ข่าว

ตกผลึกแนวคิดสู่โรดแม็พปฏิรูปชาติ

ตกผลึกแนวคิดสู่โรดแม็พปฏิรูปชาติ

07 ก.พ. 2558

‘พลเมืองปฏิรูป’สรุปประเด็น10เวทีใหญ่ ตกผลึกแนวคิดสู่โรดแม็พปฏิรูปชาติ : ธนัชพงศ์ คงสายรายงาน

              ภายหลังเครือเนชั่น โดยหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" และสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวี ช่อง "NOW 26" จัดเวที "พลเมืองปฏิรูป" มา 10 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ นครสวรรค์ นครราชสีมา นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น น่าน นครนายก สมุทรสาคร กรุงเทพฯ และสงขลา และถึงคราวที่จะจัดครั้งสุดท้าย ครั้งที่ 11 ที่โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ซอยสุขุมวิท 27 เพื่อสรุปความคิดเห็นจากคนไทยทั่วประเทศ ในการร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ประเทศไทยในมิติต่างๆ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา 

ตกผลึกแนวคิดสู่โรดแม็พปฏิรูปชาติ

              ในห้องประชุมถูกจัดสถานที่นั่งเป็นรูปแบบวงอภิปรายในสภา โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน จับจองที่นั่งอย่างคึกคักก่อนการเสวนาจะเริ่มขึ้น บรรยากาศบริเวณหน้าห้องการจัดงานมีการจัดบอร์ดความคิดเห็นของประชาชน และภาครัฐในจากเวทีต่างๆ มีผู้เข้าร่วมงานเเวะเวียนมาอ่านความคิดเห็นของภาคประชาชน เมื่อถึงเวลาการเปิดเวทีพลเมืองปฏิรูปมีการฉายเทปบันทึกภาพเสียงสะท้อน จากภาคประชาชน 10 จังหวัด

              "สุทธิชัย หยุ่น" ประธานเครือเนชั่น กล่าวว่า "การพบปะของพลเมืองปฏิรูป ครั้งที่ 11 เพื่อมาตลกผลึกข้อเสนอจากความคิดเห็นของพลเมืองที่แท้จริง ใน 8 เดือนเต็มที่ผ่านมา เวทีนี้ได้ตระเวนไปทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ซึ่งเวทีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเรามีแผนมาอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2557 และก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ในประเทศ เครือเนชั่นก็พยายามจัดเวทีพลเมืองเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนจริงๆ แต่เราทำหน้าที่สื่อในนามพลเมือง ซึ่งการทำหน้าที่สื่อไม่ได้หมายถึง 5 w 1 h อย่างเดียว แต่เราเชื่อว่า ตัว How คือทำอย่างไรให้แก้ปัญหาได้ เพื่อให้สื่อสารมวลชนได้ช่วยระดมความคิดเพื่อปฏิรูปสังคมด้วย จึงเป็นที่มาของเวทีทั้งหมด 10 ครั้ง"

              "วันนี้ทุกคนจะช่วยหาข้อสรุปให้ได้จากการระดมความคิดเห็น แต่การปฏิรูปยังไม่ใช่กระบวนการเริ่มต้น เพราะเมื่อส่งข้อเสนอต่อไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว หรือมีมาตรการอะไรประกาศออกมา การปฏิรูปก็ยังไม่ยุติ เพราะการปฏิรูปจะต้องเกิดขึ้นแต่ละยุคและสมัย ดังนั้นประเทศไทยก็มีความหวังถ้าพลเมืองมารวมตัวกัน"

              "เทพชัย หย่อง" บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น กล่าวว่า "มีคนเคยเรียกเวทีพลเมืองปฏิรูปแบบนี้ว่า เป็นแม่น้ำสายที่ 6 แต่เวทีนี้ก็เป็นเวทีที่แม่น้ำไหลแรง เพราะมาจากประชาชน ไม่มีกรอบจากใคร ทุกเวทีที่ผ่านมาภาคประชาชนก็โดดเด่นมาก เพราะทุกคนมีความหวัง และคิดว่า บรรยากาศการปฏิรูปครั้งนี้จะเห็นความมุ่งมั่น และความเเข็งขันกว่าปกติ ซึ่งครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะมีการปฏิรูปจากชุมชน ภาคประชาชน หรือนักเรียน ซึ่งทุกคนก็เป็นเจ้าของประเทศ"

              จากนั้นเข้าสู่การสรุปจากหัวข้อเเรก "ชาวนายั่งยืน ประเทศยั่งยืน" โดย "ปราโมทย์ วานิชชานนท์" ที่ปรึกษากรมการข้าว สรุปความเห็นว่า ตั้งแต่ข้อเสนอเรื่องกรรมการข้าวจาก จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2557 วันนี้ยังไม่ถึงกรุงเทพฯ ทั้งที่กรุงเทพฯ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เป็นแหล่งรวบรวมราชการ กลายเป็นว่า ระบบอำนาจรัฐ และราชการ เป็นคนกำหนดอนาคตข้าวชาวนาของประเทศ แต่วันนี้ภาคเอกชนและประชาชนเห็นว่า อุตสาหกรรมข้าวถูกผลักดันจากชาวนาไปยังโรงสีได้ ดังนั้นไม่ใช่ว่าประชาชนอยากจะมีอำนาจ แต่อยากให้ประชาชนมากำหนดอนาคตได้ วันนี้เป็นวิกฤติตั้งแต่ปี 2549-2558 เราได้ใช้ภาษีประชาชนไปแล้ว 8.4 แสนล้าน แต่ประเทศก็ยังกลับมาที่เดิม

              "เกริกไกร จีระแพทย์" ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ เห็นว่า การปฏิรูปจะไม่มีวันสิ้นสุดต้องดำเนินการไปเรื่อยๆ เรื่องข้าวก็ต้องให้ประชาชนพูดความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งกรรมการเรื่องข้าวที่จะตั้งขึ้นมาต้องมีทุกภาคส่วน ต้องดำเนินการ 1.เรื่องแก้ปัญหาชาวนาที่ยากจน 2.แก้ปัญหาโครงสร้างข้าวของประเทศ จึงต้องให้มีทิศทาง 2 อย่างให้ยั่งยืน แล้วนำวิทยาการเข้าไปช่วย ซึ่งพลเมืองต้องคิดว่า การปฏิรูปไม่ได้เกิดที่ คสช. สปช. แต่ต้องเกิดขึ้นที่ตัวเราทุกคน ถ้าทำได้ทันทีพรุ่งนี้ประเทศชาติก็จะดีขึ้น

              ขณะที่หัวข้อ "ขจัดความเหลื่อมล้ำ ลดวิกฤติสังคมไทย" โดย "เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์" จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงประเด็นนี้ ว่า เกิดความเหลื่อมล้ำจากการกระจุกตัวจากคนบางกลุ่ม แต่คนจำนวนมากขาดทรัพยากร เช่น เรื่องที่ดิน ถ้าได้เฉลี่ยการถือครองให้คนทั้งประเทศก็จะมีที่ดิน 22 ไร่ต่อครอบครัว แต่ตอนนี้ที่ดินกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ที่ต้องเช่า ดังนั้นถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ก็มีผลต่อสังคมทั้งระบบ ปัญหาทั้งหมดเกิดจากปัญหารากเหง้าต่อความไม่เท่าเทียมกัน โอกาสของการปฏิรูปต้องมีความชัดเจนเรื่องวิสัยทัศน์และทิศทาง ต้องให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย ถ้าใครไม่มีก็ต้องปรับแก้กลไกที่ไม่ให้ติดล็อก และปรับแก้เรื่องนโยบายกฎหมายบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อการกระจายการปกครองที่ดิน

              "พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะวัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา มองถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ว่า เป็นปัญหาที่นำไปสู่ความแตกแยกร้าวฉาน จึงต้องแก้ในเชิงโครงสร้างให้เอื้อต่อประชาชนให้มากขึ้น เช่น เรื่องการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณ 1 ใน 5 ของงบประมาณประเทศ แต่การศึกษาไทยยังไม่ดีขึ้น อยากให้เกิดสภาพลเมือง ติดอาวุธให้ประชาชน ให้เป็นสภาที่เสนอนโยบายสู่ระดับสูง ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ซึ่งขณะนี้ สปช.กำลังทำเรื่องเสนอกฎหมายอยู่เช่นกัน

              "อมรวิชช์ นาครทรรพ" คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เห็นว่า ในเรื่องการศึกษายังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ที่การปฏิรูปครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ ถ้ามีการสร้างกลไกระดับจังหวัดให้สังคมมีส่วนร่วมประชาชนจะดูแลกันเองได้ โดยต้องเริ่มที่กระจายอำนาจให้เกิดความหลากหลายของการเรียนรู้ ตั้งโจทย์ใหม่ให้การศึกษามีชีวิตและมีงานทำ เพราะขณะนี้เชื่อว่า ระบบการศึกษากำลังทำลายรากหญ้า เพราะส่งเด็กเก่งๆ ไปที่อื่นกันหมด ถ้าเป็นแบบนี้จะสร้างความเข้มเเข็งภาคพลเมืองได้อย่างไร

              มาถึง "ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์" ประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวถึงหัวข้อ "คอร์รัปชั่น" ว่า เรื่องนี้เป็นวาระที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง เห็นด้วยกับสิ่งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษพูด และก็ไม่ได้ไหว้คนบางคนมานานแล้ว แต่การปฏิรูประบบราชการแผ่นดินในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นจะเกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลของราชการ ที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเท่าที่ควร ทำให้ยังมีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่ ยังมีการคอร์รัปชั่นจากระบบงบประมาณตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น ซึ่งประชาชนก็ได้แต่นั่งมอง ดังนั้นการจัดทำงบประมาณต้องทำแบบคู่ขนานแบบเชิงภารกิจ ถ้าเป็นเรื่องพื้นที่ก็ต้องทำจากท้องถิ่น เพื่อได้มาซึ่งงบประมาณ พร้อมกับต้องสร้างระบบให้คนดีได้เติบโตในระบบราชการให้ได้

              จากนั้นก็มีเยาวชนขอแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย โดย "ด.ช.วริท ตู้จินดา" นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดรุณสิกขาลัย สะท้อนความคิดของเด็กต่อปัญหานี้ ว่า เรื่องคอร์รัปชั่น สำหรับเด็กก็คิดคล้ายกับที่ผู้ใหญ่คิด แต่มีบางแง่คิดที่ผู้ใหญ่ยังมองไม่เห็น เช่น การใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง โยนความผิดให้ผู้อื่น การขโมยเครดิตผู้อื่น คดโกง หลงผิด ขาดความพอดี ก็เป็นปัญหาคอร์รัปชั่นเช่นกัน โดยวิธีการแก้ไขก็ต้องเชื่อมโยงในปัญหาอื่นๆ โดยการสร้างความรู้สึกภูมิใจต่อประเทศ ส่วนเรื่องคดีคอร์รัปชั่นที่ไม่มีอายุความนั้น คิดว่าคนที่ทำผิดต่อสาธารณะ ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในคุก แต่ก็เหมือนอยู่ในคุกของสาธารณะที่ถูกครอบอยู่แล้ว

              "เสรี สุวรรณภานนท์" ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ระบุว่า เรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการทางกฎหมายให้เข้มข้น ถ้าเป็นความผิดจากการคอร์รัปชั่นแล้ว จะต้องไม่รอลงอาญา หรือคดีไม่หมดอายุความ โดยผู้ทำความผิดจะพ้นจากโทษก็ต่อเมื่อเสียชีวิตไปเท่านั้น แต่อาจจะมีความผิดไปยังญาติต้องรับผิดชอบต่อไป ซึ่งมาตรการแบบนี้ได้รับการตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี

              ด้าน "พงศ์โพยม วาศภูติ" ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปท้องถิ่น พูดถึงหัวข้อ "การบริการจัดการท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน" ว่า การกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศ ซึ่งในการบริหารราชการนั้น มีรูปแบบกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล แต่อำนาจยังอยู่ที่ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เป็นหลัก แต่ท้องถิ่นได้อำนาจน้อย ทำให้เข้าถึงอำนาจในมิติต่างๆ ได้ยาก ซึ่งประเทศไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน แต่ชะตาชีวิตคนส่วนใหญ่เหล่านี้กลับขึ้นกับคนส่วนน้อย มองว่า ทำไมเราจึงไม่ใช้อำนาจ หรือให้พลังประชาชนอีก 65 ล้านคน มาช่วยแก้ปัญหา และสนองความต้องการของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ปัญหาก็แตกต่างแต่ละพื้นที่ แต่รัฐบาลไม่สามารถสนองปัญหาได้ จึงต้องมอบอำนาจ ภารกิจ หรืองบประมาณให้พื้นที่ดูแลปัญหาด้วยตัวเอง เพราะใครจะรู้ปัญหาได้ดีกว่าคนในพื้นที่

              "ดังนั้นต่อไปนี้ราชการที่ดูแลต้องเปลี่ยนจากพ่อแม่มาเป็นพี่ชาย เพื่อช่วยสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับประชาชน ถ้าพ่อแม่แย่งลูกทำการบ้านลูกจะไม่มีวันเก่งขึ้นมาได้ ถ้าปรารถนาดีต้องเปลี่ยนวิธีการ เพราะที่ผ่านมาการเมืองหรือราชการชอบให้ประชาชนอ่อนแอ เพราะจะเอาโครงการประชานิยมแลกเป็นคะแนนเสียงได้ง่าย ผมว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้ว" อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุ

              ต่อมาถึงหัวข้อ "บูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน" โดย "ปราโมทย์ ไม้กลัด" ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า  ต้องให้ท้องถิ่นหรือชุมชนเข้ามามีบทบาททำทุกเรื่องทุกราว ที่ผ่านมาไม่ว่าบริบทไหนก็ทำจากส่วนกลาง ชุมชนไม่ได้รับรู้รับทราบ ตอนนี้เรากำลังศึกษาปฏิรูปกลไกการรักษาธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อมโดยมาจากกลไกทุกภาคส่วน ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะมีแบบนี้ แต่เวลานี้จะทำอย่างไรให้กลไกนี้ถูกสร้างมาในแง่ของกฎหมาย หรือในรูปแบบ พ.ร.บ. ทั้งเรื่องทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรที่ดิน หรือป่าไม้ แต่ขณะนี้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนยังไม่เกิดอย่างเป็นรูปธรรม

              "เสรี สุวรรณภานนท์" กล่าวถึงประเด็นต่อกระบวนการยุติธรรม ว่า ระบบปัญหาที่เกิดมาจากทุกฝ่าย เมื่อออกกฎหมายก็ต้องดูทุกมิติให้ครบทุกด้าน ทั้งการปฏิรูปศาล อัยการ องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ต้องปรับปรุงอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินอย่างไรให้คนเกรงกลัวกฎหมาย โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจก็มีการร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จึงต้องผ่านกฎหมายให้เป็นกติกาของสังคม

              โดย "สุทธิชัย" ทิ้งท้ายการจัดเสวนาพลเมืองครั้งสุดท้าย ว่า จากนี้ในช่วงถึงการเลือกตั้งจะตั้งเวทีเพื่อสอบถามนักการเมืองใน 10 ข้อเหล่านี้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป เมื่อพวกเราได้ทำการบ้านมาให้แล้ว นักการเมืองก็ไม่ต้องไปคิดเรื่องใหม่ ขอให้ตอบคำถามที่ประชาชนได้ตั้งขึ้นมาก็จะได้คะแนนเสียง แต่ถ้านักการเมืองไม่มีเจตนาแบบนี้ก็ต้องถูกสังคมกดดัน ถ้าตอบไม่ได้ก็ต้องตรวจสอบนักการเมืองต่อไป