ข่าว

กีดกัน‘สาวแปลงเพศ’เข้าเที่ยว!...เอาผิดได้หรือไม่?

กีดกัน‘สาวแปลงเพศ’เข้าเที่ยว!...เอาผิดได้หรือไม่?

12 ก.พ. 2558

กีดกัน‘สาวแปลงเพศ’เข้าเที่ยว!...เอาผิดได้หรือไม่? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               "ใครไม่โดนกับตัว ก็ไม่รู้สึกหรอกว่า มันเจ็บปวดน่าอายแค่ไหน"  ซารีนา ไทย เล่าถึงความรู้สึกวินาทีโดนห้ามเข้าผับ ในค่ำคืนฉลองปีใหม่ โทษฐานเป็นสาวแปลงเพศ

               หาก "สาวแปลงเพศ" หรือ คนนั้นไม่ใช่นางแบบชื่อดัง "ผับออนิกซ์" ย่านอาร์ซีเอ อาจหลุดลอด ไม่โดนกระแสโจมตีขนาดนี้ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ กลุ่มเพศทางเลือก เกย์ กะเทย สาวประเภทสอง ฯลฯ ต่างรุมกระหน่ำโพสต์วิจารณ์อย่างถึงพริกถึงขิง ว่าเป็นพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติที่ไม่อาจยอมรับในได้โลกปัจจุบัน...

               นอกจากเผยแพร่เรื่องราวให้โลกโซเชียลออนไลน์รับรู้แล้ว ล่าสุด "ซารีน่า ไทย" หรือ นายณิชนัจทน์ สุดลาภา เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา "อมรา พงศาพิชญ์" ประธานกรรมการสิทธิฯ ออกมารับหนังสือด้วยตัวเอง

               "ซารีน่า" ย้อนเรื่องราวให้ "คม ชัด ลึก" ฟังว่า คืนนั้นตนกับเพื่อนฝรั่งไปผับชื่อ "ออนิกซ์" (Onyx) แต่พนักงานตรวจบัตรประชาชนไม่ให้เข้า เพราะเธอเป็น "สาวประเภทสอง" ซารีน่ารู้สึกมึนงงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพื่อนฝรั่งทั้ง 4 คน ไม่มีใครโดนตรวจบัตรหรือเอกสารประจำตัวแต่อย่างใด

               "เพื่อนๆ มาปลอบใจ แล้วชวนให้ไปเที่ยวที่อื่นแทน ตอนนั้นรู้สึกอายมากนะ เหมือนถูกเหยียดหยาม พอเราโพสต์เรื่องราวในเฟซบุ๊ก มีหลายคนมาแชร์ว่า ไม่ใช่ผับแห่งนี้ที่เดียว แต่มีผับย่านอาร์ซีเออีกหลายแห่งห้ามกะเทย หรือสาวประเภทสองเข้าอย่างเด็ดขาด บางคนเล่าว่า ที่ร้านเหล้าแถวสุขุมวิทก็มี รวมถึงโรงแรมบางแห่ง ไม่ใช่มีแต่กรุงเทพฯ เขาว่าแถวพัทยาก็เยอะแยะที่ห้ามเข้า"

               ซารีน่า ยอมรับว่า ในวันนี้ถ้ามีร้านไหนไม่ยอมให้สาวประเภทสองเข้าใช้บริการก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ฟ้องตำรวจไม่ได้ เพราะไม่รู้จะตั้งข้อหาอะไร ต้องรอให้กฎหมายใหม่ความเท่าเทียมระหว่างเพศออกมาก่อน ซึ่งคิดว่าอีกไม่นาน สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ซารีน่าไม่ได้ต้องการให้เจ้าของผับออกมาขอโทษ เพียงแต่ต้องการให้เลิกข้อห้ามนี้เสียให้หมด เพราะแสดงถึงทัศนคติกีดกันรังเกียจผู้อื่น เป็นเรื่องน่าอับอายของประเทศไทย 

               "ไม่ต้องมาขอโทษค่ะ แค่อยากให้พวกเขาปรับทัศนคติ อย่าอ้างว่าไม่ให้เข้าเพราะพวกกะเทย ชอบขโมย หรือชอบเสียงดังหาเรื่องลูกค้า ลองคิดดูว่า ใครๆ ก็เป็นขโมยได้ หรือผู้ชายไปเที่ยวก็มีคดีเมาเหล้ายิงกัน หรือผู้หญิงมีเรื่องตบตี ไม่ใช่มีแต่สาวแปลงเพศเท่านั้นที่มีปัญหา ลูกค้าทุกเพศมีได้เหมือนๆ กัน" ซารีน่ากล่าว

               สอดคล้องกับ "น้องโน้ต" เจษฎา แต้สมบัติ ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย ที่ช่วยรณรงค์ให้สังคมรับรู้ปัญหานี้ น้องโน้ต ยอมรับว่า หลายคนมีทัศนคติกับกะเทยในแง่ไม่ดี หาว่าเสียงดังชอบเป็นขี้ขโมย แต่ในความเป็นจริงแล้วกะเทยก็เหมือนเพศอื่นๆ อยากให้คนไทยเปิดใจให้กว้าง ยอมรับว่าผู้ชายไม่ดีก็มี ผู้ชายดีก็มี หรือ ผู้หญิงทั่วไปก็มีทั้งคนดีและไม่ดี

               "กำลังรอผลสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิฯ ดูว่าทางร้านจะอธิบายอย่างไร แต่จะมาอ้างว่าเป็นแค่ปัญหาของพนักงานคนหนึ่งไม่ได้ เพราะเขาทำงานให้ร้านคุณ รับเงินเดือนจากร้านคุณ ทางเจ้าของร้านควรรับผิดชอบเต็มที่ อยากให้ประกาศออกมาเลยว่า ต่อไปนี้กะเทยหรือทุกคนสามารถเข้าเที่ยวผับนี้ได้ เลิกกีดกันแล้ว นั่นคือข้อเรียกร้องของพวกเรา" น้องโน้ต กล่าวยืนยัน

               ด้าน "อมรา พงศาพิชญ์" แสดงความเห็นว่า กรณีนี้เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการละเมิดสิทธิการเข้ารับบริการในฐานะผู้บริโภค ตามหลักสิทธิมนุษยชน ดังนั้นผู้ประกอบการไม่ควรมีนโยบายแบบนี้ ต้องควบคุมและทำความเข้าใจกับพนักงาน ไม่ให้มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ

               ปัจจุบัน กฎหมายเอาผิดเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนี้ยังไม่ชัดเจน ดังนั้น "ชาวสีม่วง" หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศคงต้องรอ  "พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ" ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" หลังจากใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพื่อสร้างกระแสระดมส่งเสริมให้สังคมไทยเรียนรู้คำว่า "เสมอภาคทางเพศ"

               เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 สนช.ได้พิจารณาร่างผลลงคะแนนเสียง โดยมีผู้ลงมติเห็นด้วย 184 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง จากนั้นให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ 17 คน หลักการสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ การสร้างมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ 

               "ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล" นักวิชาการศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ อธิบายให้ฟังว่า กรณีของซารีน่านั้น หาก "พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ" บังคับใช้เมื่อไร สามารถเอาผิดได้เลยตาม

               มาตรา 17 ที่ระบุว่า "การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลในในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้..."

               "ถ้าสืบสวนพบว่า เป็นนโยบายของเจ้าของร้าน ก็ต้องโดนลงโทษ ในร่างกฎหมายความเท่าเทียมฯ ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หลายคนมองว่า โทษตรงนี้น้อยไป เพราะเครือข่ายผู้หญิงเคยเสนอให้เพิ่มโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท แต่ยังผลักดันไม่สำเร็จ"

               ดร.สุธาดา แนะนำทิ้งท้ายว่า หากคนไทยไม่ว่าเพศใดก็ตาม โดนกีดกันหรือเลือกปฏิบัติอย่าง "ซารีน่า" แม้กฎหมายข้างต้นยังไม่ประกาศใช้ แต่มีช่องทางเอาผิดผู้ประกอบการได้ โดยใช้มาตรา 4 รัฐธรรมนูญ 2557 (ฉบับชั่วคราว) ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้อง "เสมอภาคกัน" สามารถเอาไปยื่นฟ้องศาลยุติธรรมได้

มาตรา 4  รัฐธรรมนูญ 2557 (ฉบับชั่วคราว)

               "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครอง"

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ”

               หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใดอันเป็นการแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด