ข่าว

‘ปรองดอง’จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ?

‘ปรองดอง’จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ?

11 ก.พ. 2558

‘ปรองดอง’จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ? : มอนิเตอร์รัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

            การสร้างความปรองดองนั้น น่าจะเป็นหัวข้อหลักในการถกเถียงช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการนับแต่นี้ไป เพราะค่อนข้างแน่นอนว่า หลักการปรองดองนั้นต้องเกิดขึ้นและน่าจะบัญญัติไว้ในกฎหมายหลักของบ้านเมืองฉบับที่กำลังยกร่างอยู่ (และน่าจะเป็นครั้งแรกที่บัญญัติคำคำนี้ไว้ด้วย)

            ความเข้าใจคำว่าปรองดองนั้น สังคมไทยในวันนี้น่าจะมีความหมายที่มากกว่า 1 คำนิยามเป็นแน่แท้ แต่สุดท้ายต้องมีบทสรุปที่เข้าใจให้ตรงกัน เพราะการเขียนกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้นั้น ครูกฎหมายสอนไว้ว่า ผู้เขียนกฎหมายต้องมีความเข้าใจให้ตรงกันกับถ้อยคำที่จะเขียนเป็นตัวบทกฎหมายเสียก่อน

            ปรองดองในความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 นั้น ระบุความหมายของคำว่า ปรองดอง ว่า ออมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลกงกันด้วยความไกล่เกลี่ย ตกลงกันด้วยไมตรีจิต

            ยิ่งการเขียนกฎหมายหลักของบ้านเมืองในยามนี้นั้น แม้จะมีการใช้ถ้อยคำที่สละสลวยเพียงใด หรือเขียนบทบัญญัติในมาตราที่เกี่ยวข้องกับความปรองดองไว้ถี่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่เชื่อได้ว่า หลังการประกาศใช้กฎหมายหลักฉบับนี้แล้วนั้น ความปรองดองจะเกิดขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม(เพราะองค์ประกอบทางการเมืองตอนนี้ น่าจะเป็นไปได้ยากที่คำว่าปรองดองจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น)

            คู่ขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงนับขณะนี้นั้น ยังไม่มีท่าทีที่จะรอมชอมกันได้ (แม้ตอนนี้จะยุติการปะทะกันเพราะกฎอัยการศึกก็ตาม) และน่าจะเปิดศึกรอบใหม่หลังจากที่ประชาธิปไตยเต็มใบกลับมา

            ไม่กี่วันก่อน สังคมจะได้พบข่าวสารการเชิญตัวบุคคลที่แสดงความเห็นในทิศทางตรงข้ามกับ คสช.มาปรับทัศนคติ เรื่องนี้อาจจะบรรเทาอาการไม่พอใจ คสช.ไปได้ส่วนหนึ่ง (ตามความต้องการของ คสช.) แต่หากจะบรรเทาความไม่พอใจในอนาคตให้หายไปแบบถาวรนั้น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญควรจะเชิญคู่ขัดแย้งเหล่านี้มาแสดงความเห็นในช่วงยกร่างกฎหมายหลักในหมวดนี้แบบรายมาตราไปเลย ดีกว่าจะมานั่งสรุปประเด็นกันเอง เพราะอย่างน้อยความเห็นของคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทะกันด้วยชั้นเชิงทางการเมืองและวาจาที่เพิ่มความขัดแย้งและเกลียดชังนั้น หากมีการมาให้ความเห็น อะไรๆ ที่ร้อนแรงก็น่าจะบรรเทาลงได้บ้าง

            ประเด็นที่อ่อนไหวเช่นนี้ หวังในใจว่า กรรมาธิการยกร่างฯ น่าจะใช้ความถี่ถ้วน เป็นธรรม รอบด้าน ไม่เลือกข้าง เพราะไม่อย่างนั้นความปรองดองที่แท้จริงก็จะปรากฏ และปัญหาความขัดแย้งก็จะถูกดองและอาจฝังลึกลงในกระดูกดำจนกลายเป็นดีเอ็นเอแห่งความขัดแย้งของคนในชาติก็เป็นได้

            ทำในสิ่งที่ควรทำในวันนี้ แม้จะมีข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่มันก็ดีกว่าที่จะไม่ทำอะไรเลย เฉกเช่นการปรองดองนั้นจะอนุมานจากความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เพราะปมการแก้ปัญหามันจะต้องมาจากใจของทุกขั้วขัดแย้งของสังคมที่ต้องยอมรับซึ่งกันและกัน..!!!