ข่าว

มองต่างมุม'ข้ออ้าง-หวังดี'โค่นไม้ทางหลวงเพื่อความปลอดภัย

มองต่างมุม'ข้ออ้าง-หวังดี'โค่นไม้ทางหลวงเพื่อความปลอดภัย

09 ก.พ. 2558

มองต่างมุมข้'ออ้าง-หวังดี'โค่นไม้ทางหลวงเพื่อความปลอดภัย : สุพิชฌาย์ รัตนะ, ภูชิสส์ พิรุณละออง, อโนทัย งานดีรายงาน

               ภาพความสวยงามของต้นหางนกยูงชูช่อดอกบานสะพรั่งคล้ายอุโมงค์ดอกไม้ที่ปกคลุมเส้นทางถนนสาย 401 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มุ่งหน้า จ.สุราษฎร์ธานี ตลอด 1 กิโลเมตร ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 7-8 ถูกแชร์คู่กับภาพตอไม้ที่เพิ่งถูกตัดจนโล่งเตียนในตำแหน่งเดียวกัน เป็นภาพที่ถูกแชร์และวิพากาวิจารณ์อย่างหนักผ่านโซเชียลมีเดียในพื้นที่ จ.พังงา

               ด้วยเพราะอุโมงค์ดอกไม้จุดนี้เองที่สร้างเอกลักษณ์ให้แก่ถนนสายนี้มานานกว่า 30 ปี บ่อยครั้งที่ริมขอบถนนสายนี้ถูกเนรมิตให้เป็นสตูดิโอคู่รักในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งจนขึ้นชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของ อ.ตะกั่วป่า จึงไม่แปลกที่กระแสในโซเชียลมีเดียมีการจุดชนวนสร้างแนวร่วมต่อต้านการโค่นต้นไม้อย่างท่วมท้น

               เมื่อ "สุรชัย ชินโสภณพันธ์" อดีตประธานหอการค้าจังหวัดพังงา และชาวบ้านอำเภอตะกั่วป่า ตัดสินใจผนึกความร่วมมือเข้าแจ้งความที่ สภ.ตลาดใหญ่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อเอาผิด "หมวดการทางคุระบุรี" ที่ตกเป็นจำเลย ในฐานะผู้ลงมือตัดต้นไม้ โชคดีที่เรื่องนี้รู้ถึงหู "มานิต เพียรทอง" นายอำเภอตะกั่วป่า ที่สั่งการให้หยุดตัดและทำลายต้นไม้ทันที พร้อมให้ผู้รับผิดชอบทำหนังสือชี้แจงไปยัง นายประยูร รัตนเสนีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
               
               แม้ในมุมของ "เรวัตร เสือเดช" หัวหน้าหมวดการทางคุระบุรี ผู้รับผิดชอบถนนสายดังกล่าว ออกมาชี้แจงเบื้องต้นว่า เป็นความเข้าใจผิดในการออกคำสั่งให้ตัดแต่งกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาในถนน และอนุญาตให้ตัดต้นที่มีสภาพใกล้ตายและเอนไปถนนออกได้ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากได้รับแจ้งจาก สภ.ตลาดใหญ่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ว่า ทัศนวิสัยในการขับรถไม่ดี ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งก็ตาม สุดท้ายก็ต้องยอมหาต้นไม้ขนาดใกล้เคียงกันมาปลูกทดแทนต้นที่ถูกตัดโค่น

               ความห่วงใยในความปลอดภัยของผู้ขับขี่บนท้องถนนกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เป็นทั้ง "เหตุผล" และ "ข้ออ้าง" ที่ไม่ต่างกันนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ จ.สงขลา

               "เจ้าหน้าที่จะเดินเคาะต้นไม้ หากพบมีโพรง ยืนต้นตาย และกิ่งก้านยื่นออกถนนจะตัดหรือตัดแต่งทันที เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะต้นมะฮอกกานี ที่มีปัญหาลูกไม้หล่นใส่รถที่วิ่งสัญจร ทำให้เกิดความเสียหาย กลายเป็นข้ออ้างและช่องว่างที่อาจทำให้ผู้ขับขี่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ดังนั้นจึงต้องโค่นทิ้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา" คำยืนยันของ "อำนาจ ป้านสุวรรณ" ผู้อำนวยการสำนักบำรุงทางสงขลาที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบถนนทางหลวงสาย 43 หาดใหญ่-ปัตตานี ออกมาแจงความชอบธรรมในการตัดต้นไม้ในพื้นที่รับผิดชอบ ที่ดูเหมือนว่าจะสวนทางกันสิ้นเชิงกับความเห็นของคนในพื้นที่

               "ตัดแต่งต้นไม้ยังไงถึงเหลือแต่ตอ ที่สำคัญเป็นไม้ที่มีมูลค่าทั้งสิ้น ทั้งมะฮอกกานี สะเดา และกระถินเทพา แต่ต้นตีนเป็ดทำไมไม่ตัด" ข้อสงสัยที่เป็นประเด็นทำให้ "สมโภช โชติชูช่วง" นายอำเภอเทพา ตัดสินใจหอบหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดผู้ตัดต้นไม้ในพื้นที่ดังกล่าวหวังให้เป็นคดีตัวอย่างอีกราย

               "สมโภช" บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากชาวบ้านร้องเรียนให้ตรวจสอบว่า อยู่ดีๆ ทำไมจึงต้องโค่นตัดไม้ทิ้ง จึงเริ่มไล่เรียงและขยายผลจนพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายมิชอบด้วยกฎหมายในหลายพื้นที่คิดเป็นมูลค่านับสิบล้านบาท

               นายอำเภอเทพา อธิบายว่า การตรวจสอบเริ่มตั้งแต่เชิญผู้นำชุมชน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาให้ข้อมูลพบว่า เฉพาะในพื้นที่ ต.ปากบาง อ.เทพา มีการตัดต้นไม้ไปแล้วนับพันต้น โดยผู้นำชุมชนส่วนใหญ่ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้อพิรุธดังกล่าวตรงกับข้อมูลจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมถนนทางหลวง 43 ใกล้กับจุดที่ตัดต้นไม้บอกว่าเห็นรถยนต์สภาพเก่าของชาวบ้านมาตัดต้นไม้ออกไป

               หมัดเด็ดที่ถูกงัดมาใช้หวังจะให้จนมุม "คนที่ตัดไม่ใช่เจ้าหน้าที่แต่เป็นชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่มีใครกล้าถาม เพราะรู้ว่าจะตัดต้นไม้ริมทางหลวงได้ก็ต้องได้รับคำสั่งมาอีกที ชาวบ้านธรรมดาไม่มีใครกล้าทำแน่" ภาพสะท้อนข้อเท็จจริง

               ทว่า เหตุผลอีกมุมที่ถูกนำมาอธิบายคือ "ขั้นตอนการให้ชาวบ้านตัดต้นไม้แลกค่าจ้างอาจไม่ถูกนัก แต่เพื่อลดรายจ่ายและลัดขั้นตอนให้ทำงานได้เร็วขึ้น และอาจทำให้มีการตัดไม้ข้างเคียงไปบ้าง เพื่อให้พอกับค่าแรงตัด" การยอมรับกรายๆ จากผู้รับผิดชอบที่พร้อมปรับแก้ไขในจุดที่ต้องระวัง

               เมื่อเสียงจากคนในพื้นที่สวนทางนโยบายภาพรวม...มุมมองความคิดเห็นจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วยอีกทางหนึ่ง..