
พปส.บุกทวงถาม'สุขุมพันธ์'เคลียร์สะพาน
พปส.บุกยื่นหนังสือทวงถาม'สุขุมพันธ์'เคลียร์สะพาน
วันที่ 9 ก.พ. 2558 นายฉันทวิทย์ เทียมรัตนานนท์ เลขาธิการกลุ่มพิทักษ์กฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ (พปส.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าถึงหนังสือที่ได้ยื่นร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการขออนุญาตและก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามถนนเชื่อมระหว่างอาคารย่านชิดลมว่าได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่
นายฉันทวิทย์ กล่าวว่าขณะนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ มีเพียงการออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันอำนาจการให้อนุญาตจัดสร้างของผู้บริหาร กทม.บางคนเท่านั้น ทำให้ พปส.จำเป็นต้องทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าถึงผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง พปส.ต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากผู้ว่าฯ กทม. แต่ผู้ว่าฯ กทม.กลับเพิกเฉยเหมือนไม่รับผิดชอบ เรารู้ดีว่า กทม.มีอำนาจที่จะให้อนุญาต แต่การอนุญาตจะต้องเป็นไปข้อบังคับและชอบธรรม ด้วยดุลพินิจที่ถูกต้องโดยคำนึงถึงสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะสะพานที่สร้างขึ้นนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ทั้ง 2 ห้างมากกว่า
นายฉันทวิทย์ กล่าวว่า ได้พบสภาพของถนนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องสร้างสะพานลอยแต่อย่างใด เพราะเป็นถนนแคบมีการจราจรเพียง 2 ช่องทาง กว้างประมาณ 5-6 เมตรเท่านั้น ซึ่งความกว้างของถนนไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของ กทม. ที่สำคัญการจราจรไม่ได้หนาแน่นถึงกับต้องมีสะพานลอย หากพิจารณาในแง่ความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เหตุใดจึงไม่จัดสร้างสะพานลอยที่บริเวณปากซอยหรือท้ายซอยสมคิด ซึ่งเชื่อมกับถนนเพลินจิตและถนนชิดลม
“ถ้าอยากจะสร้างสะพานลอยต้องไปสร้างที่ปากซอย และเปิดให้ประชาชนใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับไปเจาะจงสร้างบริเวณระหว่าง 2 ห้าง แถมเปิดให้ประชาชนได้ใช้งานเฉพาะเวลาเปิดปิดของห้าง จึงไม่ใช่การขออนุญาตและการให้อนุญาตเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแน่นอน แต่มุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนมากกว่า”
นายฉันทวิย์ กล่าวว่า หาก กทม.ยังเพิกเฉยไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการมาถึง พปส. ทางกลุ่มก็จำเป็นต้องใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 เพื่อให้ กทม.เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำไปประกอบคำร้องเรียนต่อหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยตรวจสอบ กทม.และผู้ที่เกี่ยวในกระบวนการพิจารณาอนุญาต เหมือนกับที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังมีหน่วยงานรัฐอื่นๆที่มักพิจารณาการใช้พื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มนายทุนเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของการทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ที่หลายแห่งเลือกซื้อที่ตาบอด แล้วทำสะพานข้ามคลองหรือตัดถนนผ่านพื้นที่สาธารณะเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการ แต่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริต หากปล่อยปะละเลยต่อไป ย่อมไม่อาจแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงราชการได้ โดยมีอีกหลายกรณีที่ พปส.กำลังติดตามตรวจสอบและอยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมต่อไป
ขณะที่นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ขอชื่นชมทางกลุ่ม พปส.ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบธรรมของการสร้างสะพานแห่งนี้ ทั้งการทวงถามข้อเท็จจริงจากทาง กทม.และการร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาตรวจสอบ ผิดกับข้าราชการและนักการเมืองที่มักใช้อำนาจบนความไม่ถูกต้อง ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม สนใจแต่ประโยชน์ส่วนตนและของพวกพ้องเป็นหลัก โดยเฉพาะข้าราชการและผู้มีอำนาจใน กทม. ทั้งที่เป็นจังหวัดซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มากที่สุด และเป็นแหล่งอารยธรรมทางการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของประเทศ
“รู้สึกละอายใจแทนเหล่าข้าราชการและกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ ที่ต้องให้เด็กรุ่นหลังมาชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม เช่นเดียวกับการแสดงออกของนักศึกษาผ่านกิจกรรมล้อการเมือง ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่สะท้อนว่าเด็กและเยาวชนมีมุมมองความเป็นห่วงบ้านเมืองมากกว่าผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในประเทศ และอยากถามว่าหลักค่านิยม 12 ประการที่ย้ำให้คนในชาติใช้ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะข้อที่ 12 ที่ว่าให้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง ข้าราชการและผู้มีอำนาจได้ซึมซับเองบ้างหรือไม่”
นายอุเทน กล่าวอีกว่า ตนได้ร่วมกับทาง พปส.ลงพื้นที่สำรวจสะพานเชื่อมดังกล่าวพบว่าไม่น่าจะเข้าหลักเกณฑ์การขออนุญาตสร้างสะพานลอยของ กทม. ทั้งเรื่องความกว้างของถนน และประโยชน์ที่คนทั่วไปจะได้รับ ถือว่าเข้าข่ายการเอารัดเอาเปรียบสังคมอย่างชัดเจน ใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับห้างสรรพสินค้าของตัวเอง โดยมี กทม.เป็นผู้ให้อนุญาต ส่งผลให้มูลค่าสินค้า ค่าบริการ และค่าเช่าพื้นที่ของทั้ง 2 ห้างสูงเกินความเป็นจริง และมีผลให้ราคาสินค้าและบริการในละแวกใกล้เคียงถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะต่างฝ่ายก็ต่างอ้างราคาของกันและกัน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้บริโภค ขณะที่นายทุนได้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ทางกลุ่ม พปส.ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ตนได้ติดตามความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ พบว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เข้าใจประเด็นข้อเรียกร้องของ พปส.คาดเคลื่อนไป เนื่องจาก พปส.ต้องการชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น แต่ประชาชนบางส่วนกลับมองเรื่องความสะดวกสบาย โดยไม่คำนึงถึงการละเมิดสิทธิประโยชน์ในสมบัติของชาติที่ตัวเองก็ร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วย การที่ประชาชนคนไทยยังยึดติดกับความสะดวกสบายเป็นหลัก ก็ถือเป็นต้นตอให้กลุ่มนายทุนเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้โดยง่าย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการกอบโกยผลประโยชน์ของร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่ๆ จนทำให้บรรดาร้านขายของชำต้องเจ๊งตามกันไปจนเกือบสูญพันธ์แล้ว
“มีคำกล่าวว่า ตามสบายคือไทยแท้ ซึ่งค่อนข้างตรงกับเรื่องนี้ หลายคนบอกว่ามีสะพานเชื่อมให้เดินข้ามระหว่างห้างก็ดีแล้วจะไปโวยวายทำไม แต่ไม่เคยคิดถึงผลเสียที่ตามมา หรือกระทั่งการที่ตัวเองโดนเอาเปรียบ ถูกละเมิดสิทธิ เพราะถือเป็นเจ้าของสาธารณสมบัติร่วมกับคนในชาติ” นายอุเทน ระบุ



