
ภารกิจ'บิ๊กป๊อก'ที่รอปิดหีบทอนกลุ่มอำนาจเก่า-ปฏิรูปท้องถิ่น
ภารกิจ'บิ๊กป๊อก'ที่รอปิดหีบ...ทอนกลุ่มอำนาจเก่า-ปฏิรูป'ท้องถิ่น' : วัฒนา ค้ำชูรายงาน
ผ่านมากว่า 5 เดือนแล้ว ที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พี่คนรองแห่งบูรพาพยัคฆ์ ก้าวข้ามห้วยเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อันเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดานักปกครองตระกูลสิงห์ ซึ่งในทางการเมืองนั้น ถือว่า เป็นกระทรวงเกรดเอ ที่นักการเมืองหมายปองมาทุกยุคสมัย
ดังนั้น การที่จะจัดวางคนเข้ามาคุมกระทรวงคลองหลอดในรหัส "มท.1" แห่งนี้ จึงต้องเป็นคนที่มากด้วยบารมี และเป็นคนที่ผู้กุมอำนาจทางการเมืองไว้วางใจเป็นพิเศษ
เนื่องด้วยกลไกของมหาดไทยนั้น ถือเป็น "มือไม้" ของผู้มีอำนาจทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะกลไกในการควบคุมฐานเสียงอย่างกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นตัวชี้ขาดในทางการเมือง
ภารกิจของ พล.อ.อนุพงษ์ จึงถูกจับตามองอย่างมากในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านในทางการเมืองตามโรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังจะเข้ามาปฏิรูปวางรากฐานทางการเมืองของประเทศให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปีเศษๆ ซึ่งหลายฝ่ายจับตามองว่า คสช.จะออกแบบประเทศไทยอย่างไรไม่ให้กลับเข้าไปสู่วังวนของความขัดแย้งทางการเมืองอีก
พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะรมว.มหาดไทย คนที่ 63 จึงถูกตั้งความหวังไว้อย่างสูงว่า จะใช้กลไกข้าราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นไปสร้างความปรองดองสลายสีเสื้อ และทำให้กลไกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และอปท. มีส่วนสำคัญในการเข้าไป "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อลบภาพการเป็นมือไม้ให้แก่นักการเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาพของผลงานในด้านดังกล่าวของบิ๊กป๊อกยังไม่ชัดเจนนัก โดยบทบาทที่ปรากฏตามสื่อมักจะเป็นการเข้าไปทำงาน "รูทีน" มากกว่าการริเริ่มโครงการ หรือเมกะโปรเจกท์ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้
ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางไปเป็นประธานตามงานพิธีการต่างๆ ของกระทรวง เช่น งานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือโอท็อป, การจัดหาที่ทำกินให้ผู้ยากไร้, การช่วยเหลือประชาชนที่ทนทุกข์กับภัยแล้งซ้ำซาก หรือการลดเหลื่อมล้ำทางสังคมในการเข้าถึงการใช้บริการของภาครัฐ เป็นต้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากทีมงานรอบตัวของบิ๊กป๊อกที่ล้วนเป็นบิ๊กคลองหลอดเก่ามาก่อน ทั้ง สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) อนุชา โมกขะเวส ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ศิวะ แสงมณี ที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย พล.ต.ต.ธารา ปุณศรี เลขานุการ รมว.มหาดไทย และ จาดุร อภิชาตบุตร ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย
ถือได้ว่า การขับเคลื่อนงานในกระทรวงคลองของ มท.1 นั้น ยังไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะไม่ใช่เพราะไร้ผลงาน แต่อาจขาดการสื่อสารสู่สาธารณะมากกว่า !!
สำหรับคลังสมองของบิ๊กป๊อกนั้น ประสานคอนเนกชั่นจาก "คณะเรา" หรือเพื่อนศิษย์เก่า ร.ร.อำนวยศิลป์ ซึ่งมีดีกรีเป็นอดีต "รองปลัดกระทรวงมหาดไทย" รวมทั้งอดีตบิ๊กข้าราชการคลองหลอด ซึ่งมักจะมีการปรึกษาหารือร่วมกับปลัดกระทรวง รองปลัด อธิบดีทุกกรม และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดเป็นประจำทุกวัน จึงถือว่าบิ๊กป๊อกเป็นรัฐมนตรีที่ฟิตมากที่สุดคนหนึ่งใน ครม.
ส่วนงานที่อาจจะมองได้ว่า เป็นงาน "เชิงรุก" ของบิ๊กป๊อกในระยะหลังก็เริ่มปรากฏให้เห็นบ้าง เช่น การลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมโครงการบ่อกำจัดขยะนำร่องแห่งแรกเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือก และการติดตามความคืบหน้าโครงการเขตเศรษฐกิจพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (ไทย-กัมพูชา) จ.สระแก้ว
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาได้ 2 ชิ้น ซึ่งต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด คือ 1.การเตรียมปรับโอนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยยกฐานะขึ้นเป็น "กระทรวงท้องถิ่น" โดยมีรายงานว่าอยู่ในขั้นการจัดทำแผน 2.การเตรียมโอนรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟน.) ไปขึ้นอยู่กับ "กระทรวงพลังงาน"
น่าสนใจว่า ทั้ง 2 วาระดังกล่าวจะเป็นจริงได้แค่ไหน โดยเฉพาะวาระในการ "ปฏิรูปท้องถิ่น" ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า จะมีการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหมด และจะใช้ระบบแต่งตั้งแทนการเลือกตั้ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ก็ซื้อใจคนท้องถิ่นด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อต่ออายุผู้บริหารท้องถิ่นที่หมดวาระในปี 58
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ที่จะสามารถปลดข้าราชการท้องถิ่นที่ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือบริหารงานจนเป็นผลเสียร้ายแรงต่อราชการ และท้องถิ่นได้ ซึ่งถือเป็นช่องทางการใช้อำนาจที่ต้องจับตากันต่อไป
เป็นอันว่า การยุบ อปท.คงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ อย่างน้อยก็ภายในปี 2558 ตามโรดแม็พของ คสช. แต่ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวภายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า จะ "ปฏิรูปท้องถิ่น" อย่างไร เพราะตามโรดแม็พของคสช.นั้น หน้าตา และโครงสร้างของ อปท.จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ส่วนบิ๊กป๊อกคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างท้องถิ่นด้วยตัวเอง
ในด้านการปฏิรูปราชการส่วนภูมิภาคนั้น แม้จะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน แต่ก็มีความเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนโยกย้ายในส่วนหัวในระดับ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" หลายสิบอัตรา เพราะในช่วงที่ผ่านมาพ่อเมืองในพื้นที่หลายจังหวัดได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมในความขัดแย้งเสียเอง คสช.จึงต้องปรับเปลี่ยนโยกย้ายลอตใหญ่เพื่อให้การบริหารประเทศคล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ยังมีข่าวการเตรียมโยกย้ายระหว่างผู้ว่าฯ กับผู้ว่าฯ หรือผู้ว่าฯ โยกสลับกับผู้ตรวจราชการกระทรวง 12 อัตรา ซึ่งตัวเลขยังไม่นิ่ง เพราะยอดอาจสูงถึง 22 อัตรา โดยมีรายงานว่า ได้มีการขออนุมัติเปิด "ตำแหน่งใหม่" ในระดับซี 10 เพื่อรองรับหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ชี้มูล โดยเสนอไปยังต่อ ก.พ. แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ทำให้ต้องมีการหารือกับฝ่ายกฎหมาย คสช.ว่า จะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
อันเป็นผลพวงจากกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ และพบความผิดปกติในการจัดซื้อปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ในช่วงปี 2553-55 ซึ่งอาจทำให้พ่อเมืองหลายคนโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ (บางส่วน)
สอดรับกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวในกรณีเดียวกันว่า "หาก ป.ป.ช.ชี้มูล พร้อมจะดำเนินการทางวินัยทันที โดยไม่ต้องรอการโยกย้ายตามฤดูกาล"
คดีทุจริตจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช และยาฆ่าแมลงนั้น เป็นที่กล่าวขวัญสั่นสะเทือนกระทรวงคลองหลอดในยามนี้ว่า หากมีการไล่เบี้ยเอาผิดตั้งแต่ระดับปลาซิวปลาสร้อยไล่ไปจนถึงปลาใหญ่จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาตร์ชาติไทยว่า จะมีข้าราชการถูกไล่ออกมากมายเกือบ 4,000 คน เลยทีเดียว
แรงสั่นสะเทือนจากคดีดังกล่าวมาประจวบเหมาะกับวาระการเกษียณอายุราชการในปีนี้ ที่จะมีตำแหน่งระดับสูงว่างอีกเพียบ ไล่มาตั้งแต่ปลัดกระทรวง 1 อัตรา รองปลัดกระทรวง 3 อัตรา อธิบดี 3 อัตรา ผู้ตรวจราชการ 2 อัตรา และผู้ว่าราชการ 19 อัตรา....
จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตากับปรากฏการณ์ "ล้างคลองหลอด" ครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขั้วอำนาจทางการเมืองในพื้นที่เป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ!!!



