ข่าว

คปก.ค้านยุบรวม'กสม.-ผู้ตรวจฯ'

คปก.ค้านยุบรวม'กสม.-ผู้ตรวจฯ'

11 ก.พ. 2558

คปก.เสนอคงไว้ซึ่ง 5 องค์กรอิสระ ค้านควบรวม กสม. กับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้ ภาระหน้าที่คนละอย่างกัน

 
                            11 ก.พ. 58  เมื่อเวลา 10.30 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ ว่า นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พร้อมด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง "องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญและกรณีการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับผู้ตรวจการแผ่นดิน" เพื่อเสนอคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำไปประกอบพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ 
 
                            นายคณิต กล่าวว่า คปก.เห็นว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป ได้แก่ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 4. คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และ 5. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย คปก.ได้ศึกษารวบรวมข้อมูลทางวิชาการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนทั่วประเทศ นำความเห็นต่างๆ ที่ได้มาประมวลและวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กกต.ควรเป็นองค์กรที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเช่นเดิม รวมทั้งจัดการเกี่ยวกับพรรคการเมือง และจะต้องบริหารจัดการเลือกตั้งและดำเนินคดีเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม มีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันเวลา โดยจะต้องตระหนักถึงสาระสำคัญของเงินบริจาคที่ต้องเปิดเผยและมีระบบติดตามที่มาของเงินบริจาค รวมถึงการมีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนการสรรหาต้องเชื่อมโยงกับประชาชนเป็นสำคัญ 
 
                            นายคณิต กล่าวต่อว่า ขณะที่ ป.ป.ช.นั้น คปก.มองว่าควรจะต้องแก้ไขระยะเวลาในการไต่สวนวินิจฉัยคดีให้มีความรวดเร็วขึ้น และเห็นว่าไม่ควรมี ป.ป.ช.จังหวัด ควรแยก ป.ป.ช. กับคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ออกเป็น 2 สำนักงาน โดยเสนอให้ ป.ป.ท.อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ป.ป.ช. อีกทั้งเห็นว่าการดำเนินคดีทุจริตจะต้องเป็นไปตามหลักการของกระบวนการยุติธรรม ควรแบ่งบทบาทอำนาจหน้าที่ระหว่างพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาลผู้ตัดสินคดีให้ชัดเจน ส่วนอำนาจหน้าที่ของ คตง.นั้น ควรปรับปรุงที่มาของการสรรหาคณะกรรมการและการดำเนินการให้มีการฟ้องคดีได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.พิจารณาก่อน ส่งผลให้คดีเกิดความล่าช้า จนเป็นเหตุให้อายุความหรือผู้กระทำผิดต้องหลุดพ้นความรับผิดทางแพ่งได้ 
 
                            นายคณิต กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้มีการควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานเดียวกันนั้น คปก.เห็นว่า เจตนารมณ์ของการก่อตั้งและวัตถุประสงค์ในการรตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กสม.และผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความแตกต่างกันและมีลักษณะเฉพาะ เนื่องจาก กสม.มุ่งตรวจสอบและคุ้มครองการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ หรือตามสนธิสัญญา อนุสัญญา กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นจะเกิดจากการกระทำของบุคคลใดหรือจากเจ้าหน้าที่รัฐหรืเอกชน การทำหน้าที่ของ กสม.ต้องคำนึงถึงการเคารพคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ซึ่งมีบริบทที่กว้างไปกว่าการตรวจสอบการกระทำทางปกครองที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
 
                            นายคณิต กล่าวว่า ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดิน มุ่งตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายโดยการกระทำดังกล่าวอาจจะไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ได้ นอกจากนี้ เรื่องร้องเรียนบางเรื่องสามารถร้องเรียนได้ทั้งสององค์กร คือ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การตรวจสอบเรื่องที่ได้รับร้องเรียนมีหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบแตกต่างกัน เพราะ กสม.ต้องพิจารณาว่านโยบาย กฎหมาย และการกระทำของกรณีร้องเรียนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน ประชาชนจึงย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมากกว่าการพิจารณาจากการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว การรวมองค์กรจะทำให้การทำหน้าที่ขาดความชัดเจนและส่งผลให้ประชาชนขาดโอกาสในสิทธิที่ควรได้รับการคุ้มครอง
 
                            นายคณิต กล่าวว่า คปก.จึงเห็นว่าไม่ควรควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้คงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและอำนาจการฟ้องคดีของ กสม.ในการฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง รวมถึงคงไว้ซึ่งอำนาจในการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหายในเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม และรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบจริยธรรม นอกจากนี้จะต้องกำหนดการสรรหากสม.และผู้ตรวจการแผ่นดินให้ยึดโยงกับภาคประชาสังคมและมีที่มาจากความหลากหลาย โดยคำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ 
 
                            ด้านนายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าการควบรวมเป็นกระบวนการในการทำลายงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหรือไม่ เพราะมีการบิดเบือน กสม.โดยมีความพยายามทำให้เป็นแบบราชการยิ่งขึ้น กระบวนการสรรหาห่างเหินจากประชาชน ซึ่งหากมีการควบรวมองค์กรที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกันจะเกิดการชักเย่อ ขัดแย้งในคณะกรรมการชุดใหม่ และจะกลายเป็นไม้แคระ หรือสัตว์ประหลาด ซึ่งเรากำลังจะได้สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่มีชื่อว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิ์ของประชาชน ทั้งนี้หาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่นำเรื่องนี้ไปศึกษาอย่างเป็นธรรม ก็เชื่อว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่จะไม่ได้รับความร่วมมือจากองค์การด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และจะกลายเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เพราะขณะนี้มีองค์กรสิทธิมนุษยชนกว่า 40 องค์กรออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าวไปแล้ว และปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากนานาชาติ และคนในสังคมว่าเรากำลังจัดทำรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร หากทำไม่ดีก็คิดว่าจะเป็นปัญหา ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯ ควรทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ดีกว่าเดิม และฟังเสียงของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มาก
 
                            ส่วนนายไพโรจน์ พลเพชร กล่าวว่า การแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรนั้นไม่ใช่การควบรวม แต่ต้องไปดูว่าทำไมฝ่ายบริหารและหน่วยงานราชการไม่ดำเนินการตามข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กสม. เพราะที่ผ่านมาทั้ง 2 หน่วยงานมีปัญหาลักษณะเดียวกันคือเมื่อทำความเห็น ข้อเสนอไปยังฝ่ายบริหาร และหน่วยงานราชการไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของทั้ง 2 หน่วยงาน ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพควรให้ฝ่ายบริหารและหน่วยงานราชการมีความรับผิดชอบมากขึ้น