ข่าว

รุมค้านทางเลือกมอเตอร์เวย์กาญจน์ห่วงปิดทางน้ำ

รุมค้านทางเลือกมอเตอร์เวย์กาญจน์ห่วงปิดทางน้ำ

09 ก.พ. 2558

รุมค้านทางเลือกมอเตอร์เวย์เมืองกาญจน์ภาคปชช.ห่วงกระทบเวนคืน-ปิดทางน้ำ

               การรวมตัวกันของประชาชนกว่า 200 คน ณ ที่ว่าการอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยคือ นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว และนายธีรชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี อาจกล่าวได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะเป้าหมายของมวลชนกลุ่มนี้ก็คือ การแสดงท่าทีคัดค้านโครงการทางหลวงเส้นทางพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ เชื่อมระหว่างกาญจนบุรี กับชายแดนไทย-พม่า ด้านบ้านพุน้ำร้อน  อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


               สำหรับทางหลวงสายนี้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการทางหลวงพิเศษ เพื่อรองรับการจราจรในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือรองรับการเดินทางเชื่อมโยงเส้นทางจากเมืองทวายมาฝั่งพม่า มายังบ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยโครงข่ายถนนที่จะเกิดขึ้นในฝั่งไทย จะเป็นการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ ระยะทาง 80 กิโลเมตร เชื่อมไปยังชายแดนบ้านพุน้ำร้อน และเชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษหรือมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่ (นนทบุรี)-กาญจนบุรี 

               ทั้งนี้ ผลการศึกษามีแนวทางเลือกทั้งหมด 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.แนวด้านเหนือ ผ่านเขาชนไก่ (ไม่มีอุโมงค์ที่ช่วงปลายของเส้นทาง)รวมระยะทางประมาณ 83 กิโลเมตร 2.แนวทางด้านเหนือ ผ่านเขาชนไก่อีกเส้นหนึ่ง (มีอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตรที่ช่วงปลายของเส้นทาง) ระยะทาง 79 กิโลเมตร 3.แนวตอนล่าง ผ่านแก่งเสี้ยน (มีอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตรที่ช่วงปลายของเส้นทาง) ระยะทาง 76 กิโลเมตร 4.แนวด้านใต้ บริเวณ อ.ท่าม่วง (มีอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตร ที่ช่วงปลายของเส้นทาง) ระยะทาง 82 กิโลเมตร และ 5.แนวด้านใต้ บริเวณ อ.ท่าม่วง อีกเส้นหนึ่ง (มีอุโมงค์ยาว 4 กิโลเมตร ที่ช่วงปลายของเส้นทาง) ระยะทาง 78 กิโลเมตร

               โดยผลการพิจารณาของบริษัทที่ปรึกษาเห็นว่า แนวทางเลือกที่ 4 คือ แนวด้านใต้ เริ่มต้นที่กิโลเมตรที่ 85+000 ของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี บริเวณ ต.วังศาลา อ.ท่าม่วง (มีอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตรที่ช่วงปลายของเส้นทาง) จุดสิ้นสุดโครงการชายแดนไทยบริเวณกิโลเมตรที่ 82+100 รวมระยะทาง 82 กิโลเมตร มีความเหมาะสมที่สุด ขณะที่ท่าทีของฝ่ายคัดค้ายต้องการให้ยกเลิกทางเลือกที่ 4 และมาใช้ทางเลือกเส้นทางที่ 1 ซึ่งตามแผนงานแล้วจะคาบเกี่ยวพื้นที่ อ.บ่อพลอย อ.ศรีสวัสดิ์ อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี ซึ่งน้ำหนักที่ควรพิจารณาก็คือ ตามแนวถนนเส้นทางเลือกที่ 1 นั้น จะผ่านพื้นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ อันจะทำให้ต้นทุนทางด้านค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินลดลง เมื่อเทียบกับทางเลือกเส้นทางที่ 4 ด้านใต้ เขต อ.ท่าม่วง (มีอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตรที่ช่วงปลายของเส้นทาง) ระยะทาง 82 กิโลเมตร

               น่าสนใจว่า ก่อนหน้าการเคลื่อนไหวเมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ทั้งนายธีรชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี นายสรรเพชญ ศลิษฏ์อรรถกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี นายชุมพล เปาประดิษฐ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายพิพัฒน์ แก้วจิตรคงทอง ประธานคณะทำงานภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง นางลำไย โพธิ์ศรีทอง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.กาญจนบุรี นางจารุวรรณ นาคะพันธุ์ รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.กาญจนบุรี พร้อมคณะ ได้เข้าพบ นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแสดงท่าทีร่วมกันต่อการคัดค้านการดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกาญจนบุรี-ชายแดนไทย-พม่า (บ้านพุน้ำร้อน) ส่วนขยายทางเลือกที่ 4

               นายสรรเพชญ กล่าวว่า ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกาญจนบุรี-ชายแดนไทย-พม่า (บ้านพุน้ำร้อน) ด้วยการเลือกใช้แนวทางที่ 4 จะส่งผลกระทบมากมาย แนวเส้นนี้จะต้องผ่านที่ดินของประชาชน ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมากับประชาชน และที่สำคัญรัฐจะต้องใช้เงินงบประมาณมากกว่าแนวทางเลือกที่ 1 ในแง่การเวนคืนที่ดิน ประเด็นต่อมา แนวเส้นทางดังกล่าวจะขวางเส้นทางการเดินของน้ำ เสี่ยงที่จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมทั้งพื้นที่ทางการเกษตร อีกทั้งแนวเส้นทางที่ 4 เป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญ ดังนั้นหากมีโครงการนี้เท่ากับว่าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีที่ได้รับ

               ข้อมูลที่ภาคเอกชนนำเสนอต่อทางจังหวัดคือ หากเลือกใช้เส้นทางที่ 1 จะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเขตอำเภอตอนบนของ จ.กาญจนบุรี คือ อ.บ่อพลอย อ.ศรีสวัสดิ์ อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี กลับเข้ามามีบทบาท ที่สำคัญการเลือกแนวเส้นทางเลือกที่ 1 ตลอดเส้นทางผ่านพื้นที่ของที่ดินราชพัสดุเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินย่อมมีน้อยกว่าแนวเส้นทางเลือกที่ 4 อย่างแน่นอน และไม่จำเป็นต้องมีการสร้างอุโมงค์ อาจจะใช้วิธีเลี่ยงตัดถนนอ้อมจุดที่จะต้องสร้างอุโมงค์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง

               ด้านข้อมูลจากกรมทางหลวง ระบุว่า จากการออกแบบรายละเอียดโครงการทางหลวงพิเศษ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี โดยคณะที่ปรึกษาได้ดำเนินงานศึกษาโครงข่าย และรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมของโครงการเพื่อกำหนดทางเลือก หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกแนวเส้นทางโครงการ พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบทางด้านวิศวกรรม และการจราจรขนส่ง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน รวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และเห็นว่า แนวทางเลือกที่มีคะแนนรวมมากที่สุด คือ การเลือกใช้แนวเส้นทางที่ 4

               นายอิสสระพงษ์ แทนศิริ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจนบุรี กล่าวว่า เคยให้แนวทางกับคณะผู้ศึกษาว่า เส้นทาที่ 1 เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อตรงและตัดเข้าพื้นที่ทหาร มาจนถึงพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ชุมชนน้อย และเส้นทางนี้ตัดผ่านไปที่ อ.ศรีสวัสดิ์ อ.ทองผาภูมิ อ.ไทรโยค และ อ.สังขละบุรี เส้นทางนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนต่อการมีโครงข่ายคมนาคม  ขณะเดียวกันทราบว่า หลายฝ่ายต้องการให้เลือกสายที่ 1 เพราะเป็นเส้นทางที่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชน

               นายวิศิษฎ์ สดใส ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านหนองตะโป ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า หากสร้างมอเตอร์เวย์ด้วยแนวเส้นทางที่ 4 จะสร้างความเดือดร้อนมากมาย เพราะการจัดทำถนนผ่านชุมชน และพื้นที่ทำการเกษตร สร้างปัญหาทั้งด้านที่ดินทำกิน และการรื้อย้ายที่อยู่อาศัย "วิถีชีวิตของชาวบ้านจะเปลี่ยนไปเพราะเส้นทางที่ 4 สร้างบนพื้นดิน เมื่อผ่านชุมชนหากผ่านกลางชุมชนจะทำให้ชุมแบ่งแยก รวมทั้งที่ดินทำกันด้วย เมื่อที่ดินทำกิน และชุมชนแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง ชาวบ้านจะเดือดร้อน เพราะจุดกลับรถอยู่ไกลมาก อยากเรียกร้องให้บริษัทที่ปรึกษามาสำรวจอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาบริษัทที่สำรวจไม่ได้มาสอบถามความต้องการของประชาชน" นายวิศิษฎ์ กล่าว

               นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอท่าม่วง กล่าวว่า การที่ประชาชนแสดงออกซึ่งการคัดค้านการเลือกแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์ จึงได้แจ้งไปที่บริษัทที่ปรึกษา ขอให้ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้เกิดความชัดเจน เช่น ในช่วงที่เป็นหมู่บ้าน ชุมชน หรือทางแยกต่างๆ จะทำเป็นทางยกระดับได้หรือไม่ จัดทำทางคู่ขนานให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์

               สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกาญจนบุรี-ชายแดนไทย-พม่า (บ้านพุน้ำร้อน) จะเชื่อมต่อจากมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เกิดขึ้นสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน 2553 ที่เห็นชอบแนวทางที่จะสนับสนุนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า ที่มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในฝั่งพม่าจากเมืองทวายมายังบ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 160 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยจึงเห็นควรให้จัดทำเส้นทางมอเตอร์เวย์ ที่เชื่อมกับสายบางใหญ่(นนทบุรี)-กาญจนบุรี ที่บริเวณบ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งห่างจากชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี รวม 80 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนในโครงการนี้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท