ข่าว

อินไซด์กฎหมายไซเบอร์

อินไซด์กฎหมายไซเบอร์

12 ก.พ. 2558

อินไซด์กฎหมายไซเบอร์ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               หลังจากรัฐบาลโยนหินถามทาง ด้วยกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลซ่อนเงื่อน มาพักใหญ่ จนกระทั่งมีเสียงคัดค้านกระหึ่มดังขึ้นในแทบทุกวงการที่เกี่ยวข้อง

               ยกเว้น ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ที่สลายความเป็นอิสระของ กสทช. คล้ายไม่มีใครรู้ร้อนหนาว ทั้งคนใน กสทช.และคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่อง จนกระทั่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็นั่งหัวโต๊ะ และชวนตัวแทนองค์กรสื่อ ภาคส่วนที่ถูกกระทบ ไปร่วมพูดคุยหาทางออก

               บรรยากาศดูเหมือนไม่แตกต่างจากช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 97 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ที่มีเนื้อหาควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และองค์กรสื่อคัดค้าน จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องสั่งการให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญผู้แทนองค์กรสื่อมาประชุมปรึกษาหารือกัน จนในที่สุดนำไปสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศฉบับที่ 97 เป็นฉบับที่ 103

               ทั้งสองครั้งเหตุผลที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ และดร.วิษณุ เครืองาม บอก คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สบายใจ และอยากจะฟังความเห็นที่ไม่เคยฟังมาก่อน แปลว่า ในภาพของความเป็นผู้นำเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงใคร พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีมุมที่เปิดกว้างอยู่บ้าง และสิ่งหนึ่งที่แทงใจเขาคือ การพูดว่ากฎหมายหลายฉบับนี้เป็นกฎหมายเผด็จการ เช่น ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกผ่าน ดร.วิษณุ ว่า ไม่เร่งด่วน และจัดไว้เป็นอันดับสุดท้ายในการพิจารณา

               ในแง่เนื้อหากฎหมายทั้ง 10 ฉบับ ผมได้พูดถึงไปบ้างแล้ว และคงไม่พูดซ้ำอีก นอกจากในเวทีอภิปรายที่ถูกชวนไปพูดคุย ที่อาจต้องการคำอธิบายในแง่มุมกฎหมาย เพื่อตอบคำถามว่า กฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัล เหตุใดจึงเป็นเพียงกฎหมายความมั่นคง ที่ให้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวางในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล สามารถ “ล้วงตับ” ใครก็ได้ ที่เจ้าหน้าที่สงสัย หรือถ้าไม่สงสัย ก็อาจใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้

               ดร.วิษณุ เครืองาม บอกว่า คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ได้ดูรายละเอียด เมื่อได้นั่งอ่านในขณะที่ประชุมกันวันนั้น ก็เห็นจริงว่า บทบัญญัติเนื้อหาของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีความไม่ปกติในแง่ของการเขียนกฎหมายหลายประการ

               มองในแง่ดีคณะรัฐมนตรี อาจเห็นว่าเป็นนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องร่วมสมัย และควรสนับสนุน แต่หารู้ไม่ว่า นี่เป็นการซ่อนดาบไว้ใต้รอยยิ้ม ไม่ได้อ่านเนื้อหารายละเอียด ไม่ได้ทำการบ้าน และแง่ร้ายคือ คณะรัฐมนตรีไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ ในการพิจารณาเรื่องสำคัญเช่นนี้

               เขาอธิบายว่า กฎหมายนี้เป็นเพียงตุ๊กตา ที่ให้มีขึ้นก่อน เพื่อนำไปสู่การถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ปรับปรุงแก้ไข รัฐบาลไม่ได้รีบร้อนในการผลักดัน และยืนยันว่า สามารถปรับแก้ได้

               รัฐบาลเสนอให้เรามีส่วนในการไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการกฤษฎีกา อีกทั้งจะให้สิทธิใช้โควตารัฐบาลไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่า กฎหมายฉบับนี้จะไม่บิดเบี้ยวตามต้นร่าง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อและประชาชน

               เมื่อมองย้อนไปตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แอบสอดไส้กฎหมายการพิมพ์เข้าไปในพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ และกลุ่มตัวแทนสื่อคัดค้าน จนกระทรวงวัฒนธรรม เจ้าของเรื่องถอนกฎหมายออกไป ครั้งนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่รัฐบาลไม่ทำ

               ผมยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนในอำนาจรัฐ เพื่อที่จะได้รับคำอธิบายว่า ได้ให้โอกาสแล้วแต่เราไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะนี่เป็นนโยบาย เป็นธงที่ปักไว้แล้ว เราจะมีโอกาสหักธงได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญยิ่งกว่า