ข่าว

กระชากหน้ากาก 'เอชเอสบีซี' ช่วยคนรวยเลี่ยงภาษี

กระชากหน้ากาก 'เอชเอสบีซี' ช่วยคนรวยเลี่ยงภาษี

15 ก.พ. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'สวิสลีกส์' กับการกระชากหน้ากาก 'เอชเอสบีซี' ช่วยคนรวยเลี่ยงภาษี : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                          หลายปีมาแล้ว ชื่อของ จูเลียน อาซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์พลันโด่งดังเป็นพลุแตก เมื่อกล้าเผยแพร่โทรเลขลับของสถานทูตอเมริกันทั่วโลกที่รายงานไปยังกระทรวงต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน จนอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ กล้าเดินตามรอยด้วยการเผยแพร่เอกสารลับเปิดโปง 3 หน่วยงานหลักด้านข่าวกรองของสหรัฐ ทั้งสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ซีไอเอ และเอฟบีไอ ว่า ร่วมกันล้วงตับชาวอเมริกันและประชาชนทั่วโลกหลายพันล้านคน รวมทั้งผู้นำประเทศพันธมิตรหรือเรียกสั้นๆ ว่า "พริซึมเกต" 
 
                          ตอนนี้โลกก็หันมาจับตามอง "สวิสลีกส์" ที่เชื่อว่าคงอื้อฉาวไม่แพ้วิกิลีกส์และพริซึมเกต หลังจาก แอร์เว ฟัลชีอานี หนุ่มใหญ่ลูกครึ่งฝรั่งเศส-อิตาลี วัย 43 ปี อดีตพนักงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารยักษ์ใหญ่สุดในยุโรปสัญชาติอังกฤษ สาขาสวิตเซอร์แลนด์ ทำตัวเป็น "กาคาบข่าว" เผยแพร่ข้อมูลลับสุดยอดว่า ธนาคารแห่งนี้ได้ช่วยเหลือลูกค้ามากถึง 106,000 คน ใน 203 ประเทศทั่วโลกเลี่ยงภาษีด้วยการปกปิดเงินในบัญชีลับของลูกค้า รวมมูลค่ามหาศาลถึง 1.19 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.88 ล้านล้านบาท) ถือเป็นการเปิดโปงการกระทำทุจริตในภาคธนาคารครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์
 
                          แอร์เว ฟัลชีอานี ที่สื่อให้ฉายาว่า “สโนว์เดนผู้แฉการหนีภาษี” และ "คนที่คนร่ำรวยต้องหวาดกลัว” เริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีของเอชเอสบีซีในโมนาโกเมื่อปี 2543 ก่อนจะย้ายไปประจำที่สาขาเจนีวาในปี 2549 นับจากนั้นชีวิตก็ถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลลับของลูกค้าคนสำคัญๆ เปิดช่องให้สามารถขโมยรายชื่อของลูกค้ากว่า 1.2 แสนคน ก่อนจะเดินทางไปเลบานอนพร้อมกับเพื่อนสาว โดยมีข่าวลือว่า เจ้าตัววางแผนจะขายข้อมูลลับนั้นให้แก่นายธนาคารหลายคนในเลบานอน  แต่ไม่มีสนใจจะซื้อข้อมูลลับนั้น เพราะระแวงแคลงใจถึงที่มาที่ไปและจุดประสงค์ของการขายข้อมูลนั้น 
 
                          หนำซ้ำนายธนาคารคนหนึ่งได้แอบกระซิบให้นายธนาคารหลายคนในสวิตเซอร์แลนด์ทราบถึงพฤติกรรมนี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นเวลาถึง 7 ปีเต็ม ที่ฟัลชีอานีต้องเล่นเกมขโมยหนีการไล่ล่าของโปลิศสวิสที่ออกหมายจับไปทั่ว ต้องปลอมตัวและขับรถเช่าหลบหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วยุโรป กระทั่งได้พบกับพันธมิตรที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้ลอบข้ามแดนไปฝรั่งเศสเมื่อปลายปี 2551 ฟัลชีอานีตัดสินใจทยอยมอบเอกสารลับนั้นให้รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสแลกกับการคุ้มครองความปลอดภัย 
 
                          ตั้งแต่แรกฝรั่งเศสได้ปิดลับข้อมูลลับเหล่านี้ แต่ก็ใช้ข้อมูลลับเหล่านั้นแกะรอยผู้หนีภาษีที่มีชื่ออยู่ในบัญชีลับ ก่อนจะตัดสินใจกระจายข้อมูลลับเหล่านั้นให้แก่หลายประเทศเมื่อปี 2553 รวมไปถึงสหรัฐ อังกฤษ เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ อาร์เจนตินา ฯลฯ ท้ายสุด ฝรั่งเศสสามารถเรียกคืนภาษีได้กว่า 282 ล้านดอลลาร์ สเปนเรียกคืนภาษีได้ราว 300 ล้านดอลลาร์ ส่วนสรรพากรอังกฤษเรียกคืนภาษีได้กว่า 203 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความข้องใจของคนทั่วโลกว่า อังกฤษแอบช่วยเอชเอสบีซีทางอ้อมหรือไม่ เนื่องจาก 1 ใน 5 ของลูกค้าของเอชเอสบีซีในสวิสเป็นชาวอังกฤษ ในจำนวนนี้ราว 1,100 คนมีชื่ออยู่ในบัญชีลับ แต่ปรากฏว่ามีลูกค้าจากแดนผู้ดีแค่รายเดียวที่ถูกดำเนินคดี 
 
 
 
ลูกค้าคนดังของเอชซีบีซี 
 
 
                          "สวิสลีกส์" อาจจะถูกเก็บเป็นความลับที่รู้กันในหมู่ผู้นำรัฐบาลหลายประเทศไปอีกนาน หากหนังสือพิมพ์รายวัน “เลอมงด์” ของฝรั่งเศสไม่ได้รับไฟล์เอกสารลับนั้น และส่งต่อให้สมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนระหว่างประเทศ (ไอซีไอเจ) ซึ่งได้ส่งต่อข้อมูลให้องค์กรสื่ออีกกว่า 45 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยกันตรวจสอบว่า ลูกค้าเหล่านั้นเป็นใครบ้าง ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายและผู้ที่ส่อเจตนาต้องการเลี่ยงภาษี
 
                          แม้ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดโปงว่า ลูกค้ามีใครบ้าง แต่รู้กันไปทั่วว่า มีทุกอาชีพทุกวงการ ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ของซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน จอร์แดน และโมร็อกโก อัครมหาเศรษฐี ผู้นำเผด็จการ นักการเมือง เอกอัครราชทูต นักธุรกิจ เซเลบคนดัง ดารา นักแสดง นักร้องร็อกสตาร์ ดีไซเนอร์ นางแบบชื่อดัง นักกีฬา นายหน้าค้าอาวุธ พ่อค้ายาเสพติด ฯลฯ ในจำนวนนี้ ลูกค้าชาวสวิสซุกซ่อนเงินในบัญชีลับมากที่สุดรวมกันถึง 31,200 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยลูกค้าชาวอังกฤษ 21,700 ล้านดอลลาร์ ลูกค้าชาวเวเนซุเอลา 14,800 ล้านดอลลาร์ และชาวอเมริกัน 13,400 ล้านดอลลาร์ อิสราเอลมาเป็นอันดับ 6 มีเงินฝากในบัญชีลับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ 
 
                          ผลจากการช่วยกันตรวจสอบของสื่อในหลายประเทศได้แยกแยะรายชื่อของเอกอัครบรมมหาเศรษฐีในแต่ละประเทศที่สามารถฝากเงินในบัญชีลับทั้งๆ ที่มีเงื่อนงำหลายอย่าง อาทิ สื่อเบลเยียมรายงานว่า มีชื่อชาวเบลเยียมกว่า 3,000 คน ในจำนวนนี้อย่างน้อย 916 คน เป็นพ่อค้าเพชรจากแอนต์เวิร์ป รวมไปถึงสองพี่น้อง เบนนี-แดเนียล สไตน์เมตซ์ ที่มีกำไรจากการค้าอัญมณีในชื่อตัวเองกว่า 100 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากพ่อค้าเพชรสัญชาติเบลเยียม-เลบานอน ที่มีชื่อในบัญชีดำของสหประชาชาติกรณีฝ่าฝืนคำสั่งห้ามค้าอัญมณีและเพชรจากเซียร์ราลีโอน แต่กลับสามารถเปิดบัญชีลับได้กว่า 2.8 ล้าน
 
                          ผลการขุดคุ้ยยังพบว่า เอชเอสบีซียังได้ช่วยปกปิดบัญชีลับของแหล่งทุนและสมาชิกในครอบครัวเครือข่ายของ โอซามา บิน ลาเดน โดยเฉพาะชาวซาอุดีอาระเบียวัย 70 ปี เจ้าของบรรษัทข้ามชาติใหญ่ที่มีชื่อว่าเกี่ยวพันกับเครือข่ายของบิน ลาเดน ซึ่งได้เปิดบัญชีลับจำนวน 70 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมี ราชิด โมฮัมเหม็ด ราชิด อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์อียิปต์ที่หนีจากไคโรในช่วงอาหรับสปริง มีเงินฝากราว 31 ล้านดอลลาร์ หรือ รามี มัครูฟ ญาติของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดแห่งซีเรีย ที่ถูกสหรัฐฟ้องในข้อหาคอร์รัปชั่น มีเงินฝาก 27 ล้านดอลลาร์ และเบลฮัสเซน บราเบลซี น้องเขยอดีตประธานาธิบดีไซน์ เอล อะบิดิน เบน อาลี แห่งตูนิเซีย มีเงินมาก 22 ล้านดอลลาร์ จากการตรวจสอบของหนังสือพิมพ์รัสเซียพบว่า มีชื่ออดีตข้าราชการและอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่รัสเซียมีเงินฝากในบัญชีลับ 740 คน รวมทั้งเกนนาดี ทิมเชนโค หนึ่งในคนสนิทของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน 
 
                          ส่วนสื่ออังกฤษรายงานว่า ริชาร์ด แคริ่ง เจ้าของเชนภัตตาคารและร้านค้าจำนวนมาก ได้ถอนเงินสดจากธนาคารเอชเอสบีซีสาขาเจนีวาเมื่อปี 2548 จำนวน 5 ล้านฟรังก์สวิส ทั้งๆ ที่กฎหมายของสวิสระบุให้ถอนได้ครั้งละไม่เกิน 1 หมื่นดอลลาร์ คนดังอีกหลายคนที่มีชื่อก็คือ หลี่ เสี้ยวหลิน ลูกสาวคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีหลี่ เผิง ที่มีเงินฝาก 2.48 ล้านดอลลาร์ 
 
 
 
เอชเอสบีซีไม่ใช่หน้าใหม่
 
 
                          หลังจากถูกทางการฝรั่งเศส เบลเยียม สหรัฐ และอาร์เจนตินาสอบสวนทางอาญา ธนาคารเอชเอสบีซีแถลงว่า ธนาคารพร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่ต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับยืนยันว่า ธนาคารได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารถูกใช้เป็นแหล่งเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน และได้ลดจำนวนบัญชีเงินฝากของลูกค้าจากกว่า 3 หมื่นบัญชี เหลือเพียงเกือบ 1 หมื่นบัญชี แต่ถ้อยแถลงนี้กลับไม่สามารถฟอกชื่อธนาคารให้ขาวสะอาดได้ เนื่องจากเคยมีประวัติเสื่อมเสียมาหลายครั้ง รวมไปถึงการถูกคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสหรัฐตรวจสอบข้อหาละเมิดกฎหมายการฟอกเงินเมื่อปลายปี 2555 กรณีรับโอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ให้แก่บุคคล องค์กร และประเทศที่อยู่ภายในบัญชีดำของสหรัฐ เช่น พ่อค้ายาในเม็กซิโกหรือประเทศอิหร่าน เป็นต้น ส่งผลให้ถูกปรับเป็นเงิน 1,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) ถือเป็นการจ่ายค่าปรับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การฟ้องร้องดำเนินคดีที่มีธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
                          นอกจากนี้เมื่อปลายปีที่แล้ว เอชเอสบีซีก็เป็น 1 ใน 5 ธนาคารชั้นนำของโลกที่ถูกคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐ สำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินแห่งสหราชอาณาจักร และสำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินสวิตเซอร์แลนด์ (เอฟเอ็มเอสเอ) สั่งปรับรวมกันเกือบ 3,400 ล้านดอลลาร์ โทษฐานสมคบคิดปั่นอัตราดอกเบี้ย “ไลบอร์” และมีบทบาทสำคัญอันนำไปสู่วิกฤติภาคการเงินโลก โดยอีก 4 ธนาคารชื่อดัง ได้แก่ ซิตี้กรุ๊ป เจ้าของซิตี้แบงก์, เจพีมอร์แกน เชส แบงก์, รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ และ ยูบีเอส 
 
 
 
ช่องโหว่กฎหมายช่วยเหลือคนรวยและคนโกง
 
 
                          แม้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มยกระดับการตรวจสอบภาคการเงินการธนาคารอย่างละเอียดและเข้มงวดกวดขันมากขึ้น รวมไปถึงการดำเนินคดีบรรดาผู้ที่เลี่ยงภาษี แต่ประเทศยักษ์ใหญ่ทางการเงินกลับไม่ส่งเสริมให้มีการเปิดโปงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของธนาคาร หนำซ้ำแทนที่จะเล่นงานธนาคารกลับเล่นงานคนที่นำข้อมูลมาเปิดเผยแทน โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งกฎหมายป้องกันการปกปิดความลับของธนาคารในประเทศได้เปิดช่องให้ธนาคารสามารถฟ้องร้องเอาผิดผู้เปิดโปงความลับของธนาคารได้ในข้อหาขโมยข้อมูล ปรากฏว่านับวันการฟ้องร้องในข้อหานี้พุ่งสูงผิดปกติ 
 
                          จากสถิติที่รวบรวมโดยศูนย์บริการข้อมูลด้านจริยธรรมพบว่า มีลูกจ้างถูกนายจ้างฟ้องในข้อหานี้มากขึ้นเกือบ 2 เท่า ผลการศึกษายังพบว่า พนักงานในภาคการเงินเป็นภาคที่น้อยที่สุดที่จะรายงานถึงความไม่ชอบมาพากลของนายจ้าง เพราะกลัวถูกฟ้อง ขณะเดียวกันบริษัทต่างๆ ก็ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของบริษัท โดยอาศัยสัญญาจ้างงานมากดดันลูกจ้างให้ปิดปากเงียบ
 
                          ในเมื่อนายจ้างมีกฎหมายอยู่ในมือ บรรดากาคาบข่าวจึงยิ่งเสี่ยงมากขึ้นหากจะมีการร้องเรียนหรือเปิดโปง ไปๆ มาๆ ต้องเผชิญกับการรังควานการคุกคามก่อนที่จะมีการสอบสวนตามมาทีหลัง กระนั้น เมื่อปีที่แล้วคณะกรรมการได้รับการร้องเรียนถึง 3,620 ราย และกระทรวงยุติธรรมได้จ่ายเงินรางวัลตอบแทนให้แก่กาคาบข่าว 9 คน มากกว่าปีก่อนหน้า 3 ปีรวมกันเสียอีก
 
                          ทอม ดีไวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายแห่งโครงการสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ ซึ่งต้องติดต่อคลุกคลีกับบรรดา "อีกาคาบข่าว" กว่า 6,000 คน ให้ความเห็นว่า "ถ้ามองในแง่ของสิทธิทางกฎหมายแล้ว ยุคนี้ถือเป็นยุคทองของผู้ที่เปิดเผยความลับทางการเงิน" เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการทางการเงินเมื่อปี 2551 อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของสถาบันการเงิน รัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเปิดช่องให้ลูกจ้างสามารถรายงานถึงความไม่ชอบมาพากลของสถาบันการเงินให้ทางการทราบได้ โดยนายจ้างไม่มีสิทธิล้างแค้นด้วยการฟ้องร้องลูกจ้าง และเมื่อคดีสิ้นสุดลง ลูกจ้างผู้นั้นก็จะได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งของมูลค่าความเสียหาย เมื่อปีที่แล้วคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐต้องจ่ายเงินมากเป็นประวัติการณ์ถึง 30 ล้านดอลลาร์ ให้แก่อีกาคาบข่าวคนหนึ่งที่เปิดโปงพฤติกรรมฉ้อฉลของแบงก์ ออฟ อเมริกา
 
                          ในส่วนของ แอร์เว ฟัลชีอานี เอง แม้จะได้รับคำชมมากมาย แต่ก็อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่สูญเสียไป รวมไปถึงการถูกจับที่บาร์เซโลนาตามหมายจับของสวิสและถูกขังนาน 5 เดือน โชคยังดีที่สเปนยืนกรานไม่ส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สวิตเซอร์แลนด์
 
                          เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าตัวยอมให้สัมภาษณ์สื่อของสวิสว่า ทางการควรจะมีมาตรการคุ้มครองบรรดา "อีกาคาบข่าว" ผู้เปิดเผยข้อมูลหรือบุคคลผู้นำข้อมูลภายในขององค์กร เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย การใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การทุจริต หรือกระซิบบอกคนสำคัญอย่างตัวเองมากกว่านี้ รวมไปถึงการสนับสนุนทางการเงินด้วย ไม่ใช่แค่คุ้มครองความปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องคลุมไปถึงหน้าที่การงาน ชื่อเสียงและการยอมรับทางกฎหมาย
 
                          ฟัลชีอานี ย้ำว่า มีคนอีกไม่ใช่น้อยที่พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ก็เปลี่ยนใจไม่กล้าทำ เพราะขาดแรงจูงใจและขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้ารัฐบาลทำได้ก็จะเป็นแรงจูงใจให้แก่คนอื่นๆ ที่จะกระโดดออกมาประกาศตัวให้โลกรู้
 
 
 
 
 
 
----------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'สวิสลีกส์' กับการกระชากหน้ากาก 'เอชเอสบีซี' ช่วยคนรวยเลี่ยงภาษี : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)