ข่าว

'วิพากษ์นโยบายรัฐทิศทางปราบยาฯ'

'วิพากษ์นโยบายรัฐทิศทางปราบยาฯ'

10 ก.พ. 2558

'วิพากษ์นโยบายรัฐทิศทางปราบยาฯ' : เกศินี แตงเขียว , ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน

               ภารกิจปราบปรามยาเสพติดเป็นอีกงานอันแสนท้าทาย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพราะในระยะหลังศูนย์กลางในการสั่งการซื้อขายยาเสพติดอยู่ใน "คุก"

               พล.อ.ไพบูลย์ มีนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เน้นการบำบัด ฟื้นฟู ขัดเกลาผู้กระทำความผิด ฝึกอาชีพ เพื่อกลับคืนสู่สังคม และยังเห็นว่า การใช้วิธี "นับจำนวนเม็ดยาบ้าของกลาง มาก-น้อย ในคดี" ที่ยึดได้ เพื่อแยกว่า ใครเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่หรือรายย่อย หรือผู้เสพ ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะหลายครั้งที่จับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้พร้อมของกลางยาบ้ากว่าล้านเม็ด ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ก็เป็นเพียง "แรงงานด้านยาเสพติด" เป็นคนรับจ้างขนยาเสพติดเท่านั้น ไม่ใช่นายทุน นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง 

               รมว.ยุติธรรม ยังเห็นว่า ควรดูจากพฤติกรรมในคดีและเส้นทางการเงินมากกว่าว่า คดีใดผู้ต้องหาเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่หรือรายย่อย เพื่อแยกการควบคุม คุมขัง ระหว่างนักโทษค้ายาเสพติดรายใหญ่กับรายย่อย เพื่อไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กัน อันอาจทำให้นักค้ายาเสพติดรายย่อยยกระดับเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่

               สำหรับ "นักค้ายาเสพติดรายใหญ่" ก็จะมุ่งเน้นให้รับโทษทัณฑ์แต่อย่างเดียว ส่วนนักค้ายาเสพติดรายย่อย นอกจากรับโทษแล้ว จะเน้นในเรื่องการขัดเกลา ฝึกอาชีพ เพื่อกลับคืนสู่สังคม 

               สาเหตุที่เรือนจำหรือคุก เป็นศูนย์กลางในการสั่งการซื้อขายยาเสพติด ก็เพราะนักโทษคดียาเสพติดมีมากถึง 70% ของจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศ 

               จากสถิติจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในคดียาเสพติดทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 มีดังนี้

               นักโทษเด็ดขาด เป็นชาย 148,809 คน หญิง 30,367 คน รวม 179,176 คน

               ผู้ต้องขังระหว่าง อุทธรณ์-ฎีกา, ไต่สวน-พิจารณา,สอบสวน เป็นชาย 38,619 คน หญิง 6,980 คน รวม 45,599 คน

               เยาวชนที่ฝากขัง เป็นชาย 20 คน หญิง 3 คน รวม 23 คน

               ผู้ต้องกักขัง เป็นชาย 2,898 คน หญิง 605 คน รวม 3,503 คน

               รวมจำนวนผู้ถูกดำเนินคดียาเสพติดทั้งหมด เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็น 70.17% ของผู้ต้องขังทั้งหมด

               อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ พล.อ.ไพบูลย์ที่ไม่ต้องการให้นับจำนวนเม็ดยาเสพติดของกลางมาก-น้อย ที่ยึดได้ เพื่อแยกว่าใครเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่-รายย่อย เพราะเห็นว่าไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แท้จริง เนื่องจากหลายครั้งจับยาบ้าของกลางได้จำนวนมาก แต่ผู้ต้องหาก็เป็นเพียงผู้รับจ้างขนยาเสพติด ไม่ใช่นายทุนซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่แท้จริงนั้น

               กลับมีการมองต่างมุมจาก ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ที่มองว่า ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่สมควรนำไปบำบัดฟื้นฟู คือผู้เสพ ซึ่งถือว่าเป็น "ผู้ป่วย" เท่านั้น ส่วนผู้ค้ายาเสพติด ไม่ว่ารายใหญ่ รายย่อย ต้องเน้นการลงโทษเพื่อจะได้เข็ดหลาบไม่กลับไปทำผิดอีก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดวิธีหนึ่ง

               ผู้พิพากษาอาวุโสฯ ยังเห็นว่า ผู้ค้ายาเสพติด ผู้รับจ้างขนยาเสพติด เป็นคนที่เห็นแก่ตัว หวังเพียงกำไรจากการขายยาเสพติด ไม่สนใจผลกระทบที่เกิดต่อสังคม เยาวชน เศรษฐกิจ และประเทศชาติ ถ้าไปมองว่าคนเหล่านี้ยากจนจึงไปรับจ้างขนยาเสพติด รู้สึกสงสาร มองว่าเจตนาทำผิดน้อยกว่าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ อย่างนี้เป็นการมองที่ผิด เพราะหากมองเช่นนั้น ต่อไปก็จะมีการใช้คนยากจน คนที่มีภาวะทางเศรษฐกิจต่ำ ขนยาเสพติดกันหมด พวกนายทุนค้ายาเสพติดไม่ลงมือขนเองแน่ เปิดทางให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ค้ายาเสพติดสบาย และผู้ต้องหาที่ถูกจับได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทุกคนก็จะบอกว่าเป็นแค่ "คนรับจ้างขน" กันหมด เพื่อหวังว่าตัวเองจะได้ถูกแยกดำเนินคดีว่าเป็นผู้ค้ารายย่อย ต่อไปก็จะมีคนรับจ้างขนยาเสพติดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าหากถูกจับได้ก็ไม่ต้องรับโทษหนัก

               "ถามว่าพวกรับจ้างขนยาเสพติด ต้องรับผิดชอบต่อสังคมหรือเปล่า ได้ค่าจ้างขนยาครั้งละ 2-3 หมื่นบาท เห็นแก่เงิน โดยไม่สนใจว่าจะเกิดความเสียหายต่อสังคมประเทศชาติอย่างไร ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานสุจริตได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ผมเห็นว่าการใช้วิธีนับจำนวนยาเสพติดของกลาง มาก-น้อย เพื่อแยกว่าเป็น "ผู้เสพ-พ่อค้ารายย่อย-รายใหญ่" เพื่อจะได้ลงโทษหนัก-เบา ตามจำนวนยาเสพติดของกลางนั้น ค่อนข้างดีอยู่แล้วในการปราบปรามให้คนรู้สำนึกไม่ทำผิดและรับผิดชอบต่อสังคม"

               สราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มองว่า การจะนำผู้รับจ้างขนยาเสพติดหรือผู้ค้ารายย่อยเข้าสู่การขัดเกลานั้น น่าสังเกตว่าผู้ขนส่งยาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดยาเสพติดในลักษณะที่ต้องการค่าตอบแทน ขณะที่วัตถุประสงค์การค้ายาของนายทุน คือต้องการได้เงินเร็ว ดังนั้น แรงจูงใจกระทำเพื่อเงินค่าตอบแทน ซึ่งต่างจากผู้เสพ การบำบัดฟื้นฟูอาจจะเห็นผลได้ชัดเจนมากกว่าสำหรับผู้เสพ โดยที่การค้ายาเสพติดนั้น ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นนายทุนผู้ผลิต หรือการรับจ้างขน จึงต้องถามเช่นกันว่าการแยกแยะกลุ่มผู้ค้ายาเพื่อขัดเกลาจะเป็นไปได้เพียงใดในการแก้ปัญหายาเสพติด ขณะที่ต่างประเทศมุ่งเน้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์จริงจังในกระบวนการผู้ค้ายาเสพติด

               เช่นเดียวกับผู้พิพากษาท่านหนึ่ง มองว่า หากพิพากษาคดีแล้ว ตามกฎหมายให้ลงโทษหนักกับผู้ค้า แต่ในการคุมขังอาจจะมีแยกแยะกลุ่มผู้ต้องโทษเพื่อกันไม่ให้เข้าสู่เครือข่าย อาจจะเป็นไปได้มากกว่า แต่การจะแยกแยะว่ากลุ่มใดเป็นเพียงแค่ผู้ค้ารายย่อย นายทุนรายใหญ่นั้น ก็ไม่ง่ายนัก เพราะต้องพิจารณาจากหลายส่วน ทั้งจำนวนที่ครอบครองตามกฎหมายกำหนด และพฤติการณ์แห่งคดี

               "แนวคิดขัดเกลา ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่ทางปฏิบัติไม่ง่ายที่จะดำเนินได้กับกลุ่มผู้ค้า เพราะอาจต้องระวังที่กลุ่มผู้ค้าจะอาศัยช่องทางนี้ในการกระทำผิด โดยสร้างพฤติการณ์เป็นเพียงผู้รับจ้างขนส่ง เพื่อหลีกเลี่ยงในการรับโทษ"

               จิตรนรา นวรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด กล่าวว่า การจับกุมคดียาเสพติดโดยใช้ปริมาณยาเป็นตัวบ่งบอกนั้น เช่น ยาบ้า กฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า หากมีไว้ครอบครอง 15 เม็ดขึ้นไปจะถือว่าครอบครองไว้เพื่อจำหน่ายนั้น ก็เป็นการกำหนดแบบข้อสันนิษฐานเพื่อให้ปริมาณเป็นตัวบ่งบอกไว้เบื้องต้น โดยยังไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากนัก ซึ่งการกำหนดปริมาณยา ถือว่ามีความสำคัญระดับหนึ่ง เพราะระบบการค้ายาเสพติดนั้น ทุกขั้นตอนสัมพันธ์เชื่อมโยง ทำกันเป็นระบบฟันเฟือง ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต หรือผู้ค้ารายใหญ่ กระบวนการของนายทุนผู้ผลิตจะสำเร็จได้คือ การกระจายถึงผู้ใช้ ที่มีขั้นตอนเหมือน "มาร์เก็ตติ้ง"

               “ดังนั้นจะมองเพียงว่าเป็นผู้ค้ารายเล็ก รายใหญ่ คงไม่ได้เพราะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย หรือผู้รับจ้างส่งยา คือหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้กลไกการค้ายาสำเร็จ โดยมีการนำยาเสพติดที่ผลิตซึ่งอาจจะถูกเก็บไว้ตามตะเข็บชายแดน เพื่อมากระจายส่งให้ผู้เสพที่อยู่ชั้นในเมือง เพราะหากมียา 1 ล้านเม็ดแล้ว แต่ไม่มีกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ก็เหมือนไม่มีช่องทางการขาย ทำให้การค้ายาเสพติดไม่สำเร็จ หากจะแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงอยากให้มองภาพรวมด้วยว่า ทุกส่วนที่อยู่ระบบค้า ไม่ว่าจะผู้รับจ้างขน ผู้ค้ารายย่อย รายใหญ่ มีบทบาทที่ทำให้มีการกระจายยาสำเร็จถึงผู้เสพทุกคน ดังนั้นตามกฎหมายจึงได้มีการกำหนดปริมาณยาไว้ให้เป็นตัวบ่งบอกด้วย เพราะเราสามารถรับรู้ได้ว่า ในกลุ่มผู้เสพจะมียาไว้ครอบครองเพื่อเสพจำนวนไม่มาก หากเก็บยาไว้จำนวนมากย่อมแสดงให้เห็นว่าจะมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย การใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง จึงมีประโยชน์ในการดำเนินคดี ลดภาระการสืบพยาน และการป้องปราม ดังนั้น ที่กลไกการตลาดต้องอาศัยผู้ค้ารายย่อย การปราบปรามจะทำให้การกระจายยาถึงมือผู้เสพได้ลำบากขึ้น” จิตรนรา กล่าว

               โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนที่ถูกจับเพราะรับจ้างขนยาบ้าก็รู้อยู่ก่อนลงมือแล้วว่า โทษฐานค้ายาเสพติดหนักแค่ไหน ถ้าเราไปมองว่าคนเหล่านี้แค่เป็นคนรับจ้างเป็นแรงงานด้านยาเสพติด ไม่ใช่นายทุนนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ แล้วไปปรานี ต่อไปก็จะมีคนมารับจ้างขนยาบ้ากันเยอะไปหมด นายทุนจะไม่เข้ามาขนยาเอง

               “การที่มองว่า ผู้รับจ้างขนไม่ใช่นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ แล้วนำไปขัดเกลา ฝึกวิชาชีพในเรือนจำ แล้วปล่อยตัวออกมานั้น เท่ากับว่า กำลังปล่อยคนร้ายเข้าสู่สังคม เพราะว่าเคยได้เงินง่าย ได้เยอะด้วย ซึ่งความโลภไม่เคยหยุดง่าย การใช้วิธีนับจำนวนยาบ้าของกลางมากน้อยเพื่อแยกว่าเป็น “ผู้เสพ-พ่อค้ารายย่อย-รายใหญ่” จึงถูกต้องแล้ว   

               - ป.ป.ส.ภาค 5 ชี้การนำผู้ค้ายารายย่อยขังรวมกับคดีอื่น ทำให้เครือข่ายยาเสพติดขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

               วิชัย ไชยมงคล ผอ.สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 เปิดเผยว่า สถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ เนื่องจากยังมีความต้องการของตลาด ทำให้เกิดกำลังการผลิตและส่งเข้ามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นในเรือนจำเมื่อผู้ต้องหาถูกส่งเข้าไปจำคุกจะเป็นสถานที่รวมของกลุ่มมิจฉาชีพ ที่จะมีการขยายเครือข่ายของยาเสพติดได้ง่ายมากขึ้น ผู้ค้ารายย่อยจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ถือครองยาเนื่องจากถือเป็นสถานที่ติดต่อซื้อขายกันได้โดยง่าย

               "เมื่อส่งผู้ต้องหาเข้าคุก ไม่ว่าเป็นคดีอะไร จะถูกนำไปขังรวมกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและมีการถ่ายทอดชักจูงให้เข้ามาอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด ดังนั้นในเรื่องของการแยกโทษ แยกคดี ตามแนวคิดของ พล.อ.ไพบูลย์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างเร่งด่วน"

               ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ผอ.ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ด้านมาตรการปราบปราม ยังไม่สามารถที่จะจับกุมกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ได้ ที่จับได้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่รับจ้างขนเท่านั้น ดังนั้น ผู้ต้องขังในเรือนจำส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ค้ารายย่อย มาตรการการปราบปรามจึงไม่ได้ผล กลับเป็นการทำให้ผู้ค้ารายย่อยได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้วิธีการค้ายาและมีการขยายเครือข่ายขบวนการได้ดีขึ้น เป็นวงจรที่ทำให้ยาเสพติดไม่หมดไป

               - นักวิชาการชงรัฐอุดช่องออเดอร์ยา-เน้นนโยบายคุมเข้มสังคม  

               ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ให้ความเห็นว่า ในแง่ของกฎหมายยังเชื่อว่ากฎหมายยาเสพติดที่บังคับใช้อยู่นั้น ดีอยู่แล้ว หลังจากที่มีการปรับกันหลายครั้งจนอยู่ในจุดที่ลงตัว มีการแยกประเภทระหว่างผู้เสพและผู้ค้าที่สามารถต่อยอดไปสู่การแก้ไขปัญหาเป็นรายๆ แต่สิ่งที่อาจต้องเพิ่มให้กฎหมายบังคับใช้ได้อย่างตรงประเด็นอาจต้องอาศัยให้รัฐบาลกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้นต่อการบูรณาการให้แผนงานปราบปรามเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยเฉพาะการกำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหายาเสพติดที่ต้องมองในมุมของหลักดีมานด์และซัพพลายที่มีความสัมพันธ์กันอยู่

               ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า เป้าหมายการขจัดยาเสพติดในยุคนี้อาจต้องเข้มงวดและควบคุมในส่วนของดีมานด์หรือความต้องการให้หนักขึ้น เพราะในมุมความรู้สึกที่ผ่านมาสังคมอาจมองว่าไปเน้นการคุมแหล่งผลิตหรือตัวซัพพลายเป็นพิเศษ ทำให้มีการจับกุมตรวจยึดของกลางตามแนวชายแดนภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงในการส่งผ่านยาเสพติดกันอย่างชัดเจน แต่เมื่อหันกลับมามองสภาพภายในสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กลับพบว่าเป็นยุคที่ง่ายในการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นทางอินเทอร์เน็ต มือถือและโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่สนับสนุนให้เกิดดีมานด์หรือความต้องการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

               - อดีตตำรวจมือปราบยาเสพติดภาค 4 ชี้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐยังมีจุดอ่อน 
 
               พล.ต.ต.ยุทธนา ปาละนิติเสนา อดีต ผบก.ภ.จว.หนองคาย มือปราบยาเสพติด แสดงความคิดเห็นว่า การจำคุกผู้เสพ ผู้ค้ายาบ้า ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การจะจริงจังในการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดปัจจุบันยังมีจุดอ่อนอยู่มาก

               "ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัดตอน แต่ควรใช้มาตรการเด็ดขาดบ้าง เช่น ถ้าต่อสู้ก็ต้องให้ตายทุกราย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ไปยิงเขา มันผิดกฎหมาย ความเด็ดขาดก็คือการตอบโต้ แต่คนกลัวยึดทรัพย์มากกว่า แม้รายเล็กรายน้อยไม่กี่เม็ด เพราะนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้ทั้งนั้น ข้อหานำเข้าเพื่อจำหน่าย พอศาลสั่งยึดทรัพย์ ก็ตกเป็นอำนาจของ ป.ป.ส. เอาทรัพย์ไปขายทอดตลาด ต้องตีค่าเป็นเงินเพื่อนำรางวัลมาเป็นสินบนนำจับ อยากกระตุ้นเรื่องสินบนนำจับ ถ้าได้มาก ผู้ปฏิบัติก็จะมีกำลังใจ"