ข่าว

หม้อแปลงสรรพาวุธเกียกกายระเบิดเจ็บ9

หม้อแปลงสรรพาวุธเกียกกายระเบิดเจ็บ9

09 ก.พ. 2558

หม้อแปลงสรรพาวุธเกียกกายระเบิดเจ็บ9 'อุดมเดช'สั่งกกล.รส.-ตร.เข้มรปภ.ทั่วประเทศ

               9ก.พ.2558 เกิดเหตุระเบิดภายในกรมสรรพาวุธทหารบกเกียกกาย ย่านสะพานแดง เขตบางซื่อ   เบื้องต้นทราบว่า  มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 ราย สาหัส 1 ราย ถูกนำตัวส่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกฎฯ เบื้องต้นมีรายงานว่า เกิดจากหม้อแปลงระเบิดที่อยู่ด้านหน้าของกรมสรรพาวุธทหารบก

               สำหรับเหตุระเบิดบริเวณคลังอาวุธ ภายในมณฑลทหารราบที่ 11 เกียกกาย เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2556 ครั้งนั้นจุดเกิดเหตุอยู่ที่ บริเวณคลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในมณฑลทหารบกที่ 11 เกียกกาย เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ทหารนำกระสุน เครื่องยิงไร้แสงสะท้อน เอ็ม 72 ออกมาทำความสะอาด เพื่อรอรับการตรวจ แต่ได้เกิดระเบิดขึ้นทำให้มีพลทหารบาดเจ็บสาหัส 2 นาย บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 6 ราย

 

 "บิ๊กป้อม"ระบุเป็นระเบิดชนิดRPG


           พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดที่ด้านหน้ากรมสรรพาวุธทหารบก ถนนบางซื่อ ว่า ตนได้รับทราบรายงานแล้ว ขณะที่ระเบิดเป็นชนิด RPG ซึ่งเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามตนได้กำชับกรมสรรพาวุธทหารบกแล้วในเรื่องของระเบียบอย่างชัดเจน เพราะอุบัติเหตุ


'อุดมเดช'สั่งกกล.รส.-ตร.เข้มรปภ.ทั่วประเทศ

               เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนประเทศสิงคโปร์ ถึงความคืบหน้าคดีการลอบวางระเบิดที่บีทีเอส สยามพารากอนว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ ตนได้รับนโยบายและสั่งการให้กำชับดูแลพื้นที่ โดยให้พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผู้บัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ประชุมร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดูแลความมั่นคง เพื่อวางแผนกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ตลอดจน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยและกำชับให้ติดตามคดี ขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าน่าจะรู้ตัวกลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุ ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการของตำรวจ โดยพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมายืนยันว่าคดีดังกล่าวมีความคืบหน้าทั้งทางด้านวัตถุพยาน ภาพจากวงจรปิด ซึ่งเราก็ติดตามและร่วมมือกันมาโดยตลอด

               พล.อ.อุดมเดช กล่าวอีกว่า สำหรับ การดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นั้น ตนได้สั่งการให้ดูแลและเข้มงวดทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ กทม. ทั้งนี้ที่ผ่านเรามีความระมัดระวังพอสมควร แต่ภาพการดูแลพื้นที่นั้นเราคำนึงถึงภาพพจน์ไม่อยากให้มีความตึงเครียด หลังจากที่มีเหตุการณ์ดังกล่าว คงมีความจำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น และคิดว่าประชาชนน่าจะพึงพอในการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเราจะมีการประสานกับตำรวจในทุกระดับ ทั้งในส่วนของผู้บังคับบัญชา ระดับผู้ปฏิบัติ โดยในส่วนของตำรวจนครบาลก็ได้แบ่งพื้นที่กันรับผิดชอบ ส่วนของทหารจะมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบประสานงานกันอย่างใกล้ชิด สำหรับในระดับสูงระหว่างกองทัพบก ที่รับผิดชอบในส่วนของ กกล.ร.ส. ก็ประสานข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ต่างจังหวัดก็เช่นเดียวกัน ขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกันดูแลและไม่อยากให้ตื่นตระหนก หากเห็นสิ่งผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลกันต่อไป

               ส่วนกรณีที่คสช.จะเชิญผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ที่ประจำในประเทศไทยมาชี้แจงสถานการณ์ของประเทศในประเด็นใดบ้าง พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เราสามารถช่วยรัฐบาลได้ ในส่วนของกระทรวงต่างประเทศ ก็ชี้แจงในระดับของกระทรวงต่างประเทศไป ในส่วนของทหารมีผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศไทยอยู่จำนวนมากที่มีความสัมพันธ์กับเรา ถือเป็นการสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยให้กับผู้ช่วยทูตทหาร เพื่อให้เขานำไปชี้แจงต่อผู้บังคับบัญชาในระดับสูงของเขาขึ้นไป ตลอดจนถึงระดับประเทศ ว่า มาตรการต่างๆของรัฐบาลและคสช. มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานและทำให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบเรียบเรียบร้อย เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มิตรประเทศและต่างประเทศควรจะมีความเข้าใจ เราพยายามจะสื่อไป ในส่วนของนายกรัฐมนตรีก็พยายามสื่อไปในระดับรัฐบาล ทั้งนี้มองว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ต่างชาติเข้าใจรัฐบาลและคสช.ได้มากขึ้นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาก็เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ถึงแม้จะมีเหตุการณ์เล็กน้อยก็เป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ ถือว่าไม่มากมายอะไร ยังสามารถควบคุมได้

               ต่อข้อถามที่ว่า จะมีการชี้แจงให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศได้เข้าใจแนวทางการเชิญตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองมาพูดคุยด้วยหรือไม่ เพราะทางสหรัฐอเมริกายังข้องใจเรื่องนี้อยู่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ในประเด็นนี้เป็นความจำเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาที่ไม่สงบเรียบร้อยจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2555 ที่มีการใช้อาวุธสงคราม มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ขยายเป็นวงกว้างจนไม่มีการควบคุม มีกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็น จนขยายไปสู่ความขัดแย้ง จนถึงขนาดนำอาวุธสงครามมาใช้ ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงขอถามว่า ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกจะมีใครมาร่วมชะตากรรม หรือรับผิดชอบในการหยุดนิ่ง และไม่สามารถบริหารประเทศของรัฐบาลได้ ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างเรามีความจำเป็นที่ต้องทำให้เกิดความสงบ ก็ขอความร่วมมือไป ในระดับนี้ก็ได้รับความร่วมมือดีพอสมควร แต่ยังมีบางท่านที่ยังไม่เข้าใจ ก็พยายามตักเตือนกันไปโดยไม่ใช้ความรุนแรงอะไร

               “การเชิญตัวกลุ่มบุคคลที่ยังเคลื่อนไหวอยู่มาพูดคุย ถือเป็นความจำเป็น หากท่านยังไม่เข้าใจ เราก็ยังต้องเชิญมาปรับความเข้าใจให้ตรงกัน และได้กำชับกันไปแล้ว ถือว่าไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอะไร เพราะเป็นเพียงการพูดคุยเท่านั้น เพราะถ้าเราประสพปัญหาคงไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากเราต้องหาวิธีควบคุมสถานการณ์ของเราเองให้ได้ โดยไม่ทำให้เกิดความรุนแรง ผมยังคิดว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เห็นมีใครที่ถูกเชิญมาพูดคุยถูกระทำด้วยความรุนแรง “พล.อ.อุดมเดช กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าของการเอาผิดผู้เผยแพร่แถลงการณ์ปลอม พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ขณะนี้เราสามารถควบคุมตัวผู้ดำเนินการได้แล้ว อยู่ในขั้นตอนการขยายผล ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นข่าวดีเพราะคนไทยทุกคนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการเอาผิดคนที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่อยากให้คนที่มีความคิดไม่เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ มาทำให้เกิดผลกระทบ และทำลายสถาบัน และจากการติดตามคดีนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนคนที่ทำผิดตามมาตรา 112 เช่น เครือข่ายบรรพต คงได้ยินกันตามสื่อมาแล้ว เรากำลังติดตามอยู่ได้ทราบถึงกลุ่มที่สนับสนุน และผู้ที่ให้ความร่วมมือเผยแพร่คลิปต่าง ๆ อย่างไรก็ตามกองทัพบกจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างดีที่สุด เพราะคนไทยรักและเทิดทูลสถาบัน เราต้องดูแลให้สถาบันของเราปลอดภัย เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ ที่ออกมาน่าจะขยายผลไปสู่คนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น