ข่าว

เบรก‘ยิ่งลักษณ์’บินนอกหวั่นกระทบคดี

เบรก‘ยิ่งลักษณ์’บินนอกหวั่นกระทบคดี

09 ก.พ. 2558

‘พล.อ.อุดมเดช’ แจงเบรก ‘ยิ่งลักษณ์’ เดินทางออกนอกประเทศหวั่นส่งผลกระทบต่อคดี แนะรอศาลชี้ขาด ยกคณะเยือนสิงคโปร์ 9-10 ก.พ.นี้ ย้ำสัมพันธ์กองทัพ 2 ประเทศ

 
           9 ก.พ.58 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนประเทศสิงคโปร์ ถึงกรณีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศตามคำขอ เนื่องจากยังติดคดีที่อัยการสูงสุดกำลังพิจารณาสั่งฟ้องคดีอาญาในเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นเลขา คสช. และรับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขอเรียนว่าการปฏิบัติต่างๆเราดำเนินการด้วยความระมัดระวังและทราบดีว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของสังคม และขั้นตอนขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามกฏหมาย จึงต้องมีความรอบคอบ เราได้มีการปรึกษาหารือกับส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องทางด้านกฎหมาย ก่อนจะนำเสนอข้อมูลให้หัวหน้าคสช.เป็นผู้ตัดสินใจตัดสินใจ
 
           “ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความเห็นตรงกันว่าควรจะชะลอการเดินทางไปต่างประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกไปก่อน ทั้งนี้คสช.เองอยากให้ความสะดวกกับทุก ๆ ท่านที่ให้ความร่วมมือ แต่ถ้าบางอย่างที่มีผลต่อคดีและเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ตลอดจนอาจจะส่งผลกระทบในด้านอื่น ๆ ได้ ก็อาจจะชะลอไว้ก่อนเพื่อรอให้ศาลตัดสินในเรื่องนี้“ พล.อ.อุดมเดช กล่าว
 
           ผู้สื่อข่าวถามว่า หากศาลยังไม่ตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า อัยการสูงสุดต้องดำเนินการตามขั้นตอน และเมื่อเข้าสู่ระบบของศาลแล้วเราก็ต้องฟังตามนั้น ถึงแม้คสช.และรัฐบาลมีอำนาจในเรื่องของการสั่งการต่าง ๆ ก็ตาม แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วการดำเนินการต่าง ๆ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาต่อไปได้
 
           ส่วนได้แจ้งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับทราบถึงเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ท่านคงทราบแล้ว อย่างไรก็ตามก็มีการเปิดเผยข้อมูลไปตามสื่อแล้วว่าขั้นตอนควรจะมีอะไรบ้าง ตลอดจนความจำเป็นที่ไม่สามารถให้เดินทางไปได้ คงต้องรอให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฏหมายต่อไป
 
           ผู้สื่อข่าวถามว่า ทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ แย้งว่า ศาลยังไม่รับฟ้องไม่สามารถห้ามไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศได้ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เราได้มีการหารือแล้ว เห็นตรงกันควรให้รอสักเล็กน้อย และให้ฟังทางศาลที่จะเป็นผู้ชี้ชัดลงไปว่าควรจะเป็นอย่างไร
 
 
‘อุดมเดช’ ยกคณะเยือนสิงคโปร์ 9-10 ก.พ.นี้ ย้ำสัมพันธ์กองทัพ 2 ประเทศ
 
 
           เมื่อเวลา 07.30 น. ที่อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมด้วยคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบกได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.พ.2558 โดยมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับนาย ชาน ชุน ซิง รมช.กลาโหมสิงคโปร์ และพล.ต.เพอรี่ ลิม เชง เหยา ผบ.ทบ.สิงคโปร์ เพื่อย้ำสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างสองกองทัพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมทั้งความร่วมมือทางทหารในด้านการข่าว การฝึกศึกษา ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพทั้งสองประเทศ นอกจากนี้พล.อ.อุดมเดช ยังได้เข้าร่วมพิธีปิดการฝึกระดับทวิภาคีในการฝึกผสมทางบกรหัสคชสีห์ ที่ค่ายลิมชูกัง โดยปีนี้กองทัพบกสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกและกองทัพบกไทยได้ส่งกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 5 เข้ารับการฝึกร่วมกับหน่วยกองพันทหารราบที่ 4 กองพลน้อยทหารราบที่ 2 กองพลทหารราบที่ 6 ระหว่างวันที่ 31 ม.ค. - 13 ก.พ. 2558
 
           พล.อ.อุดมเดช กล่าวก่อนออกเดินทางว่า การเดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์ครั้งนี้ไปตามคำเชิญของผู้ผบ.ทบ.สิงคโปร์ เนื่องจากเราได้มีการฝึกร่วมกันภายใต้รหัสคชสีห์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการฝึก ซึ่งปกติไทยและสิงคโปร์จะสลับกับเป็นเจ้าภาพ โดยปีนี้กองทัพบกสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ตนจึงถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนกองทัพบกสิงคโปร์ด้วย สำหรับการฝึกร่วมคชสีห์เป็นการฝึกในระดับกองพัน เนื่องจากการปฏิบัติระดับกองพันต้องมีความสมบูรณ์ในด้านกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นให้เกิดการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ตนยังได้พบรมช.กลาโหมสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือทางทหาร แม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นประเทศเล็กแต่เป็นประเทศที่สำคัญและมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยจะถ่ายทอดประโยชน์ต่าง ๆ ต่อกันได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีความก้าวหน้าและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับกองทัพ