
ทหารมะกันทำบาลิโลนเสียหายหนัก
ปารีส-ยูเนสโกฉะมะกัน ทำนครบาบิโลนเสียหายหนักในช่วงยึดครองอิรัก
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ออกรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) มีใจความว่านครบาบิโลน เมืองโบราณในอิรักที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมากได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการยึดครองของทหารสหรัฐซึ่งไปตั้งฐานทัพอยู่ที่นั่น และมีความจำเป็นที่ต้องบูรณะอย่างเร่งด่วน
นครบาบิโลนเป็นเมืองในยุคเมโสโปเตเมียที่เป็นอู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ยูเนสโกกล่าวว่าเมืองนี้ได้รับความเสียหายทั้งจากการถูกขุด ตัด ขูดขีด และถูกงัดเมื่อกองทัพสหรัฐมาตั้งฐานทัพที่นี่ระหว่างเดือนเมษายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2547 โดยประตูอิชตาร์ก็ได้รับความเสียหายด้วย
ยูเนสโกยังได้หยิบยกคำกล่าวในรายงานของพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในปี 2548 มากล่าวเอาไว้ด้วยว่าการกระทำของสหรัฐนั้นเปรียบได้กับการไปตั้งค่ายทหารอยู่รอบๆ มหาพีระมิดในอียิปต์ หรือรอบๆ กองหินสโตนเฮนจ์ในอังกฤษเลยทีเดียว
มีกษัตริย์อยู่ 2 พระองค์ที่ยกนครบาบิโลนเป็นเมืองหลวง ได้แก่ พระเจ้าฮัมมูราบี (ปี ค.ศ.1792-1750 ก่อนคริสตกาล) และพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ (ปี ค.ศ.604-562 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งทรงสร้างสวนลอยบาบิโลน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางใต้ราว 90 กิโลเมตร
ยูเนสโกระบุว่า เมืองโบราณคดีแห่งนี้ถูกปล้นสะดมในช่วงสงครามบุกอิรักเมื่อปี 2546 ทำให้สิ่งของในพิพิธภัณฑ์ของพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ และพระเจ้าฮัมมูราบี ตลอดจนหอสมุดและคลังเอกสารของบาบิโลนถูกขโมยหรือไม่ก็ถูกทำลายไป
รายงานของยูเนสโกระบุว่า สถานที่ที่จำเป็นต้องได้รับการบูรณะอย่างเร่งด่วน ได้แก่ วิหารนินมักห์ วิหารเนบูชาฮาร์เร วิหารอิชตาร์ บ้านสมัยบาบิโลน และพระราชวังทางใต้ของพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทั้งยังแนะว่าอิรักควรจะเปิดนครบาบิโลนให้เข้าชมบางส่วน โดยพื้นที่ส่วนในของนครนั้นกินพื้นที่ 2.99 ตารางกิโลเมตร ส่วนกำแพงรอบนอกนั้นล้อมรอบเมืองทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรตีส กินพื้นที่ 9.56 ตารางกิโลเมตร
ปัจจุบัน บาบิโลนกลับมาอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรอิรักแล้ว และได้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างข้าราชการในเมืองแห่งนี้ที่ต้องการให้บาบิโลนเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงต้องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวขึ้น ขณะที่นักโบราณคดีนั้นให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากกว่า



