ข่าว

ศิลปะห้อยโหนชีวิตลงตัวแบบ‘ปิ๋ม’พริดา

ศิลปะห้อยโหนชีวิตลงตัวแบบ‘ปิ๋ม’พริดา

12 ก.พ. 2558

ขอเวลานอก : ศิลปะห้อยโหน ชีวิตลงตัวแบบ ‘ปิ๋ม’ พริดา : เรื่อง ชาญยุทธ ปะวะขัง /ภาพ สมศักดิ์ เนตรทอง

 
             "คุณต้องมีสมาธิแน่วแน่ ถ้าไม่มีก็หล่น เราต้องมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติ เหมือนการทำงานที่ใช้ความเพียรของเรา..."
 
             "สมดุลชีวิต" โจทย์ใหญ่ของใครหลายคนที่ต้องยอมจำนนด้วยข้ออ้างร้อยแปด ทว่าคงต้องย้อนกลับมาทบทวนว่ามนุษย์ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ดังนั้นกี่ร้อยพันเหตุผลที่กล่าวอ้างจึงดูเหมือนความไม่จริงจังที่จะสร้างสรรค์สมดุลให้เกิดขึ้น แต่สถานการณ์แบบนี้จะไม่มีวันประสบกับสาวแอ็กทีฟ "ปิ๋ม" พริดา ลิมปานนท์ ทายาทหนึ่งเดียวของท็อปซาลอนระดับเวิลด์คลาส “พรรณิภา แฮร์ เนล บิวตี้” เพราะเธอให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลาทำกิจกรรมยามว่างอย่าง "แอเรียล ฮูป (Aerial Hoop)" ออกแรงปีนป่าย ห้อยโหนเพื่อความแข็งแรงไม่น้อยไปกว่าการสร้างความแข็งแกร่งในด้านการทำงานในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่
 
             ทุกครั้งที่บริหารเวลาลงตัว สาวสวยและออกตัวว่า "โสด" ในวัยหลัก 3 อ่อนๆ มีนัดกับเทรนเนอร์คู่ใจ "ครูแนน" อารยา ฉ่ำตระกูล แห่งแอเดรียล แฟคทอรี่ สถานที่ห้อยโหนแนวกายกรรมกำลังฮิตย่านอาร์ซีเอ โดยบ่ายวันนี้เธออยู่ในชุดทะมัดทะแมงเตรียมพร้อมออกแรงเต็มที่ ระหว่างอบอุ่นร่างกายเบาๆ สาวเจ้าก็เริ่มเล่าเหตุผลที่เชื่อมโยงไปสู่การวางแผนชีวิตให้ทุกนาทีมีคุณค่าว่า ธุรกิจหนึ่งที่ทำแล้วมีความสุขคือ พรรณิภา แฮร์ เนล บิวตี้ ซึ่งคุณแม่ (พรรณิภา ปวนะฤทธิ์) เริ่มต้นทำมา 40 กว่าปีแล้ว ล่าสุดองค์กรกำหนดและเผยแพร่ผมโลกได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้ที่กรุงปารีส เหมือนเป็นสแตนดาร์ดว่าร้านอยู่ในระดับอินเตอร์ นอกจากนี้ยังดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านและที่ดินให้เช่า แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะของคุณพ่อ (สุรินทร์ ลิมปานนท์) ทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต เก็บผลงานของศิลปินไทยและระดับโลกราว 400 ภาพ งานที่ดีที่สุดของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติก็อยู่ที่นี่ เรียกว่าทุกภาระเป็นงานหลักที่ทำเต็มตัว
 
             สาวมากความสามารถยอมรับว่า บางครั้งภาระที่ยุ่งเหยิงก็นำมาซึ่งความเครียด แต่พยายามไม่มองให้เป็นอย่างนั้น การคิดบวกเป็นเรื่องสำคัญ มีปัญหาก็แก้กันไป โดยมีหลักการทำงานว่า ทุกคนมีโอกาสตัดสินใจผิดถูกได้ แต่ต้องมีข้อมูลให้เพียงพอที่สุดและตัดสินใจให้พลาดน้อยที่สุด อย่างน้อยการมีผู้ใหญ่และพ่อแม่สอนมาดี ได้รับการศึกษาดี จึงสนับสนุนให้มีความคิดที่ถูกต้องเรื่อยมา กอรปกับมีหลักทางพระพุทธศาสนาชี้ทางให้เดินในทางที่ดี ไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นเสาหลักรับภาระมากไป แต่คิดว่าอะไรคือหน้าที่ จะบริหารจัดการอย่างไร พัฒนาตัวเองอย่างไรมากกว่า
 
             "เวลาเครียดๆ ปิ๋มชอบออกกำลังกายที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ แอเรียล ฮูป ก่อนหน้านี้เข้ายิมมีเทรนเนอร์ แต่ตอนหลังมาทางนี้แล้วติดใจและชอบมาก กีฬากลางแจ้งก็เคยเล่น มีเทนนิส จ็อกกิ้ง รู้สึกว่ามีความท้าทายบ้างก็ดีนะ กิจกรรมนี้เป็นศิลปะทางการออกกำลังกายชนิดหนึ่งที่ได้ใช้ร่างกายทุกส่วน แต่ก่อนมาเล่นบางคนหรือแม้แต่ปิ๋มเองคิดว่า ดูพลิ้วๆ สบายๆ แต่จริงๆ มันหนักมาก อาจจะมากกว่าเวทเทรนนิ่งด้วยซ้ำ คือแขนทั้งสองข้างจะแบกน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา ที่เห็นโชว์แบบเซอร์คัสนั่นคือแบบนี้เลย แต่เราเล่นเป็นการออกกำลังกายมากกว่า ไม่ตั้งใจจะไปโชว์ขนาดนั้น กีฬาชนิดนี้เน้นใช้กล้ามเนื้อแขนเป็นหลัก ต้องปีนป่าย ห้อยโหน บางช่วงน้ำหนักขึ้นบ้างก็ต้องระวัง (หัวเราะ) ความฟิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ" เจเนอเรชั่นที่ 2 ของร้านเสริมสวยแถวหน้าของเมืองไทย 8 สาขา เผยอย่างอารมณ์ดี
 
             นักห้อยโหนสาว (มือสมัครเล่น) บอกว่า คลุกคลีกับห่วงกลมมาได้ 6-7 เดือนแล้ว ค้นพบเสน่ห์หลายอย่างนอกจากความเป็นศิลปะคือ ได้ใช้กล้ามเนื้อทั้งตัวแบบยิมนาสติก เป็นความท้าทายที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่น่าเบื่อ ซึ่งขั้นของเอเรียล ฮูป เริ่มจากบิกินเนอร์, อินเตอร์มีเดีย, แอดวานซ์ และโปรเฟสชั่นนอล ตอนนี้ตัวเองอยู่อยู่ในขั้นเริ่มต้นกลางๆ แบบค่อยๆ ทำไป ฝึกใช้ความสามารถและทักษะให้แน่น
 
             พออบอุ่นร่างกายได้ที่ ก็เริ่มด้วย ท่าเมอร์เมด หรือ "ท่านางเงือก" ด้วยการเกร็งแขน กล้ามเนื้อขา แขม่วหน้าท้อง หายใจเข้าออกนาน 10 วินาที ต่อด้วย ท่าเบิร์ดดี้ หรือ "ท่านกบิน" เป็นการเกร็งกล่ามเนื้อแขน ส่วนหลัง ทุกครั้งต้องแตะขาให้สูง ทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้เร็ว จากนั้นจึงเป็น ท่าโฟร์สแควร์ หรือ "สี่แยก" เท้าข้างหนึ่งเกี่ยวกับเหล็กเพื่อส่งไปให้กำลังแขน ค่อนข้างใช้แรงมาก แต่ถ้าทำได้สมบูรณ์กล้ามเนื้อก็แข็งแรงมากเช่นกัน ก่อนจะจบด้วย ท่าปีเตอร์แพน เป็นการออกแรงช่วงอก
 
             แต่ละท่าการฝึกใช้พละกำลังไม่น้อย ทำให้สาวผมสวยถึงกับหอบพร้อมบอกว่า ระหว่างอยู่บนห่วงต้องมีจิตใจที่มั่งคง มีภาวะปกป้องตัวเองถ้าจะหล่นต้องรีบหาที่เกาะยึดโดยด่วน การพลาดพลั้งเป็นไปได้ทุกเมื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาแบบนี้ สำคัญต้องรู้ลิมิตของตัวเอง และเมื่อฝึกนานเข้าก็เหมือนเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว กลายเป็นผลพลอยได้นอกเหนือจากความแข็งแรงของร่างกาย
 
             "เป็นความท้าทาย คือคุณต้องมีสมาธิแน่วแน่ ถ้าไม่มีก็หล่น เราต้องมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติ เหมือนการทำงานที่ใช้ความเพียรของเรา ต้องมีสมาธิตลอดเพื่อผลสำเร็จ ปกติเป็นคนนั่งสมาธิอยู่แล้วมทุกเช้า 10-20 นาที เพื่อสร้างสมดุลทางสมองให้ตัวเอง ปิ๋มคิดว่าพระพุทธศาสนาสร้างสมดุลในการทำงาน การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์รอบตัว บางอย่างที่รู้สึกว่าร้อนใจ ทุกข์ใจ พอมาใช้หลักธรรมทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" ผู้บริหารรุ่นใหม่ผู้มองเรื่องการจัดสมดุลชีวิตเป็นเรื่องใหญ่ บอกพร้อมเผยด้วยว่า ตัวเองทำงานแทบทุกวัน และไม่ลืมให้เวลากับกีฬาโปรดสัปดาห์ละ 2-3 วัน วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี
 
             ทั้งนี้ สาวอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และการันตีความรู้เพิ่มเติมด้วยปริญญาโทด้านบริหารและการตลาดจากเมืองนอกอีกถึง 2 ใบ บอกว่านอกจากจะยึดแนวทางการทำงานส่วนตัวแล้ว คุณแม่ถือเป็นต้นแบบของทุกเรื่อง ซึ่งคงไม่มีครูจากสถาบันไหนที่สามารถเทียบ "ครูในบ้าน" ได้
 
             "ทุกครั้งที่พูดคุยกันคุณแม่จะสอดแทรกข้อคิด ให้ประสบการณ์ชีวิต โชคดีที่มีคุณแม่เก่งและอยู่เคียงข้างตลอด เวลาเราไปดูแฟชั่นโชว์ที่ต่างประเทศเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็ไปด้วยกัน เรียนรู้ทักษะเกี่ยวกับการทำผมด้วยกัน ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ คนเราต่างคนต่างมีแนวทางการบริหารเป็นของตัวเอง คุณแม่ก็อย่างหนึ่งเราก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนมากมายแค่ไหน เรานำมาปรับใช้ให้เหมาะกับเราในยุคของเราถือว่าดีที่สุด" สาวยิ้มสวย ทิ้งท้ายชวนคิดในการสร้างสมดุลชีวิตคนทำงาน ก่อนจะขอไปเติมเต็มกล้ามเนื้อบนห่วงคู่ใจ...