
รู้ก่อนลงทุนในจีนโอกาสและอนาคตของเกรทเทอร์ ไชน่า
นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดศักราชลงทุนของปีนี้ ผ่านไป 6 เดือนเต็ม จนถึงวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ดัชนีคอมโพสิตของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 1,880.716 จุด มาอยู่ที่ 3,080.774 จุด คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,20
ขณะที่ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 4,698.31 จุด มาอยู่ที่ 6,668.14 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1,969.83 จุด คิดเป็น 41.93% และดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นจาก 15,563.31 จุด มาอยู่ที่ 17,721.07 จุด คิดเป็น 2,162.76 จุด หรือ 13.90%
จึงไม่แปลกที่ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ที่รวมกันเรียกว่า “เกรทเทอร์ ไชน่า” จะส่งกลิ่นหอมอึงอวลชวนให้เม็ดเงินเข้ามาลงทุน เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่า
“กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย เกรทเทอร์ ไชน่า” ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ระหว่างการเสนอขายในขณะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเงินของนักลงทุนรายย่อยโบยบินข้ามประเทศ เพื่อไปลงทุนในกลุ่มประเทศเกรทเทอร์ ไชน่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นความเป็นไปที่ “ร้อนแรง” ของตลาดหุ้นทั้ง 3 แห่งในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แน่นอนว่า หลายคนอาจจะตั้งคำถามถึง “ความเสี่ยง” ในอนาคต รวมทั้งโอกาสที่ราคาหุ้นเหล่านั้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก มีมากแค่ไหน และการปรับตัวเพิ่มขึ้นจะ “ดำรงอยู่” ได้ยาวนานเพียงใด
จีนมอง “จีน” เติบโตอย่างมั่นคง
ศูนย์สารสนเทศแห่งรัฐของจีน สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 8% ในปีนี้ และมองว่าเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า การฟื้นตัวได้เริ่มต้นขึ้น
ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของจีนพุ่งขึ้นแตะ 110.2 ในช่วงไตรมาสที่ 2 จากเดิมที่ 101.1 ในไตรมาสแรก และจากระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปีที่ 94.6 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551
สำทับด้วยความเห็นของ ”ฟาน กัง” ที่ปรึกษาธนาคารกลางของจีน ที่บอกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในขณะนี้มีความยั่งยืน และการส่งออกก็จะขยายตัวอีกครั้งจากระดับต่ำภายในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว “ยู” (U) ซึ่งหมายถึงการค่อยๆ ฟื้นตัวและเติบโต ไม่ใช่การดีดตัวขึ้นแบบรูปตัว “วี” (V)
ไทยมอง “จีน” กับโอกาสลงทุน
ไม่ใช่เพียงแค่ “จีน” เท่านั้นที่จะมองความเป็นไปของตัวเองในมุมบวก เพราะในสายตาของโลกแล้ว “จีน” ยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ
“จุมพล สายมาลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า กลุ่มประเทศ “เกรทเทอร์ ไชน่า” เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด โดยเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วทางเศรษฐกิจ
“เราเชื่อมั่นว่า กลุ่มประเทศเกรทเทอร์ ไชน่า ยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วของเศรษฐกิจ โดยจีนนับเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ขณะที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าขายของเอเชีย และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจีนกับตลาดโลก ส่วนไต้หวันก็เป็นผู้นำตลาดสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งได้ประโยชน์จากการใช้จีนเป็นฐานผลิต ที่สำคัญ เราเชื่อมั่นว่าด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมา จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
หลักใหญ่ใจความอีกประการหนึ่งที่ “จุมพล” เชื่อเช่นนั้น อยู่ที่การประเมินว่า ยอดการลงทุนจะเพิ่มขึ้นมหาศาล เช่นเดียวกับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งหมดนั้นเป็นโอกาสในอนาคตที่รอคอยอยู่
สิ่งที่เห็นอย่างเป็น “รูปธรรม” คือ ผลตอบแทนย้อนของกองทุนไอเอ็นจี (แอล) อินเวสท์ เกรทเทอร์ ไชน่า ซึ่งเป็นกองทุนต้นทางที่ลงทุนในกลุ่มประเทศเกรทเทอร์ ไชน่า อยู่แล้ว ซึ่งในช่วง 3 เดือนย้อนหลัง นับจากวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 54.99% และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงถึง 39.34%
ส่วนกองทุนที่กำลังเสนอขายคือ “ไอเอ็นจี ไทย เกรทเทอร์ ไชน่า” เปิดโอกาสให้นักลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 2,000 บาท ซึ่ง “จุมพล” บอกว่า แม้ว่าจะมีกองทุนรวมในประเทศไทยหลายๆ แห่งมีจุดหมายปลายทางในจีน แต่สำหรับกองทุนใหม่ของไอเอ็นจีนั้น แตกต่างตรงที่การกระจายไปในกลุ่มประเทศเกรทเทอร์ ไชน่า ถึง 3 แห่ง ที่สำคัญยังมีความยืดหยุ่นด้วยการปรับเปลี่ยนถ่ายเทน้ำหนักการลงทุนในแต่ละแห่งอย่างเหมาะสม
ช่องทางการลงทุนมีอยู่แล้ว ที่เหลือคือ ความเชื่อมั่นและการมองโอกาสในอนาคต ที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของใครก็ของคนนั้น
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



