
มหาวิทยาลัยรับใช้สังคมสูตร 'มศว'
15 ก.พ. 2558
คุยนอกกรอบ : มหาวิทยาลัยรับใช้สังคมสูตร 'มศว' : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
ระยะปีสองปีที่ผ่านมานี้ แวดวงธุรกิจกลุ่มหนึ่งมีการพูดถึงธุรกิจน้ำดี ที่เน้นประโยชน์เพื่อสังคม และมีรายได้ตอบแทนพอสมควรให้คนทำธุรกิจและธุรกิจอยู่รอด ในรั้วมหาวิทยาลัยก็มีการเปิดสอนหลักสูตรดังกล่าว โดย มธ.จัดทำเป็นโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้จัดหลักสูตรอบรมผู้ประกอบการเพื่อสังคม และเอาจริงเอาจังขนาดว่า เปิดสอนระดับปริญญาตรี และปริญญาโท รวมทั้งอยู่ในช่วงดำเนินการเพื่อทำให้ มศว เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมด้วย
ดังที่ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดี มศว อธิบายถึงกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ว่า มหาวิทยาลัยกำลังจะยกสถานะของภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ เป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ระหว่างจะยกตัวเองก็ทำกิจกรรมเตรียมความพร้อมหลายอย่าง เช่น ส่งคณาจารย์ผู้บริหารของคณะอื่นไปศึกษาดูงานกิจการเพื่อสังคมที่ต่างประเทศ หาคู่พาร์ทเนอร์ จากสถาบันคลังสมอง เป็นต้น
ส่วนหลักสูตรอบรมผู้ประกอบการเพื่อสังคม มีหลักสูตร 4 เดือน, 8 เดือน สภามหาวิทยาลัยเพิ่งผ่านหลักสูตรปริญญาตรีกิจการเพื่อสังคม ขณะนี้กำลังร่างหลักสูตรเอ็มบีเอ (ปริญญาโท) กิจการเพื่อสังคมเกือบเสร็จแล้ว ด้านการเตรียมคณาจารย์ได้ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยพลีมัท (Plymouth) ซึ่งประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยกิจการเพื่อสังคมโดยมหาวิทยาลัยพลีมัทจะแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษาด้วย
มีกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม?
มศว เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้เงินภาษีของประชาชนทุกปี ปีที่แล้วสำนักงบประมาณจัดให้ 3,000 ล้านบาท เราหาเงินเอง 3,000 ล้าน เป็น 6,000 ล้านบาท
“ผมบอกนิสิตว่า ที่คุณจ่ายค่าเทอมไม่ใช่เงินคุณทั้งหมด แต่จ่ายแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งมาจากรัฐบาล นั่นหมายความว่า ใครจ่ายค่าเทอม 2 หมื่น ต้นทุนจริง 4 หมื่น คุณเป็นหนี้ประชาชน 2 หมื่น นี่คือหลักความคิดที่พยายามบอกนิสิต"
เรื่องที่สอง มหาวิทยาลัยสอนคนส่วนน้อย เด็กเกิดปีละ 8 แสนคน มีเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีละ 2 แสนคน แปลว่า คน 2 แสนใช้เงินภาษีของครอบครัวเด็กอีก 6 แสนคน คอนเซ็ปต์คือ สอนคน 2 แสนคน ว่า เป็นหนี้บุญคุณคน 6 แสนคน เวลาไปทำกิจกรรม ทำงาน อย่าเอาเปรียบ ให้ระลึกเสมอว่า พวกเขามีบุญคุณกับเราทางอ้อม ไม่ใช่ว่าพอเป็นหมอก็กระโจนมาทำคลินิกความงาม ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน
ทั้งหมดนี้ทำผ่านกิจกรรมประกอบด้วย ค่ายสร้างแรงบันดาลใจ ค่ายสร้างอัตลักษณ์ ฉายภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจ โครงการอธิการบดีล้างห้องน้ำ (เพื่อไม่ให้ลูกศิษย์ดูถูกคน/งาน) ทุนการศึกษาแห่งความภาคภูมิใจ และค่ายสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้บริหาร
สิ่งแรกคือ ค่ายสร้างแรงบันดาลใจรับใช้สังคม หรือค่ายครูรับศิษย์ ค่ายที่สองคือพี่รับน้อง
“ค่ายพี่รับน้องเป็นค่ายสร้างอัตลักษณ์ มศว มี 9 ประการ เช่น หนักเอาเบาสู้ อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะ จัดรวมกันหมด ไม่แยกคณะ เพราะเด็ก ม.6 ยังไม่รู้จักเพื่อน จะได้ไม่มีการตีกันข้ามคณะ”
ส่วน ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจ โดยเลือกหนังให้ดู 12 เรื่องฉายสัปดาห์ละเรื่อง เช่น ไอแอมแซม ดูแล้วจะรักพ่อ เพราะพ่อปัญญาอ่อน เลี้ยงลูกๆ ฉลาดกว่าตัวเอง เพราะไม่อยากให้ลูกศิษย์ดูถูกคน ดูถูกงาน จึงจัด โครงการอธิการบดีล้างห้องน้ำ โดยนำคณบดี นิสิต ล้างห้องน้ำในมหาวิทยาลัย ทำมา 3 ปีแล้ว ผศ.นพ.เฉลิมชัยเล่าอย่างออกรสโดยกล่าวถึงว่า “ป้าอนงค์” พนักงานห้องน้ำในอาคารแห่งหนึ่ง ป้าจบ ป.4 หน้าตาไม่สวย พูดไม่เก่ง แกบอกลูกหลานยังดูถูกงานนี้เลย
“พอนิสิตมาล้างห้องน้ำปุ๊บ ผมบอกให้ลูกศิษย์ยกมือไหว้ป้าแล้วเรียกว่าครู นิสิตรู้ไหมว่า น้ำยาล้างห้องน้ำ 1 ฝาผสมน้ำกี่ลิตร เวลาถูพื้นกระเบื้องมี 6 แผ่น ทำไมถูแค่ 3 แผ่น เพื่อให้คนเดินเข้าห้องน้ำระหว่างเราทำความสะอาดได้...งานล้างห้องน้ำเป็นงานต่ำ อธิการบดีก็ล้างไง มันจึงไม่ใช่งานต่ำ คณบดีก็มาช่วยและค่อยๆ ขยายกิจการไปเป็นทุนการศึกษาแห่งความภาคภูมิใจ” ทุนการศึกษาดีมี 2 แบบคือ ให้เปล่า และทุนการศึกษาแห่งความภาคภูมิใจ นิสิตได้เงินและอยากทำงานด้วย เช่น จัดหนังสือเข้าห้องสมุดได้ 50 บาท/ชม. ล้างห้องน้ำ 80 บาท/ชม. พอล้างจริงๆ มันสวย สะอาด เพราะเพื่อนนิสิตด้วยกันไม่กล้าทำห้องน้ำสกปรก
"ผมจึงตั้งชมรมคนเคยล้างห้องน้ำมีสมาชิก 80-90 คน อธิการบดีเป็นที่ปรึกษา ผมต้องการตามดูคนกลุ่มนี้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนไม่เคยล้างห้องน้ำไหม จะเห็นว่าการทำงานมันค่อยๆ ต่อยอดความคิดและระบบไปเรื่อยๆ"
นอกจากนี้ยังมี “โมเดล” ที่อธิการบดีภูมิใจนำเสนอคือ “น้องแนน”
น้องแนนไม่มีแขนสองข้าง มีขาข้างเดียว ปีแรกสอบไม่ติด ประชุมกันว่าจะให้เรียนโควตาเด็กคนพิการ เสียงส่วนใหญ่ให้รับ แต่อธิการบดีค้านบอกให้ส่งคนไปที่บ้านดูว่าเก่งวิชาอะไร ปรากฏว่า 5 วิชาที่สอบ แนนเก่ง 3 วิชา ก็เลือกคณะให้ โดยดูจากวิชาที่ถนัดคือวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม คณะดิจิตอลนิเทศศาสตร์
"ผมเอาแนนเป็นซิมโบลว่า คนนี้ไม่มีแขน มีขาข้างเดียว ยังสอบติด...พาไปค่ายสร้างแรงบันดาลใจให้ทำทุกอย่าง...ผมก็เลยดึงเขามาเป็นฮีโร่ ให้คนมีแขนขา คนขี้เกียจเรียนดู และให้ทุนการศึกษาแห่งความภาคภูมิใจ โดยเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ SWUTEL เพื่อสร้างเพรสเชอร์กับคนได้ทุนและมีแขนขาครบ ผมไม่ได้บังคับ แต่ผมจะบอกข่าวทุกครั้งว่า มีแนนที่ไม่มีแขน แต่เขาทำงานอยู่ มีคนอื่นได้ทุนแล้วล้างห้องน้ำ และมีคุณที่ได้ทุนแต่ไม่ทำอะไร มันก็มีเด็กจำนวนหนึ่งที่คิดว่าเราต้องไปล้างบ้าง” (หัวเราะ)
ขณะนี้นิสิตจำนวนหนึ่งกำลังอินกับเรื่องเหล่านี้ อธิการบดีเดินสายบรรยาย เดินไม่ไหวก็เขียนในเฟซบุ๊ก ซึ่ง ผศ.นพ.เฉลิมชัยบอกว่าเขียนเฟซบุ๊กทุกวัน ทั้งหมดที่กล่าวมา สิ่งที่ “โดนใจ” ผู้เขียนมากสุดคือเรื่องนี้
“หลักที่ผมฝากให้เด็กคิดเสมอคือ ให้คำนึงประโยชน์ส่วนรวมไม่น้อยกว่าส่วนตน ให้คำถึงหน้าที่ไม่น้อยกว่าสิทธิและเสรีภาพ เช่น เรียกร้องว่ารัฐต้องให้การศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี อย่างมีคุณภาพและทั่วถึง รัฐต้องป้องกันประเทศไม่ให้คนบุกรุก แต่เราไม่อยากเสียภาษี”
เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เพราะทุกวันนี้คนมักเรียกร้อง “สิทธิ” จากรัฐ แต่ไม่เคยสำนึกว่า ตนเองนั้นมี “หน้าที่” ที่ต้องทำด้วย
ขอปิดท้ายนิยามของ “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” ตามที่อธิการบดี มศว บอกไว้คือ ผลิตบัณฑิตเป็นคนดี เก่ง มีความสุข ทำงานโดยไม่ดูถูกคนและงาน
ฟังแล้วน่าภูมิใจแทน !
----------------------
ผศ.นพ.เฉลิมชัย เล่าว่า มีคนเขียนชื่นชมในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับโครงการล้างห้องน้ำ คุณปู่ของเขาล้างห้องน้ำเพราะไม่อยากให้คุณย่าทำ อ่านข้อความนี้แล้ว ผศ.นพ.เฉลิมชัย เลยได้ไอเดียชวนทีมผู้บริหาร “บอกรักภรรยา”
“ผมก็เลยสร้างความละเมียดละไมให้ คณบดี รองอธิการบดี ไม่เคยล้างห้องน้ำ ไม่เคยเอาชุดชั้นในของภรรยาเข้าเครื่องซักผ้า ถ้าไม่เคยทำไม่เป็นไร ให้ทำในวันครบรอบแต่งงาน เช้าวันนั้นตื่นก่อนภรรยา แล้วเอาชุดชั้นในของภรรยาเข้าเครื่องซักผ้า เสร็จแล้วก็ล้างห้องน้ำ ปรากฏมีคณบดีผู้ชายคนหนึ่งมาบอกว่า ขอบคุณมาก ภรรยาผมร้องไห้ บอกความรู้สึกของการเป็นแฟน ซึ่งไม่มีมา 20 ปีมันกลับมา ฉันไม่รู้สึกกับคุณเหมือนตอนที่เป็นแฟนอีกเลย เพราะทำงานบ้านหนัก ไม่มีความรู้สึกโรแมนติก เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรให้นอกจากหาเงิน แต่การล้างห้องน้ำ เอาผ้าเข้าเครื่องซัก มันดึงฟิลลิ่งออกมา"
บอกรักภรรยาไปแล้ว ทีนี้ก็ฝึกนิสิตให้ "รักการพูดภาษาอังกฤษ" ผ่านร้านกาแฟ
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บอกว่า ที่ผ่านมาเราสอนแบบลงโทษ ใครพูดภาษาไทยในชั่วโมงภาษาอังกฤษถูกปรับเงิน เขาจึงเปลี่ยนเป็นการให้รางวัลแทน กล่าวคือ นิสิตสั่งกาแฟในร้านทรูคอฟฟี่เป็นภาษาไทยลด 30 เปอร์เซ็นต์ สั่งภาษาอังกฤษลด 40 เปอร์เซ็นต์
“แล้วผมก็เอาซอฟต์แวร์ภาษาอังกฤษติดตั้งในร้านกาแฟ ผมซื้อลิขสิทธิ์ตัวนี้มาล้านกว่าบาท เข้าใช้ได้พร้อมกัน 1,000 ยูสเซอร์ ตลอดปีที่ผ่านมานิสิตใช้ไม่ถึง 200 คน เพราะไม่มีอะไรกระตุ้น พอมาสั่งกาแฟบอก “I would like vanilla coffee.” บาริสต้าบอก “I don’t understand.” เด็กก็ต้องไปฝึกพูดกับเครื่องจนกว่าจะออกเสียงถูกต้อง และกลับมาสั่งใหม่ก็เลยเกิดการเรียนรู้จากกระบวนการอยากได้กาแฟราคาถูก เครื่องที่คนไม่เคยใช้ ก็ใช้กันหนาแน่น”
----------------------
คุยนอกกรอบ : มหาวิทยาลัยรับใช้สังคมสูตร 'มศว' : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)



