ข่าว

เงินทองต้องรู้ : ได้ไม่คุ้มเสีย

เงินทองต้องรู้ : ได้ไม่คุ้มเสีย

13 ก.พ. 2558

เงินทองต้องรู้ : ได้ไม่คุ้มเสีย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                            เหตุใหญ่ที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่พ้นเหตุเพลิงไหม้อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะไฟไหม้แบงก์ใหญ่ สำนักงานใหญ่ ตึกใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้เพลิงจะเผาผลาญเพียงแค่ชั้น 10 ที่ว่ากันว่าเป็นชั้นเก็บเอกสาร “ไม่สำคัญ” และไม่ได้ลุกลามไปยังชั้นอื่นๆ และไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ธนาคารมากนัก แต่ถึงอย่างนั้น เหตุการณ์นี้ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน
 
                            หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นได้อย่างไร บ้างก็โยงย้อนไปถึงเรื่องราวใหญ่โตระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ว่า มีอะไรซับซ้อนซ่อนลงไปหรือไม่ แม้ธนาคารจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่โลกโซเชียลออนไลน์ก็พาข่าวแพร่สะพัดไปเลยเถิด และไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ฝากเงินเริ่มไม่แน่ใจในความปลอดภัยในระบบสถาบันการเงิน
 
                            ในฐานะของคนฝากเงิน (ที่มีเงินไม่มาก แต่ขยันดูแล) มีเทคนิคเล็กน้อยที่เคยแชร์กับผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ นั่นคือ ถ้าห่วงเรื่องถูกขโมยเงินจากการใช้บัตรเอทีเอ็ม อาจจะเพิ่มความสบายใจให้ตัวเองด้วยการเลือกกดเงินจากตู้เอทีเอ็มที่เป็นสาขาของแบงก์ ซึ่งอาจจะได้รับการดูแลตรวจสอบอุปกรณ์แปลกปลอมมากกว่าตู้เอทีเอ็มเดี่ยวๆ หรือหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรตรวจสอบช่องเสียบบัตรให้แน่ใจก่อนว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่
 
                            อีกอย่างที่ทำเป็นประจำก็คือ บัญชีเงินฝากประจำ 2 ปี หรือ 3 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว ฝากไว้อย่างไรก็ฝากไว้อย่างนั้น หลายคนที่กังวลว่า เงินจะหายไปทางไหนหรือเปล่า จะเช็กได้อย่างไร ก็ใช้วิธีเช็กจากบัญชีออมทรัพย์ที่ธนาคารจะให้เราเปิดคู่กับบัญชีเงินฝากประจำ ซึ่งจะเป็นบัญชีที่ธนาคารโอนดอกเบี้ยให้ทุกเดือน ถ้าดอกเบี้ยยังเข้าบัญชีแบบเท่าๆ กันทุกเดือน ก็แสดงว่า เงินต้นยังอยู่สบายดี
 
                            หลักง่ายๆ ของ “เงินทองต้องรู้” ก็คือ เราต้องหมั่นตรวจสอบเงินหรือการลงทุนของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เหมือนที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังว่า “ผมว่า เป็นเหมือนการเต้นแทงโก้ ที่ต้องใช้คน 2 คนเต้น เต้นคนเดียวไม่ได้ การเงินของธุรกิจที่ไม่หวังกำไรอย่างมหาวิทยาลัย บางทีการทำบัญชีอาจจะไม่ละเอียดทั่วถึง เป็นช่องให้คนทุจริตฉวยโอกาส สันนิษฐานว่า ปัญหาของ สจล.ก็มีจุดอ่อนด้วย ปัญหานี้เหมือนเกิดจากทั้งสองด้าน”
 
                            อย่าปล่อยให้เรื่องเงินทองเป็นหน้าที่ของคนอื่นทั้งหมด
 
                            ส่วนเรื่องการลงทุน หากใครติดตาม “เงินทองต้องรู้” อย่างต่อเนื่อง อาจจะคุ้นชื่อ “ผศ.ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ” เพราะเคยเขียนถึงหนังสือเล่มล่าสุดของอาจารย์ ชื่อหนังสือคือ “เล่นหุ้นไทย รวยไกลรอบโลก” วันนี้ขออนุญาตเขียนถึงอีกครั้ง เนื่องจากครั้งที่แล้วยังไม่ได้เขียนถึงอะไรที่เป็นสาระสำหรับหนังสือเล่มนี้ ประกอบกับเพิ่งมีโอกาสฟังอาจารย์สนทนาเรื่องหนังสือผ่านรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์มากสำหรับคนอ่าน
 
                            โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ขออนุญาตแยกหนังสือออกเป็น 2 ส่วน สำหรับคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก อาจจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนอย่างถ่องแท้ และด้วยสถานภาพบางอย่างอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้ลงทุน สิ่งที่จะได้จากหนังสือเล่มนี้ ก็คือ แนวคิดของนักลงทุนชั้นนำของโลกที่ล้วนเข้าข่ายติดอันดับอภิมหาเศรษฐีของโลก คนเหล่านี้คิดอย่างไรและทำอย่างไร ถึงแม้ไม่ได้เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ ก็สามารถนำไปใช้ได้
 
                            ส่วนที่ 2 เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นภูมิเรื่องการลงทุนมาแล้ว หนังสือเล่มนี้จะบอกพื้นที่การลงทุนและระยะเวลาที่เหมาะสม ผ่านการเปรียบเทียบกับฤดูกาลถึง 3 ฤดู ทั้งฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูร้อน
 
                            สำหรับกลุ่มแรก ขอหยิบบางตอนของหนังสือมาฝาก นักลงทุนคนแรกที่ ผศ.ดร.บุญธรรม เขียนถึงคือ “เรย์ ดาลิโอ” ผู้บริหารกองทุนระดับโลกที่ติดอันดับร่ำรวยที่สุดในโลกอันดับที่ 30 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2014 สิ่งที่ทำให้นายดาลิโอไม่ใช่เพียงแค่คนร่ำรวยธรรมดา ก็คือ ความลึกซึ้งในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และอารมณ์ที่ชอบบอกให้โลกรู้ว่า เขาเป็นนักคิดและนักปรัชญาระดับโลก และในภาพรวม ดาลิโอมีคุณลักษณะที่แตกต่าง 3 ประการ หนึ่งในนั้นคือ มองทุกอย่างในโลกเหมือนเครื่องจักรกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการทำงานของฟันเฟืองทางเศรษฐกิจของโลก โดยในขณะที่ใครต่อใครเชื่อว่า ภาวะวิกฤติในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 คือความถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ดาลิโอเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ช่วงเวลาที่ผู้คนปฏิเสธที่จะกู้ยืมและพยายามเก็บออกเพียงอย่างเดียว” โดยภาวะนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาชั่วอายุคน
 
                            นักลงทุนคนที่สอง คือ “พอล ทิวดอร์ โจนส์” ซึ่ง ผศ.ดร.บุญธรรม ผู้เขียนหนังสือหยิบยกคำแนะนำ 10 ประการของโจนส์ มาไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่ขออนุญาตหยิบมาเพียง 2-3 ข้อ นั่นคือ อย่าทำตัวเป็นฮีโร่และอย่ามีอีโก้ ให้นักลงทุนตั้งคำถามกับความเชื่อของตนเองในเรื่องต่างๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญ คือ ตั้งคำถามเรื่องขีดความสามารถของตนเอง เพราะนักลงทุนไม่ควรรู้สึกว่าตนเองเก่ง เพราะทันทีที่รู้สึกเช่นนั้นเป็นอันว่าทุกอย่างจบกัน
 
                            และมีสิ่งที่โจนส์และเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ เห็นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย คือ “ความล้มเหลวเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตของผู้ที่จะก้าวสู่ความสำเร็จสูงสุดแทบทุกคน”
 
                            ส่วนข้อที่สำคัญและน่าคิดตามมากๆ ก็คือ “การหาเงินให้ได้มากๆ คือ การคิดอยู่เสมอว่า ควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียเงิน ไม่ใช่คิดแต่เพียงแค่ว่าจะหาเงินอยู่ตลอด นั่นคือ จดจ่อเพื่อปกป้องเงินที่มีอยู่ไม่ให้ขาดทุน มิใช่จดจ่อแต่จะหาเงิน”
 
                            นึกย้อนถึงที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติพูดไว้ว่า การรักษาเงินก็เหมือนกับเต้นแทงโก้ ที่ต้องประกอบด้วยคนเต้นสองคน ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงต้อง "แทงโก้" พออ่านสิ่งที่ “โจนส์” ว่าไว้ถึงกฎในการปกป้องเงินที่มีอยู่ แทนที่จะจดจ่อหาแต่เงิน ก็พลันนึกได้ว่า ตอนเรียนลีลาศ สมัย ม.6 นั้น ว่ากันว่า การเต้นจังหวะแทงโก้นั้นยากที่สุดแล้ว
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : ได้ไม่คุ้มเสีย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])