ข่าว

‘นายกฯ’ถกบีโอไอตั้งคณะอนุฯทำข้อมูลบูรณาการ

‘นายกฯ’ถกบีโอไอตั้งคณะอนุฯทำข้อมูลบูรณาการ

12 ก.พ. 2558

"นายกฯ" ถกบีโอไอตั้งคณะอนุฯ ทำข้อมูลบูรณาการ ชี้ ถ้าอยากได้รถไฟความเร็วสูงให้เศรษฐีมาร่วมทุน แจงสามล้านล้านวางไว้คร่าวๆ เล็งเปิดกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 
 
          วันที่ 12 ก.พ.58 ผู้สื่อข่าวรายงาน  พล.อ.ประยุทธ์ จัทรโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด “ตลาดน้ำวิถีไทย คลองผดุงกรุงเกษม” หรือตลาดน้ำทำเนียบรัฐบาล บริเวณสะพานอรทัย โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกระทรวงฯ ประชาชาชนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งนี้งานดังกล่าวจะจัดต่อเนื่องไปถึงวันที่ 1 มี.ค.ตั้งแต่เวลา 11.00 -19.00 น.
 
          สำหรับการจัดเตรียมสถานที่นั้นตลอดทั้งวันของเมื่อวันที่ 11 ก.พ. จนถึงค่ำ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจัดงานทั้ง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต่างเร่งจัดสถานที่ เตรียมซุ้มสำหรับจัดตลาดบกตลอด บริเวณหน้าวัดโสมนัสราชวรวิหาร ไปถึงเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซุ้มกิจกรรมบริเวณสะพานอรมัย ซึ่งตั้งอยู่ภายในรั้วทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งทดสอบระบบไฟประดับและไฟส่องสว่าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ร่วมตรวจความเรียบร้อยโดยรอบของพื้นที่จัดงาน 
 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดประสงค์ของการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้ดำรงไว้ซึ่งคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทย และพัฒนาบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของประชาชน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจส่งเสริมการตลาดในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ต่อไป ทั้งนี้ ในงานแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ

          1.พื้นที่ตลาดน้ำ มีการใช้เรือ 40 ลำ เพื่อจำหน่ายสินค้าตลาดน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม และกิจกรรมสันทนาการทางน้ำ อาทิ การแข่งขันพายเรือประเภทสนุกสนาน การละเล่นท้องถิ่น เปิดให้บริการเวลา 15.00 -20.00 น.

          2.พื้นที่ตลาดบก จะมีการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าตลาดบก บริเวณฝั่งทางเท้าถนนกรุงเกษม ด้านริมคลอง จำนวน 90 ซุ้ม ได้แก่ การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกทม.(แบงคอก แบรนด์) จำนวน 50 ซุ้ม ของดีจากสำนักงานเขต จำนวน 30 ซุ้ม ผลิตภัณฑ์เครือข่ายและการท่องเที่ยว จำนวน 10 ซุ้ม ตลอดจน จัดกิจกรรมนิทรรศการและเสวนาทางวิชาการ “วิถีไทยกับสายน้ำ” กิจกรรมสาธิตและแสดงผลิตภัณฑ์ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เสริมสร้างประสบการณ์ อาทิ การทำเรือจำลอง การทำของเล่น จำนวน 5 ซุ้ม กิจกรรมสันทนาการในพื้นที่ เช่น เวทีการแสดงวัฒนธรรมและดนตรี ซุ้มถ่ายรูปที่ระลึกภายในบริเวณงาน เปิดให้บริการเวลา 11.00-20.00 น.

          และ 3.พื้นที่รอบนอก กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ล่องเรือเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอันทรงคุณค่า สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม จากปากคลองด้านเหนือที่วัดเทวราชกุญชร-ท่าเรือหัวลำโพง วันละ 2 รอบ เวลา 16.00 น.และ17.00 น. อย่างไรก็ตามในวันหยุดสุดสัปดาห์มีการจัดแสดงกิจกรรมวิถีไทย สลับกันไปในแต่ละสัปดาห์ เช่น การละเล่นร้องเพลงเรือ เป็นต้น
 
          สำหรับประชาชนที่ใช้เส้นทางรถไฟใต้ดิน มาลงที่สถานีหัวลำโพงนั้น จะจัดเรือไว้ให้บริการรับส่ง ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น.โดยเรือทุกลำจะมีเสื้อชูชีพไว้เพียงพอกับจำนวนผู้โดยสาร นอกจากนี้ ในส่วนที่จอดรถสามารถจอดรถ ได้แก่ วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม ริมถนนลูกหลวง และราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) ซึ่งมีรถบริการไว้คอยรับส่ง ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น.  ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น ทางกรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบกล้องซีซีทีวี( CCTV) และไฟฟ้าส่องสว่างให้พร้อมใช้งาน และขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ตั้งเต็นท์กองอำนวยการร่วมบริเวณสะพานมัฆวานฯเพื่อดูแลความเรียบร้อยตลอดการจัดงาน




‘นายกฯ’ถกบีโอไอตั้งคณะอนุฯทำข้อมูลบูรณาการ 
 
          เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 1/2558โดยในเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้มีหลายวาระ ซึ่งตนได้ปรับรูปแบบการทำงานให้เกิดการบูรณาการกันได้ เพราะมีหลายกระทรวง โดยสั่งให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 1 คณะ เกี่ยวการจัดทำข้อมูลที่ใช้เมื่อผู้นำประเทศเดินทางไปไหน เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกระทรวงที่เคยมีการพูดคุยไว้แล้ว ดูว่ามีการติดขัดตรงไหนแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อเป็นข้อมูลเดียวกัน ซึ่งที่ประชุมสรุปว่าต้องรีบตั้งขึ้นมาเมื่อตนเดินทางจะได้นำข้อมูลนี้ไป ไม่อย่างนั้นจะเป็นภาระของกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เสียเวลาในการรวมเอกสาร
 
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการที่จะตั้งขึ้นนั้น ต้องมองยุทธศาสตร์ของประเทศ วันนี้เรียนว่าโครงการต่างๆ ที่เราวางไว้ต้องวางให้ละเอียด โดยในเรื่องการค้าการลงทุน มีการพูดถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในประเทศ เชื่อมโยงกับตลาดชุมชน ให้ประชาชนค้าขายแลกเปลี่ยนในพื้นที่ได้ และเชื่อมโยงไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเราวางเส้นทางรถไฟ รถยนต์ การปรับปรุงด่านแนวชายแดน เพื่อเป็นการเตรียมการสู่ประชาคมอาเซียนด้วย
 
          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ มีการอนุมัติแผนการลงทุนของต่างประเทศ โดยประเทศที่มีการเสนอการลงทุนเข้ามาตลอด และเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องคือญี่ปุ่น รองลงมาเป็นจีนและยุโรป สหรัฐอเมริกา ล้วนมีหมด แต่เปอร์เซ็นต์ต่างกัน เพราะมีฐานการลงทุนในประเทศไทยอย่างยาวนาน ตนได้บอกไปว่า เราต้องคบค้าสมาคมกับทุกประเทศ ทั้งสหรัฐฯด้วย ส่วนการเมืองก็คือการเมือง ตนไปไหนก็ไม่ได้อายใครเขา และได้บอกไปว่าเราทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร ซึ่งมีการวางยุทธศาสตร์ชัดเจนขึ้น ส่วนปัญหาที่ติดขัดมาหลายรัฐบาล ตนก็ได้บอกต่างประเทศไปว่าเราจะแก้อย่างไร และได้สั่งการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำในเรื่องนี้ด้วย เพื่อจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง เพราะเหมือนเราไปสัญญากับเขาไปแล้วเยอะแยะ แล้วไม่รักษาสัญญา โดยเราไม่ได้คุยเพื่อรัฐบาลนี้ ตนจะได้รับคำชี้แจงมาจากผู้นำหลายๆ ประเทศว่า รัฐบาลนี้มีความชัดเจนในเรื่องการค้าการลงทุน และมีการดูแลในข้อติดขัด ด้านการค้าการลงทุนให้ตรงกับความต้องการของเรา ไม่ใช่เพียงแต่อยากให้ใครมาลงทุนเยอะๆ โดยวันนี้เราเน้นการลงทุนร่วมในเรื่องการแปรรูปข้าว ยาง เพื่อใช้ในประเทศ ซึ่งได้บอกกับประเทศญี่ปุ่นไปว่าอยากให้เริ่มในปี 2558 ถ้าลงทุนได้ทันทีก็จะอนุมัติทันที แต่ต้องอยู่ในกติกา อะไรที่พิเศษเร่งด่วนจะพิจารณาให้ แต่เราต้องไม่เสียเปรียบ
 
          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีการอนุมัติ 24 โครงการ เป็นเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท ตนไปไล่ว่าที่อนุมัติไปแล้ว 3 ปีจะมีการลงทุนหรือเปล่า ถ้ายังไม่ลงทุนก็ต้องพูดคุยว่า มีการลงทุนอยู่ในกรอบได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็ยกเลิกไป
 
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมวันนี้ ยังมีการพูดคุยในเรื่องรถไฟ ซึ่งได้อธิบายว่า เราจะมีรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร ที่ต้องมีการเพิ่มเส้นทางในประเทศในส่วนการสัญจรไปมา การขนส่งสินค้า ให้มากขึ้น ความทันสมัยของตู้โดยสาร อยู่ในแผนงานที่จะต้องเริ่มในปี 58 โดยในระยะแรก อาจทำได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร ระยะต่อไป รัฐบาลหน้ารัฐบาลไหนก็มาทำไป ถ้ามีแผนที่ดีกว่าก็ไปเปลี่ยนเอาเอง วันนี้เราวางไว้แค่นั้น แต่เห็นความชัดเจนในเรื่องเส้นทางของรถไฟทางคู่ รถไฟขนาดราง 1.435 รถไฟความเร็วปานกลาง จะมีการเชื่อมโยงไปยังที่ไหนบ้าง วันนี้ได้หารือกันว่าจะสามารถทดลองเกิดรถไฟความเร็วสูงสักช่วงระยะเวลาหนึ่งได้หรือไม่สำหรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น พัทยา หัวหิน ในลักษณะการร่วมลงทุน ตนกำลังประชาสัมพันธ์ภาคเอกชนของไทยที่รวยเยอะๆ มาร่วมลงทุน เป็นคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) จากที่ไปดูที่ประเทศญี่ปุ่นมา ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร ใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาท แต่เรามีที่ดินอยู่ ถ้าเศรษฐีไทยมาร่วมลงทุน และต่างประเทศมาร่วมหุ้นบ้างก็น่าจะดี อยากจะให้มีการเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่เราไม่มีเงิน ต้องหาคนมาร่วมลงทุน โดยการทำเส้นทางนั้น ตนได้บอกไปว่าถ้าจะทำโดยมองเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่ได้ ไทยต้องได้ประโยชน์ และสิ่งสำคัญ ต้องพิจารณาในเรื่องการดูแลคนจนและผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถมีการค้าขายได้ตามเส้นทางเหล่านั้น โดยคิดว่าบ้านเรามีโอกาสสูงในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพราะมีเส้นทางเยอะแยะ ส่วนเส้นทางนั้น ถ้ามีพอก็คู่ขนานกับเส้นทางเดิมได้ แต่ถ้าไม่พอต้องเวนคืนที่ดินมาทำเส้นทาง ทำให้ทุนเราไม่มี
 
          “ที่ผ่านมามีการวางแผนงานไว้แล้วเป็นตัวเลขหลายล้าน แล้วมีการประมูลไปเลย มันไม่ได้ เราต้องมีการเตรียมของเราให้พร้อม เพื่อมีข้อต่อรองได้ แต่ถ้าให้เอกชนเขาไปเลย เขาก็ต้องไปทำอีไอเอ เอชไอเอ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเองหมด เขาจะทำได้หรือ ส่วนวันนี้อะไรเราทำได้ ทำก่อน โดยใช้เงินที่มีอยู่ จะกู้หรือลงทุนก็ว่าไปเป็นเรื่องๆ ตัวเลขที่วางไว้ 3 ล้านล้าน เพราะมันยังไม่ได้ทำเลย เพียงแต่วางไว้คร่าวๆ โดยใช้เงินทีละช่วง แต่ถ้าอยากจะมีเร็วก็ต้องร่วมลงทุน ก็ขอเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เช่นรถไฟ ที่วันหน้าต้องเป็นเอกชนมาบริหารทั้งหมดเหมือนกับต่างประเทศ โดยมีกระทรวงกำกับข้างบน ถ้าบริหารด้วยราชการยังไงก็สู้เขาไม่ทัน มันเปิดแนวคิดใหม่ไปแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
          นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนการลงทุนรถไฟกับจีนที่ว่าจะมีการลงทุนอย่างไร เอาเงินจากไหน ถ้าเงินกู้มันมากไป มันแพง เราจะเอาเงินของเราหรือจะไปกู้ที่อื่นก็มีวิธีหลายอย่าง ทางเลือกหลายอย่าง ไม่ใช่บังคับทุกอย่าง มันไม่ได้ แต่สิ่งที่ดีคือจีนร่วมมือกับเรา ตรงนี้สำคัญเพราะเขาวางใจว่าเรารักษาสัญญา ซึ่งจะต้องต่อรองกันไป เรามีคณะกรรมการทำอยู่ ไม่ได้มอบให้บริษัทไหนไปทำ เป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล
 
          ผู้สื่อข่าวถามถึงการแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นางหิรัญญา สุจินัย รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยังไม่เกษียณ แต่จะตั้งเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น มันอยู่ที่ว่าจะทำอะไร อย่าไปสนใจว่าใครอยู่ตรงไหน ถ้าเขาทำดีก็ให้ทำไปก่อน ตนสั่งทุกเรื่อง แต่ไม่ได้สั่งโดยไม่ฟังใคร ตนมีข้อมูล จากปัญหาที่สรุปมาทั้งหมดและสั่งไปตามนั้นเพราะเวลามีจำกัด อย่าไปเขียนว่าตนสั่งตามที่ใครพูดอย่างเดียว แต่เพราะอ่านมาแล้ว ถ้ามีเรื่องใหม่มาก็ฟังหมดแล้วจึงตัดสินใจสั่งการ ไม่เช่นนั้นมันช้า
 
 
 
 
 
นายกฯ เผย มีรายงานตัวเลขประมูลข้าวค้างสต๊อก 9 แสนตัน
 
          พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเปิดซองประมูลราคาข้าวสารขาวและข้าวสารหอมมะลิค้างสต๊อก จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เวลานี้ให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนว่ามีบริษัทไหนเป็นนอมินีหรือไม่ หากพบว่ามีนอมินีหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีปัญหาก็ต้องประมูลใหม่ วันนี้อย่าเพิ่งพูดเลย แต่ก็มีอยู่ ซึ่งได้มีการรายงานตัวเลข รวมทั้งบริษัทที่ร่วมประมูลมาแล้ว ตัวเลขประมาณ 9 แสนกว่าตัน สมมติถ้าพิสูจน์แล้วไม่มีอะไรตัวเลขก็จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนกว่าตัน แต่ถ้าพิสูจน์แล้วมีบางบริษัทที่ไปเกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีปัญหาอยู่หรือเปล่า อาจจะประมาณ 3-4 แสนตัน ก็ยกเลิก ก็เท่ากับว่าขายได้ 5 แสนตันก็เท่านั้นเอง ให้มันถูกต้องแล้วกันจะได้ไม่มีปัญหาในวันหลัง
 
 
 
 
 
“ประยุทธ์”บอกไม่ทะเลาะสหรัฐ-เผยต้องอารักขา“ยิ่งลักษณ์”หวั่นเกิดอันตราย
 
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การลงทุนต่างๆ ในประเทศไทยสิ่งสำคัญต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทยแค่ไหนและอยู่ที่ว่าบ้านเมืองเรามีเสถียรภาพหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลยังทะเลาะเบาะแว้งอยู่ เขาก็ไม่มาลงทุนด้วย อย่างตนไปประเทศญี่ปุ่นและทุกๆ ประเทศมานั้น ก็มีการซักถามและชื่นชมว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพดี ขอให้กลับสู่ประชาธิปไตย "ซึ่งผมก็บอกว่า ผมก็ไปอยู่แล้ว อย่างไรผมก็ไป วันนี้ที่บริหารงานอยู่ก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าผมบริหารด้วยประชาธิปไตย โดยองค์กรต่าง ๆ ได้เข้ามาทำงานร่วมกันทั้งหมด ไม่เช่นนั้น ผมคงไม่ต้องมีบีโอไอ สั่งแต่ คสช.อย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งปัจจุบันต่างชาติมีความเข้าใจ ส่วนจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ไปเลือกเข้ามา ถ้าเลือกได้ก็เลือก เลือกไม่ได้ท่านไปว่ากันมา ผมไม่รู้แล้ว"
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชี้แจงไปยังสหรัฐอเมริกาหรือไม่ หลังจากที่สหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อบทสัมภาษณ์ของ พล
อ.ประยุทธ์ ต่อสื่อญี่ปุ่นว่า อาจจะมีการใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองในอนาคตอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ชี้แจงหมดทุกอย่าง ชี้แจงไปหมดแล้ว ไม่ต้องกังวล สหรัฐฯไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของเขา เมื่อไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของท่าน ผมไม่ไปทะเลาะกับท่านอยู่แล้ว ที่ผ่านมาผมก็อธิบายจนไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรแล้ว โรดแม็พก็คือโรดแม็พ ผมวางไว้ว่าปี 58 แล้วขณะนี้ผมผิดจากปี 58 ตรงไหน เพราะนี่ยังไม่จบปี 58 เลย แล้วมาเร่งรัดตอนนี้มันคงไม่ใช่ วันนี้เรากำลังเดินไปสู่จุดตรงนั้น สิ่งที่ผมบอกและอธิบายคือมันไม่ได้อยู่ที่ผมหรือ คสช.หรือรัฐบาลวันนี้ แต่มันอยู่ที่ประชาขนคนไทยทั้งประเทศและต่างประเทศก็ต้องเข้าใจ ให้โอกาสไทยเดินหน้าประเทศให้มีอนาคตอย่างยั่งยืน และติดต่อการค้ากันโดยสงบมีเสถียรภาพ ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งการเมืองถือว่าสำคัญที่สุด ผมก็กังวลว่าระหว่างที่เราเดินหน้าในเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่นั้น ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร ผมไปบังคับเขาไม่ได้ เพราะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนทำ ซึ่งสนช.ได้คัดเลือกมาจากหลายส่วน มีทุกกลุ่ม วันนี้ก็ขอให้เขียนออกมา ผมมีหน้าที่อย่างเดียว ขอให้ออกมาให้ทัน ไม่ทะลาะเบาะแว้ง ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้แล้วมีการโปรดเกล้าฯมันจะมีอะไร วันนี้ขอให้ตกลงกันให้ได้ ข้อสำคัญคนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต้องออกมาแสดงความคิดเห็นตรงนั้น แล้วเอาตัวตนออกมาว่าเราจะเดินหน้าประเทศอีกสัก 4 ปีได้หรือไม่แล้วรัฐบาลหน้าจะอยู่อย่างไร มันต้องยอมรับในความเห็นต่างกันและเดินหน้าประเทศไปสัก 4 ปี ผมไม่เกี่ยวแล้ว เพราะเป็นการเลือกตั้ง"
 
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้ ก็เดินหน้าระหว่างนั้นก็ทำกฎหมายลูก ซึ่งตนได้บอกว่าให้ร่างกฎหมายลูกที่จำเป็นบางเรื่องจะได้มีความรวดเร็ว ถ้ากฎหมายลูกเสร็จภายในสิ้นปี ทุกอย่างก็จบ แล้วก็เตรียมการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็จะออกมาที่ประมาณต้นปี 2559 ซึ่งตนก็อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะได้วางพื้นฐานอะไรไว้มากมาย แต่ทุกคนต้องข่วยกันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมานั้น มันมีประโยชน์เพราะถ้าปล่อยให้มีความขัดแย้ง ปัญหาก็จะไม่จบ หากต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์ก็อยู่ที่ประชาชนจะเลือกตั้งใครเข้ามาทำหน้าที่แทนตน ก็ต้องขอร้องว่าทุกคนอย่าขัดแย้งกันอีก เดินหน้าประเทศต่อไปให้ได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ การลงทุน นอกจากนี้จะต้องเร่งทำทุกอย่างให้เกิดความสุจริตโปร่งใส ซึ่งเมื่อตนอธิบายทุกประเทศก็เข้าใจ ให้เวลากับเราแล้ววันนี้เราจะมานั่งเร่งรัดกันเองทำไม ตนไม่เข้าใจการเมืองคือการเมืองก็ต้องไปแก้กันให้ได้ ปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องของคู่ขัดแย้ง ตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ตนมีหน้าที่รักษากฎหมายและกติกาของประเทศ ดังนั้น ตนไม่สามารถไปไล่ล่าใครข้างใดข้างหนึ่งได้ สื่อก็ต้องช่วย เรื่องบางเรื่องอย่าไปประโคมข่าวมากนัก มันเป็นเรื่องธรรมดา
 
          "สิ่งที่ผมกังวลขณะนี้คือ หากเกิดเหตุความไม่สงบหรือเกิดอันตรายกับใครขึ้นมาสักข้างหนึ่ง ใครจะมารับผิดชอบก็จะกลับมาที่รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพวกไหนก็ตามก็ต้องดูแลกัน อาจจะมากบ้างน้อยบ้างก็ขออย่าเอาเรื่องความขัดแย้งมาปนกันตรงนี้ ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกคน" นายกรัฐมนตรีกล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาการเมืองในขณะนี้รบกวนการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า "ก็นิดหน่อย แต่การเมืองก็คือการเมือง แต่ผมไม่ใช่การเมือง ผมเป็นรัฐบาลที่ตั้งใจและมีเจตนาที่จะทำงานแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง จะว่าอย่างไรก็ว่ากันไป เพราผมอยู่อยู่แล้ว เข้ามาแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้เสียสมาธิ แต่ก็ต้องขอโทษว่าบางครั้งหงุดหงิดบ้าง ก็ต้องเห็นใจผมเพราะสมองผมใช้เยอะ"
 
          ส่วนปัจจุบันเรื่องของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนทำให้รัฐบาลเสียสมาธิหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เรื่องของนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งบางครั้งตนอยากให้ทุกอย่างสงบบ้าง คุณยิ่งลักษณ์จะไปกินก๋วยเตี๋ยวหรือไปไหนก็ปล่อยให้ท่านไป เมื่อไหร่ที่เขาไม่ให้ไป ไม่ให้กิน ก็กินไม่ได้ ถ้าท่านถูก ท่านก็กลับมาเป็นรัฐบาล ตนจะไปอะไรกับท่านได้ 
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า ณ เวลานี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ควรอยู่ในประเทศไทยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้ ก็ต้องไปดูขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ชัดเจนอัยการสูงสุดก็ได้ชี้แจงมาแล้ว ว่าระหว่างการเตรียมการเรื่องสำนวนก็ควรจะอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นมันควรจะอยู่หรือไม่ และเมื่อคิดว่าตนเองถูกต้องก็ต้องอยู่ภายใต้กติกา ถ้าไม่เคารพกติกาแล้วมาบอกว่าสิ่งที่ทำถูกจะรับกันได้หรือไม่ ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นอีก
 
          "อดีตนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ เคยบอกกับผมแล้วว่าท่านพร้อมสู้ทุกอย่าง ซึ่งท่านก็สู้ ซึ่งผมก็บอกไปว่าให้ดูแลท่านให้ดี อย่าให้ท่านเป็นอะไรขึ้นมาเพราะเดี๋ยวไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำก็เดือดร้อนผมอีก ก็ต้องดูแล ดังนั้นหนักนิดเบาหน่อยก็ขออภัยกันเท่านั้นเอง ผมเดินทางไปทุกประเทศก็บอกว่าผมไม่ได้ไปทำร้ายใคร ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ใครที่ทำผิดกฎหมายชัดเจนก็ต้องถูกดำเนินคดี ลงโทษไม่ได้เลือกฝ่าย หากมีหลักฐานมากก็ทำได้ก่อน ถ้าหลักฐานน้อยก็ต้องสอบต่อไป ไม่เคยไปเข้าข้างใคร"พลเอกประยุทธ์ กล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการประเมินหรือไม่ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์จะเดินไปสุดทางการต่อสู้หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เห็นว่ามีการชี้แจงสู่สาธารณะ โดยนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ชี้แจงแทนมาแล้ว ซึ่งเท่าที่ตนได้ฟังว่า จะสู้คดีจนถึงสุดท้าย ไม่หนี ไม่ไปไหน ซึ่งนายนรวิชญ์ก็ต้องรับผิดชอบ สื่อก็ต้องไปถามนายนรวิชญ์กันเอง 
 
          ต่อข้อถามที่ว่าระหว่างนี้ฝ่ายความมั่นคงจะดูแลอดีตนายกรัฐมนตรีและให้เกียรติใช่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ให้เกียรติมาตลอดและเจ้าหน้าที่ไม่เคยไปสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งสื่อสามารถพิจารณาเองได้
 
          ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ต้องการให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เลือกหนทางใดในการต่อสู้ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ไม่ทราบ ก็เลือกหนทางที่เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างก็ขอให้ยึดกฎหมาย อย่าใช้คำว่าสู้เพราะตอนนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วที่พร้อมให้ความเป็นธรรมและชอบธรรม มีหลักฐานก็ไปแถลงกันในศาล ตนไม่ใช่ศาล ไปตัดสินไม่ได้
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนขณะนี้มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯตลอดเวลา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เป็นเรื่องปกติและเรื่องการค้นรถก็ไม่ได้ค้นทุกตารางนิ้ว ส่วนที่ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทหารติดตามความเคลื่อนไหวนั้น ผมไม่รู้ แต่เป็นเรื่องของเขาที่ต้องดูแล ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาก็ดูแลทุกคนที่อันตราย ทุกคนก็ร้องกันเข้ามาว่าไม่มีอิสระ มีตำรวจ มีทหาร แต่เจ้าหน้าที่เขาต้องดูแลความปลอดภัยก็ปล่อยเขาไป ดีกว่าไม่มีคนดู ผมว่าไปไหนก็จะรู้สึกปลอดภัย สบายใจ อย่าไปให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก ไปดูเรื่องว่าประเทศจะไปกันอย่างไร จะเอาเงินที่ไหนมาสร้างรถไฟกันดีกว่า เรื่องอื่นไม่เห็นจะสำคัญอะไรหนักหนา ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการอยู่แล้ว ชอบไปขุดกันมาอยู่ได้ มันไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศเลย วันนี้มีคนทำงานอยู่แล้ว ศาล อัยการเขาก็รออยู่ ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็พร้อม ก็ไปทำกันให้จบอย่ามาพูดอะไรตอนนี้ ต่อไปผมจะไม่ตอบเรื่องพวกนี้อีกแล้ว"
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นว่า หากบ้านเมืองเกิดความไม่เรียบร้อย ทหารจะกลับมาอีก หมายความว่าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการอธิบายว่าสองที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้เราพร้อมเดินหน้าประเทศในทุกเรื่อง แต่ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญว่าร่างได้หรือไม่ คนที่เกี่ยวข้องที่จะไปเลือกตั้งการเมืองพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลยอมรับกติกาตัวนี้หรือไม่ก็ต้องไปว่ากันมา ไม่ใช่เรื่องของตนแล้ว ถ้าเผื่อไม่ยอมรับก็ต้องไปต่อต้าน ตนก็ต้องทำให้สงบและเดินหน้าให้ได้ เพราะตนมีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนรัฐธรรมนูญจะมีการร่างหรือแก้ไขกี่ฉบับตนก็ไม่รู้แล้ว 
 
          "ส่วนที่ผมพูดว่าหากบ้านเมืองไม่สงบทหารก็จะกลับเข้ามานั้นก็เป็นเพราะว่าจะมีใครรับประกันกับผมได้หรือไม่ว่า จะเชิญคนเหล่านี้ที่เป็นคู่ขัดแย้งมาเซ็นสัญญาสงบศึกกันได้ไหมว่าจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่มีใครเห็นด้วยทั้งหมดก็เป็นเรื่องธรรมดา จากนั้นก็จัดการเลือกตั้งให้จบ ด้วยหลักธรรมาภิบาลและรับกันว่าจะปฏิรูปอย่างไรไปทำสัญญากันมาว่าจะไม่มีการประท้วงและมีความรุนแรงเกิดขึ้นมาอีก การประท้วงประชาธิปไตยห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว ประชาชนทำได้ตามสิทธิถ้าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เพราะวันนี้เรายังมีกฎอัยการศึกอยู่ ไม่เช่นนั้นตนคงแก้อะไรไม่ได้ แต่วันนี้ก็มัวมาสาละวนกับเรื่องคุณยิ่งลักษณ์" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่นายกฯจะเป็นคนเชิญคู่ขัดแย้งมาลงสัตยาบันร่วมกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนเพียงพูดให้ฟังไม่ใช่ปล่อยให้เดินห่างไปเรื่อย แล้วมาซัด คสช.ฝ่ายเดียว เราต้องให้คู่ขัดแย้งมารวมกันให้ได้ ซึ่งต่างประเทศเองเขาก็ถาม ซึ่งตนก็ชี้แจงไปว่า ปัญหาของประเทศไทยเป็นอย่างไร มีการปฏิวัติ รัฐประหารมาสิบกว่าครั้งแล้วไม่ใช่หรือถ้าไม่มีปัญหา ใครจะมาทำ ตนอยากจะรู้นัก มันเสี่ยง 
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้ทุกฝ่ายมาลงสัตยาบันต่อหน้านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของสภาปฏิรูปให้คณะกรรมาธิการฯ ไปทำมา ยังมีอีกหลายขั้นตอน สื่อก็อยากแต่ให้ผมใช้อำนาจ แต่พอใช้ก็กล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จะเอาอะไรก็เอาให้แน่สักอย่าง อย่ามาไล่ผมแบบนี้ ซื้อก็ต้องช่วยกันสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศความร่วมมือ ไม่ใช่มาโยนให้ผมใช้อำนาจเดี๋ยวก็มาว่ากันอีกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย วันนี้อำนาจที่มีอยู่ก็เพื่อให้เกิดความสงบ ถ้าทุกอย่างมีความสงบเรียบร้อยไม่มีการคัดค้าน ไม่มีระเบิด อาวุธสงคราม ใครจะอยากใช้อำนาจ วันนี้ใครไม่มีเรื่องก็จะไปกลัวโดนอะไร จะไปกลัวอะไรกันหนักหนา ผมควรจะกลัวมากกว่า เพราะเป็นคนใช้อำนาจ"
 
          ส่วนอนาคตหากรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ มีความขัดแย้ง ทหารจะกลับเข้ามาอีกใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ช่วยกันสิ อย่าให้มันมี อย่ามาถามผมวันข้างหน้าผมไม่รู้ เพราะผมส่งให้ท่านแล้วไว ท่านบอกให้ผมเดินตามโรดแมปให้มีการเลือก ผมก็ส่งไม้ต่อให้มีการเลือกตั้ง ถ้าขัดแย้งกันอีกก็เป็นสิ่งที่พวกท่านทำให้เกิดขึ้นมาเองทั้งหมด ผมไม่รู้แล้ว ผมหยุดเพื่อที่ผ่านมาให้เกิดความสงบ ผมทำแล้ว แต่ถ้ายังเกิดความไม่สงบจะกลับมาโทษผมอีกมันไม่ถูก วันนี้ทุกคนอยากเลือกตั้งก็ต้องไปหาทางเลือกกันให้ได้ หน้าที่ของผมคือจัดการเลือกตั้งให้ได้ แต่พอเลือกตั้งเสร็จแล้วตีกันอีก รัฐบาลก็แก้ปัญหากันมา แก้ให้ได้ก็แล้วกัน ถ้าเลือกตั้งแล้วตีกันอีก ผมก็ไม่รู้แล้ว ผมไม่เอาแล้ว เบื่อ เหนื่อย ผมจะไปพักผ่อนแล้ว วันนี้ทุกคนก็น่าจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าบอกว่ายังไม่รู้ก็อยู่อย่างนี้กันต่อไป อยู่บนความขัดแย้ง แต่ผมไม่อยู่ด้วยแล้ว คุณจะขัดแย้ง ทะเลาะกันต่อไป ผมไม่เอาด้วยแล้ว พอสักทีเถอะ"
 
          ผู้สื่อข่าว่ามีแผนรองรับไว้แล้วหรือยังว่า หากรัฐธรรมนูญออกมาแล้วยังเกิดความเห็นต่างอยู่ โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า หากยอมรับไม่ได้ก็ต้องไปหาเหตุหาผล หาช่องทางมาว่าจะแก้กันอย่างไร ตนไม่รู้
 
 
 
 
 
แจง ครม.ตั้ง ผู้ว่ารฟม.คนใหม่ เป็นเรื่องการบริหารงาน 
 
          พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรณชิต แย้มสอาด รองผู้ว่าการฝ่ายบริการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะรักษาการผู้ว่า รฟม.ก่อนหน้านี้ ออกมาคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งนายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่าการ รฟม.เป็นผู้ว่าการ รฟม.คนใหม่ ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม โดยอ้างว่านายพีระยุทธ อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ฐานเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา ว่า เป็นเรื่องของการบริหารงาน หากไม่ได้เดี๋ยวค่อยว่ากัน เรื่องการฟ้องเรื่องอะไรต่างๆก็ว่ามา ก็มันอีรุงตุงนังกันไปหมด หลายที่ต้องแก้ ระหว่างนี้ทำอย่างไรจะเดินหน้าไปได้ เดิมก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา ซึ่งได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว ทราบว่าทำได้และเพื่อให้การบริหารรถไฟฟ้าเดินไปได้ ไม่เช่นนั้นมันช้าเกินไปและมีข้อขัดแย้งมากมาย และที่ผ่านมารักษาการก็มีปัญหา พอตั้งคนใหม่ ก็มีปัญหาอีก ถ้ามีปัญหาตั้งไม่ได้ ก็ตั้งใหม่ จะเป็นอะไรไปล่ะ วันนี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย
 
          "แต่สิ่งที่เขาคาดหวังคือปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้วทำได้ แต่พอมีปัญหามาทีหลังก็ต้องว่ากัน ก็ยังไม่ได้มีอะไรเสียหาย เพียงแต่ว่า ต้องตั้งใหม่หรือเปล่าสอบสวนกันอย่างไร บางคนบอกว่าถ้ายังไม่ชี้ชัดมาก็ยังไม่ผิด ทำนองนั้นแหละคือปัญหา เวลาการเมืองทำไม ไม่ไปถามบ้าง แล้วอย่างนี้เขาผิดหรือยัง เรื่องร้องเรียน ก็สอบกันไป" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการเมืองตอนนี้ไม่อยากถามอยากให้สงบๆ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สงบแต่มาเล่นตนแทนไม่ได้ ต้องให้สงบทุกพวก อย่ามาเล่นงานตนว่า ตั้งผิด ตั้งถูก ไม่รอบคอบอะไรต่างๆ ทุกอย่างได้ทำหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เห็น ของแต่ละส่วน แต่ละฝ่ายไม่เหมือนกัน กฎหมายตัวเดียวก็ทะเลาะกันอยู่นี่ กฎหมายบรรทัดเดียวตีความกันอยู่นั่นแหละ ถูกผิดอยู่นี่ ยังไม่เลิกเลย