ข่าว

ยางป่วนซ้ำ!‘อีสาน-กลาง’ขนขายหาดใหญ่

ยางป่วนซ้ำ!‘อีสาน-กลาง’ขนขายหาดใหญ่

12 ก.พ. 2558

ยางป่วนซ้ำ!‘อีสาน-กลาง’ขนขายหาดใหญ่ รถบรรทุก200คันจอดปักหลักค้างคืนครึ่งเดือนใช้ชีวิตใต้ท้องรถ

               12ก.พ.2558 ที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆทยอยนำยางพาราแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควันเข้ามาขายตาม “โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง" อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นปัญหาส่งผลให้ที่บริเวณลานลจอดรถฝั่งด้านในมีรถเทเลอร์บรรทุกยางพารามากกว่า 200 คันจอดอยู่เต็มพื้นที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ด้านนอกที่รถบรรทุกขนาดเล็กจอดจับจองพื้นที่เกือบทุกตารางเมตร

              โดยรถบรรทุกทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ทั้งหมดต้องเข้าคิวรอการขายยางพารา โดยแต่ละวันต้องเข้าคิววันละ200 คิวแต่สามารถลงยางได้จริงแค่ 60 คันต่อวัน เนื่องจากยางแผ่นที่ซื้อเข้ามานั้นองค์การสวนยาง(อสย.)ไม่สามารถระบายยางออกไปได้ทัน ส่งผลให้เกษตรกรต้องเข้าคิวค้างคืนรอขายยางอย่างน้อย 7-15 วัน ขณะที่รถบางคันซึ่งจอดตากแดดในขณะที่บรรทุกยางหนักเต็มคันทำให้ยางแตก ยางรั่ว ยางซึมต้องนำขอนไม้และอิฐรองรับน้ำหนักแทนจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้สร้างปัญหาความหนักใจและเดือดร้อนให้กับกลุ่มที่นำยางมาขายอย่างมาก

              นายกฤษฎา อยู่ศรี เจ้าของรถเทเลอร์บรรทุกยางที่เดินจากจังหวัดชลบุรี  กล่าวว่า ได้รับจ้างขนยางแผ่นมาขายโดยจอดรถเข้าคิวรอขายยางเป็นวันที่5แล้วคาดว่าอีก3วันน่าจะสามารถลงยางขายได้ โดยช่วงที่รอต้องใช้ชีวิตกินอยู่ใต้ท้องรถเทเลอร์ โดยมีบะหมี่สำเร็จรูป รวมถึงอาหารกระป๋องเป็นเมนูหลักเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากหากออกไปกินข้างนอกข้าวแกงจานละ 40 บาทแถมต้องทิ้งรถออกไปไม่คุ้มค่าความเสี่ยง ส่วนกลางคืนก็ต้องผูกเปลนอนใต้ท้องรถจนกว่าจะถึงคิวขาย เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าสาเหตุที่ขายยางได้ล่าช้าเพราะพาเหรดหรือแผงในการลงยางมีไม่เพียงพอทำให้ต้องรอคิวนานแต่ก็ต้องรอเพราะขนมาแล้วไม่อยากเสียเวลา

              "เถ้าแก่ให้ขนยางมาขายที่นี่โดยไม่ได้บอกรายละเอียดว่าทำไม แต่พอมาถึงคนเยอะมากก็ต้องรอจนกว่าจะได้ขายเพราะไม่คุ้มค่าแรง ค่าน้ำมันหากต้องขนกลับไปอีก จึงไม่มีทางเลือกต้องใช้ชีวิตใต้ท้องรถเพื่อรอขายยางโดยคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8วัน"นายกฤษฎา กล่าว

              เช่นเดียวกับนายธนาคาร หมายหรา ที่เดินทางมาจากจังหวัดตรัง บอกกว่า ต้องนอนค้างคืนบนรถมานานกว่า 7 วันตามคิวคาดว่าพรุ่งนี้น่าจะขายได้ ซึ่งช่วงที่รอนั้นได้ซื้อข้าวสารมาเตรียมไว้เพื่อหุงหาอาหารเองตามอัตภาพเพื่อเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยอาศัยขอใช้ไฟเพื่อเสียบหม้อหุงข้าวจากโกดังเก็บยาง ขณะที่เตาแก๊สได้เตรียมมาเองเพื่อทำอาหารง่ายๆที่สามารถทำเองได้   เช่น ไข่เจียว ปลาทอด แกงส้ม ซึ่งในส่วนกับข้าวนั้นได้รวบรวมเงินเท่าที่ได้จากพรรคพวกที่รู้จักกันในกลุ่มที่รอเพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำกินกันเองดีกว่าไปซื้อข้าวแกงมากินเพราะไม่อิ่มท้อง

              ขณะที่การอาบน้ำนั้นก็ขออาศัยขอใช้น้ำจากก็อกน้ำที่มีติดตั้งไว้ในจุดต่างๆ โชดคีที่ส่วนใหญคนที่มารอเป็นผู้ชายจึงไม่ต้องใช้พื้นที่มิดชิดอะไรนักมีก๊อกน้ำตรงไหนก็อาบได้ทั้งนั้นเพื่อให้เวลาผ่านไปวันๆ ส่วนห้องน้ำนั้นเจ้าหน้าที่ตลาดกลางฯอนุญาติให้ใช้ได้ในบางจุดเท่าที่จำเป็น เนื่องจากคนที่มาค้างคืนรอมีจำนวนนับร้อยๆคนก็อาจไม่เพียงพอก็ต้องช่วยเหลือกันไป

              "ไม่คิดว่าการขายยางจะต้องรอนานนับสิบวันบางคนเดินทางมาจากบุรีรัมย์มาถึงวันศุกร์ได้คิวที่ 196ติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ต้องรออย่างน้อย 11-12 วันกว่าจะได้ขายซึ่งเมื่อรวมกับการเดินทางกลับบ้านอีกทีก็ใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนพอดี" นายธนาคาร กล่าว

              นายกานต์ ลิ่มศรีวิไล เกษตรกรจากจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า มารอขายยาง7วันแล้วยังไม่ได้ขายต้องรออีกไม่รู้กี่วันเพราะเท่าที่สังเกตุดูแผงที่ลงยางนั้นเต็มหมดเพราะยางที่ซื้อไว้ไม่มีการขนย้ายออกไป เบื้องต้นจึงอยากให้องค์การสวนยางเร่งขนย้ายยางที่ซื้อแล้วออกไปเก็บโดยเร็วเพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การซื้อขายยางล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ลงยางทำให้เกษตรกรและกลุ่มองค์กรที่นำยางมาขายต้องจอดรถเข้าคิวรอนานที่สุด 15 วันซึ่งทำให้เสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย ทั้งที่การบริหารจัดการ ณ จุดรับซื้อไม่มีปัญหาแม้จะมีผู้นำยางมาขายจำนวนมากแต่ด้วยกลไลสามารถระบายได้ทันแต่ปัญหาที่ติดอยู่คือ อคส.กลับไม่มาขนยางที่จัดการซื้อแล้วออกไปเก็บ

              "เกษตรกรที่มาขายรู้ดีว่าปัญหาที่ล่าช้าเป็นเพราะอสย.ซื้อยางแล้วแต่กลับไม่ขนยางไปเก็บ ทำให้กลไกการซื้อ ณ จุดรับซื้อมีปัญหาไปด้วยและที่สำคัญมีผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรเพราะยางที่บรรทุกมาบนรถถูกจอดทิ้งให้ตากแดดทั้งวันทั้งคืนส่งผลให้ยาง่ขึ้นรา บางส่วนก็ละลายติดกันเป็นแผงทำให้ราคาตกจากยางเกรดAกลายเป็นยางเกรดBW" นายกานต์ กล่าว

              ตัวแทนเจ้าหน้าที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ให้ข้อมูลว่า ปริมาณยางที่เคยซื้อขายปกติประมาณ 200 ตันต่อวันแต่พอโครงการมูลภัณฑ์ฯทำให้มีการซื้อยางเพิ่มขึ้นเป็น 300-400ตันต่อวันแต่ปัญหาคือไม่มีที่ลง ยางเพราะยางที่ซื้อไว้ไม่สามารถระบายออกไปเก็บในโกดังของอสย.ได้ทำให้กระทบต่อกลไกการซื้อซึ่งได้พยายามชี้แจงเกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจดีและเรียกร้องให้อสย.เร่งขนย้ายยางออกไปให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังอสย.ให้ทราบปัญหาแต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน  เบื้องต้นจึงพยายามอำนวยความสะดวกผู้ที่ต้องมานอนค้างคืนรอนานๆเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น

              สำหรับสาเหตุที่มีผู้นำยางมาขายที่ตลาดกลางฯนั้นเป็นเพราะที่ตลาดหาดใหญ่มีการซื้อยางอย่างน้อย 5 เกรดทำให้เมื่อขนยางมาขายก็สามารถขายได้ทั้งหมดไม่ต้องขนกลับเพราะจุดรับซื้อบางแห่งซื้อยางแค่ 3 เกรดเท่านั้น  ทำให้มีผู้ประกอบการจากพื้นที่ต่างๆลำเลียงยางมาขายเป็นจำนวนมาก เช่น จ.บุรีรัมย์ กาญจบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช ฯลฯ จนกลายเป็นปัญหาการรอคิวนานตามมา

              "2  เรื่องที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าก่อนปัญหาจะลุกลาม คือ  1.เร่ง ให้อสย.ขนยางที่ซื้อออกไปเก็บข้างนอกให้เร็วที่สุดเพื่อเปิดพื้นที่ให้ตลาดกลางฯสามารถซื้อยางได้อย่างเต็มที่ และ 2.ให้เร่งจ่ายเงินโดยเร็วเนื่องจากเริ่มส่งผลกระทบเพราะนอกจากให้เกษตรกรเข้าคิวรอนานแล้วยังไม่ได้รับเงินอีก" เจ้าหน้าที่ระบุ

              รายงานข่าวแจ้งว่า ตามขั้นตอนการซื้อขายยางตามโครงการมูลภัณฑ์ฯคือ เมื่อยางผ่านการซื้อขายตามจุดรับซื้อยางแล้ว อสย.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบนำยางไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่น รมควัน หรืออัดแท่งก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่อสย.ต้องไปจัดการหาโกดังเองทั้งหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ตลาดกลางยางหาดใหญ่ คือ อสย.ไม่ยอมขนย้ายยางแผ่นที่ซื้อเข้ามาไปเก็บในโกดัง ทำให้ไม่สามารถรับซื้อยางใหม่เข้ามาได้ขั้นตอนนี้ส่งผลทำให้ต้องรอคิวนานมาก ซึ่งเมื่อสอบถามไปยังโกดังที่อสย.เช่านั้นพบว่าในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่มีการเช่าโกดังเก็บยางแค่ 1 โกดังเท่านั้นและปัจจุบันเต็มหมดแล้วทำให้เกิดปัญหาไม่มีโรงเก็บยางนั่นเอง

              สำหรับราคายางที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ยางแผ่นดิบ58.55 บาทต่อกิโลกรัม,ยางแผ่นรมควันชั้นสาม 63.15 บาทต่อกิโลกัรม ในขณะที่ราคายางแผ่นดิบที่ตลาดท้องถิ่นซื้อขายราคาอยู่ที่ 48.90 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งถูกกว่าที่ตลาดกลางฯประมาณ 10 บาทจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตกรและกลุ่มองค์กรต่างๆแห่นำยางมาขายที่ตลาดกลางยางพาราฯภายใต้โครงการมูลภัณฑ์กันชนเพราะได้ราคาดีนั่นเอง