะคลี่ปมสังคมทุกมิติ : พัฐอร พิจารณ์โสภณรายงาน

              การทำข่าวเชิงสืบสวน เป็นบทบาทสำคัญของสื่อที่เป็นทั้งเครื่องชี้วัดและปัจจัยที่นำไปสู่เสรีภาพในการสื่อสาร และเป็นการพัฒนาความสามารถและคุณภาพของสื่อในสังคม ซึ่งมีการศึกษาว่าในปัจจุบันสื่อเชิงสืบสวนในทีวีดิจิทัลมีปริมาณลดน้อยลง      

              สำนักงาน กสทช. โดยสำนักส่งเสริมการแข่งขันและการกำกับดูแลกันเอง ประสานความร่วมมือกับ "มีเดียมอนิเตอร์" ดำเนินโครงการการสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ ในหัวข้อสิทธิเสรีภาพและจรรยาบรรณสื่อ เพื่อนำมาประมวลและเผยแพร่แก่สาธารณชน โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาได้ดำเนินการศึกษาเรื่อง สื่อเชิงสืบสวน ในทีวีดิจิทัลช่องข่าวสารและสาระ เพื่อให้ผลการศึกษาดังกล่าวเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง
 
              วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง "สื่อเชิงสืบสวน ในทีวีดิจิทัลช่องข่าวสารและสาระ" เพื่อวิเคราะห์การทำหน้าที่ของสื่ออันสะท้อนทั้งประสิทธิภาพเพื่อสังคม และเสรีภาพของสื่อ ในช่วงปี 2557 โดยมีเดียมอนิเตอร์ได้ศึกษาการนำเสนอข่าว และรายการเชิงสืบสวนทางทีวีดิจิทัลช่องข่าวสารและสาระทั้ง 7 ช่อง คือ วอยซ์ทีวี เนชั่นแชนแนล สปริงนิวส์ ทีเอ็นเอ็น 24 นิวทีวี ไทยทีวี และ ไบรท์ทีวี รูปแบบรายการที่ศึกษาคือ ข่าวทั่วไป รวมทั้งรายการและรายการเชิงสืบสวนที่ออกอากาศระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-22 กันยายน พ.ศ.2557 ตลอด 24 ชั่วโมง
 
              ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาเรื่องผลการศึกษา โทรทัศน์กลุ่มข่าวสารและสาระ 7 ช่อง วันที่ 22 สิงหาคม-22 กันยายน พ.ศ.2557 พบว่า มีรายงานเชิงสืบสวนตามเกณฑ์ที่กำหนดเพียง 13 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นรายงานข่าวเชิงสืบสวน 10 เรื่อง ที่เหลือพบในรายงานข่าวหลักทั่วไป 3 เรื่อง ด้านปริมาณเวลาโดยรวม มีจำนวนที่น้อยมาก คือรวมเวลาได้ 6 ชั่วโมง 5 นาที ช่องที่มีการนำเสนอมากที่สุด คือสปริงส์นิว จำนวน 6 เรื่อง เนชั่นแชนแนล จำนวน 4 เรื่อง ไบรท์ทีวี 2 เรื่อง และช่องทีเอ็นเอ็น 24 จำนวน 1 เรื่อง ในขณะที่ นิวทีวี และไทยทีวี ไม่พบงานเชิงสืบสวนสอบสวนตามเกณฑ์ที่กำหนด
 
              สำหรับประเด็นที่พบมากที่สุดในรายงานเชิงสืบสวน คือ ประเด็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยไม่มิชอบ การทุจริต จำนวน 5 เรื่อง รองลงมาคือ ประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 เรื่อง ประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน 1 เรื่อง ประเด็นเกี่ยวกับการกระทำผิดศีลธรรมจรรยา 1 เรื่อง และประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางความคิด ค่านิยม วัฒนธรรม พบ 1 เรื่อง การนำเสนอพบว่าส่วนใหญ่เน้นการอธิบาย ขยายความ หรือเพียงคลี่ปม ในจำนวนนี้เป็นการเสนอปัญหา 7 เรื่อง และไปถึงระดับการค้นหาสาเหตุของปัญหา จำนวน  4 เรื่อง ในขณะที่การนำเสนออย่างเปิดโปงหรือค้นหาข้อเท็จจริง หรือ ปมเหตุ มีเพียง 2 เรื่อง และมีเพียงเรื่องเดียวที่สืบได้ไปจนถึงตัวผู้กระทำผิด
 
              ดร.เอื้อจิต บอกว่า งานชิ้นนี้มีที่มา กสทช.มาชวนเราทำเป็นคู่สัญญางานกับเราคือ ให้ดูสิทธิเสรีภาพและจริยธรรมสื่อ และยูเนสโกก็ได้บอกว่าตัวงานเชิงสืบสวนเป็นการสะท้อนถึงเสรีภาพและคุณภาพของสื่อ งานชิ้นนี้ค่อนข้างยาก เพราะที่ผ่านมางานเกี่ยวกับทีวีมีน้อยมาก ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณงานเชิงสืบสวนของสื่อโทรทัศน์ คือข้อจำกัดด้านการเมือง ข้อจำกัดด้านผลสำเร็จทางธุรกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยผู้ศึกษาข้อมูลบอกว่า การศึกษานี้เป็นการสะท้อนถึงเสรีภาพและคุณภาพของสื่อ มองว่าเป็นผลการศึกษาที่สร้างแรงผลักดันให้สื่อในการทำข่าวสืบสวน
 
              “เราไม่คิดว่าการศึกษาของเราจะเป็นตัวตัดสินว่าดีไม่ดี มากหรือน้อย แต่เราอยากจะให้ผลการศึกษาที่เราศึกษาแค่ 1 เดือน เป็นการจุดประกายความคิด ในฐานะคนที่ดูโครงการเราประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ในแง่เป็นข่าว แต่สิ่งที่เราทำเป็นตัวต้นทางในการนำมาซึ่งการพูดคุย และมีการทำอธิบายการเชิงสืบสวน ในมิติคนทำงานข่าว สื่อต้องมีการสนใจการสะดุดประเด็น และหาแง่มุมในการสืบเสาะข้อมูล อาจจะไม่ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงทันที บางครั้งแค่เปิดประเด็นทำให้สังคมสนใจ ทำยังไงให้นักข่าวมีเคมีของนักสืบอยู่ในตัว" ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์กล่าว
 
              ขณะเดียวกัน ภายในงานได้จัดการเสวนาเรื่อง "คุณภาพและปริมาณงานเชิงสืบสวนของสื่อโทรทัศน์ สะท้อนสภาพอะไรของสื่อและสังคม" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือ เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สุชาดา จักรพิสุทธิ์ บรรณาธิการบริหาร ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง เสนาะ สุขเจริญ บรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา อ.สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้แทนจากทีวีดิจิทัลช่องข่าวสารและสาระทั้ง 7 ช่อง
 
              เทพชัย กล่าวว่า การศึกษานี้ มีประโยชน์มาก เพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการศึกษาบทบาทของสื่อ ในการรายงานข่าวเชิงสืบสวน คิดว่าเรื่องจำนวนคงไม่สามารถบอกได้ว่าน้อยหรือมาก แต่ต้องไปดูในแต่ละเรื่องมากกว่าว่าเข้าข่ายความเป็นข่าวสืบสวนสอบสวนโดยสมบูรณ์หรือเปล่า เพราะว่าจริงๆ แล้ว ถ้าแบ่งข่าวสืบสวนง่ายๆ ตามระดับ จะมีข่าวสืบสวนสอบสวนตามกระแส ก็จะมีข้อจำกัดเรื่องความเร่งรีบ ซึ่งมีการแข่งขันมาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนใหญ่ที่ทำข่าวสืบสวนอาศัยประสบการณ์ ความเคยชินและความตั้งใจที่อยากทำมากกว่า การทำข่าวสืบสวนแบบนี้ ไม่ได้หมายถึงการเมือง เรื่องทุจริต อาชญากรรมอย่างเดียว แต่ข่าวสืบสวนต้องครอบคลุมข่าวทุกด้านที่มีในสังคม ความท้าทายอยู่ที่ทำอย่างไรให้เรื่องราวเหล่านี้ทำให้สังคมตื่นตัว แล้วก็กดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง น่าจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่ทำให้คนในวงการสื่อเห็นความสำคัญในการทำข่าวเชิงสืบสวน ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เราย้อนมามองตัวเองด้วย เราอาจจะสร้างกลไกบางอย่างในองค์กรของสื่อเอง และสมาคมวิชาชีพเองในการที่จะยกระดับการทำข่าว
 
              "กลไกที่สำคัญที่สุดในกระบวนการทำข่าวเชิงสืบสวนคือตัวบุคลากร คือนักข่าว บรรณาธิการ ช่างภาพ โปรดิวเซอร์ ทั้งหมดนี้ต้องเคลื่อนไปด้วยกัน ข่าวสืบสวนเป็นเรื่องของทีมเวิร์ก คนเดียวอาจจะทำได้ แต่อาจจะไม่สมบูรณ์ องค์กรสื่อต้องให้ความสำคัญสร้างบุคลากร ให้คนเหล่านี้ได้เรียนรู้และมีจิตสำนึก เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้น ทนไม่ได้กับสิ่งที่ได้ข้อมูลมา นักข่าวที่มีจิตสาธารณะ จะต้องไม่เพียงได้ยินข้อมูลแล้วจบ แต่ต้องการที่จะผลักดันและสาวให้ถึงปัญหาและคนที่รับผิดชอบว่าคือใคร"
 
              นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันก็มีข้อจำกัดคือความท้าทายของแต่ละสถานี ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่ละสถานีต้องไปบริหารจัดการ ว่าจะให้ความสำคัญกับข่าวประเภทนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะเรากดดันที่ต้องทำข่าวรายวัน เพราะฉะนั้นต้องสร้างความสมดุลให้กับข่าวกระแสรายวันที่เหมือนๆ กันทุกช่องกับสิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง เราจะให้น้ำหนักกับตรงไหนมากกว่ากัน
 
              ขณะที่ สุชาดา สะท้อนว่า ช่วงที่มีเดียมอนิเตอร์ศึกษาเป็นช่วงเวลาพิเศษ จำนวนข่าวสืบสวน 13 เรื่อง ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องจำนวนหรือปริมาณ เนื่องจากช่วงนั้นสื่อมวลชน ไม่ใช่เฉพาะสื่อทีวีได้รับเอกสารขอความร่วมมือทั้งสิ้น สื่อทุกช่องทุกสังกัดมีการเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับใดระดับหนึ่ง ในระยะเวลา 1 เดือนบางเรื่องอาจจะอยู่ในระหว่างการติดตาม หรือไม่พบข่าวสืบสวนในบางช่องเพราะมีการถูกปิดระยะยาว บางทีเรื่องหนึ่งเรื่องประกอบไปด้วยมิติต่างๆ มากมาย และนอกจากขึ้นอยู่กับศักยภาพของตัวนักข่าวแล้ว บางทีองค์กรอาจไม่เปิดไฟเขียวให้ เพราะการแข่งขันสูง ไม่สามารถทำข่าวโดยใช้เวลานานได้
    
              อ.สุภาพร บอกว่า ตัวปริมาณของข่าวสืบสวนนั้นไม่ใช่ตัวชี้วัดสำคัญ บางครั้งแค่เรื่องเดียวทำออกมาแล้วมีผลนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สะเทือนทั้งวงการ ไม่ต้องทำเยอะ แต่สำคัญคือทำแล้วส่งผลอะไรบางอย่าง และนักข่าวที่จะทำข่าวเชิงสืบสวนต้องอาศัยประสบการณ์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สมาคมวิชาชีพนำงานคุณภาพมาให้เรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ และเราจะพัฒนานักข่าวให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การที่มีสถานีหลากหลายเป็นโอกาสที่นักข่าวได้ฝึกปรือฝีมือและมีการที่จะมีข่าวเชิงลึกเพิ่มมากขึ้น
 
              ทั้งนี้ มีเดียมอนิเตอร์ มองว่า สถานีโทรทัศน์ที่ศึกษา โดยเฉพาะผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์รายใหม่ อาจจะยังมีข้อจำกัดในการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ด้านทรัพยากรบุคคล การจัดสรรงบประมาณ การทุ่มเทเวลา ทั้งยังอาจมีความกังวลเรื่องส่วนแบ่งโฆษณา และสถานการณ์ทางการเมืองทำให้ต้องมีการระมัดระวังตัวเอง และการศึกษาครั้งนี้จะเป็นการสะท้อนและเป็นแรงผลักดันในสื่อยุคดิจิทัล และให้มองว่าสื่อเชิงสืบสวนมีคุณค่าและความสำคัญ