ข่าว

หมู่บ้านผีตามรังควานสวมสิทธิ์ชาวบ้านเขื่อนโป่งขุนเพชร

หมู่บ้านผีตามรังควานสวมสิทธิ์ชาวบ้านเขื่อนโป่งขุนเพชร

11 ก.พ. 2558

หมู่บ้านผีตามรังควาน สวมสิทธิ์ชาวบ้านเขื่อนโป่งขุนเพชร : สุทธิพงศ์ เสฏฐรังสีรายงาน

            ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไรของชาวอีสาน ที่ชะตาชีวิตครึ่งหนึ่งต้องถูกผูกไว้กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มักมาในรูปของความโหดร้ายมากกว่าความเอื้ออาทร

            ปรากฏการณ์ น้ำแล้ง น้ำท่วม ก็เป็นอีกความโหดร้ายหนึ่งที่ธรรมชาติยัดเยียดให้แก่ผู้คนเหล่านี้อย่างไรความปรานี ใครที่เคยติดตามเรื่องราวของคนที่ราบสูงมากก่อน ย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้น มันหนักหนาแค่ไหน

            จริงอยู่ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่ได้เพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ของราษฎร และพยายามผลักดันมาตรการบรรเทาทุกข์ออกมาเป็นระยะ

            ทว่า แทบทุกมาตรการที่ส่งลงมานั้น กว่าจะไปถึงมือชาวบ้านและเกษตรกรยากไร้ ก็มีอันต้องเหือดแห้งไประหว่างทางเสียเกือบหมด

            การก่อสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และบรรเทาแล้งเป็นภาพฟ้องของมาตรการช่วยเหลือที่ขาดความบริสุทธิ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด

            ยกตัวอย่างแค่โครงการสำรวจเพื่อก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่ง ใน จ.ชัยภูมิ มูลค่ารวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย เขื่อนชีบน เขื่อนลำสะพุง ใน อ.หนองบัวแดง เขื่อนโป่งขุนเพชร และเขื่อนยางนาดี ในพื้นที่รอยต่อ 3 อำเภอ คือ หนองบัวระเหว เทพสถิต และบ้านเขว้า ที่เกิดปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมายาวนานตั้งแต่ปี 2532 แต่จนถึงทุกวันนี้ยังเดินหน้าไม่ได้ เพราะปัญหาทุจริต

            กระทั่งมาถึงรัฐบาลยุคปัจจุบัน ภายใต้การคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ฟื้นโครงการขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานลงไปตรวจสอบพื้นที่กันหลายครั้งหลายหน

            ล่าสุดคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นำโดย พล.อ.ดนัย มีชูเวท ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย วิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานก่อสร้าง 2 เขื่อนใหญ่ ที่เคยสำรวจไว้และเลือกว่าเหมาะสมที่จะลงมือก่อสร้างอย่างเร่งด่วน นั่นคือเขื่อนโป่งขุนเพชร และเขื่อนนายางดี รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

            โดยเขื่อนโป่งขุนเพชร เป็นเขื่อนแรกที่สามารถดำเนินโครงการก่อสร้างหัวงาน สันเขื่อนขนาดความกว้าง 8 เมตร ยาว 610 เมตรและอาคารท่อระบบส่งน้ำได้ทันที เพื่อให้งานเสร็จไม่เกินปี 2559 โดยใช้งบประมาณก้อนแรกรวม 899 ล้านบาท ส่วนงานที่เหลือต้องเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564 ขณะที่เขื่อนยางนาดี ให้เริ่มดำเนินการได้ภายในต้นปี 2560

            กล่าวเฉพาะเขื่อนโป่งขุนเพชร ในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โครงการนี้ถูกตรวจพบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนอย่างมากมายมหาศาล เพราะมีนายทุนเข้ามาลงทุนสร้างบ้านแค่หลังละ 5 หมื่นบาท แล้วจ้างชาวบ้านจากนอกพื้นที่มาอยู่อาศัย เพื่อรอสวมสิทธิ์รับเงินชดเชยจากทางการหลังละ 1 ล้านบาท ซึ่งบ้านที่นายทุนเข้ามาสร้างทิ้งไว้นี้ ถูกเรียกว่า "หมู่บ้านผี" และมีอยู่เต็มไปหมด

            กระทั่งมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้อีกครั้ง ทว่า รัฐบาลยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรมาก สัญญาณการทุจริตก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นมาอีกจนได้ เมื่อคณะกรรมาธิการตรวจพบว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยกลับถูกนายทุนกลุ่มเดิมเข้ามาสวมสิทธิ์แทน

            กลุ่มนายทุนที่ว่านี้คือ กลุ่มเครือญาตินักการเมืองระดับประเทศ  ซึ่งเคยไปเคลื่อนไหวและเคยได้รับเงินค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อนลำแซะไปแล้ว แต่กลับมามีชื่อโผล่สวมสิทธิ์ของชาวบ้านที่โครงการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรอีก รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 300 ไร่

            คำผาย กุลแย้ม เกษตรกรวัย 50 ปี ซึ่งมีพื้นที่ทำกินทั้งหมด 15 ไร่ ในหมู่บ้านห้วยทับนาย หมู่ 4 ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว ที่ของเขาจะต้องถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชร แต่กลับไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ์รับเงินชดเชย

            คำผาย บอกว่า ภาครัฐพยายามเข้ามาขอร้องและอธิบายว่า การก่อสร้างเขื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนรวม ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมให้คนทั้งจังหวัด ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 5 หมื่นบาท ซึ่งก็ยังพอเป็นทุนรอนให้ไปหาที่ทำกินแห่งใหม่ได้ แต่เอาเข้าจริงชาวบ้านเกือบทั้งหมดที่นี่กลับไม่มีชื่อ เพราะมีคนสวมสิทธิ์ไปแล้ว

            “พอมาดูดีๆ ที่ดินของผมกลับเป็นชื่อคนอื่น กลายเป็นว่าผมหมดตัวไม่เหลือแม้กระทั่งทรัพย์สินที่เคยทำกินมานานตั้งแต่ปู่ย่าตายาย วันนี้ผมเลยมาขอความเป็นธรรมจากรัฐ ให้ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่า ชื่อผมและเพื่อนบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินตกหล่นหายไป รวมแล้ว 72 ครอบครัว หากไม่ดำเนินการพวกผมจะออกไปประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล จะไปขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะไม่เชื่อว่ายุค คสช.ยังจะมีการทุจริตฉ้อฉลอีกหรือ"

            ชาลี ภิรมย์ชม ตัวแทนจากบ้านห้วยทับนายและบ้านกระจวน อ.หนองบัวระเหว และบ้านบุ่งเวียน อ.เทพสถิต กว่า 72 ครอบครัว ที่เดินทางมายื่นขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการ ที่ลงไปตรวจพื้นที่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ บอกเช่นกันว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านเขื่อน แต่เมื่อสร้างแล้วควรดูแลอย่าให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบถูกรังแกจากนายทุนที่ร่วมมือกับข้าราชการเข้ามาสวมสิทธิ์รับผลประโยชน์

            ชาลี บอกว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาบ้านผีโผล่จากกลุ่มนายทุนต่างถิ่นเข้ามาจำนวนมาก ทั้งจาก นครราชสีมา และ ชัยภูมิ คนพวกนี้เข้ามาลงทุนสร้างบ้านในหมู่บ้านเพื่อรอเงินชดเชย ตอนนั้นมีกว่า 1,500 หลัง จนโครงการสร้างเขื่อนต้องหยุดชะงักไป แต่มาวันนี้เมื่อโครงการจะเดินหน้าใหม่ อยู่ดีๆ ที่ดินของเขาและชาวบ้านอีก 72 ราย รวมกว่า 870 ไร่ กลับตกไปเป็นชื่อของคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือนายทุนหมู่บ้านผีกลุ่มเดิม

            ปรากฏการณ์สวมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนใน จ.ชัยภูมิ ถือว่าไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นเทคนิคเดิมๆ ที่รู้และเห็นกันอย่างเปิดเผย ซึ่ง พ่อชาลี ผู้เฒ่าวัย 75 ปี ยังหวังว่า นโยบายคืนความสุขให้คนในชาติของรัฐบาล คสช.จะยังส่งไปถึงพวกเขาทั้ง 72 ครอบครัวได้ทันเวลา