
'เด็กที่โลกลืม' ของทหารสัมพันธมิตร
08 ก.พ. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'เด็กที่โลกลืม' ของทหารสัมพันธมิตร : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
�
� � � � � � � � � � � � � � �เพิ่งจะกว่าสิบยี่สิบปีมานี้เอง ที่โลกเริ่มให้ความสนใจกับปัญหาการใช้ "การข่มขืน" เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำสงคราม โดยเฉพาะในประเทศที่เกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งคู่ปรปักษ์มักจะใช้ "การข่มขืน" ผู้หญิงของศัตรู เป็นเครื่องมือในการหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของศัตรู นอกเหนือจากเพื่อสร้างความหวาดกลัว ที่น่าเศร้าก็คือความสนใจของประชาคมโลกจะหยุดการรับรู้เพียงแค่นี้ โดยไม่สนใจที่จะสืบสาวลึกลงไปถึงผลพวงที่เกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะหากเหยื่อเหล่านั้นเกิดตั้งท้องและมีลูกของ "ศัตรู" มาเป็นเครื่องเตือนใจ ตลอดจนชะตากรรมของเด็กเหล่านั้นที่กลายเป็นเครื่องหมายของตราบาปของความอัปยศต่างๆ ซึ่งจำต้องทนต้องอยู่กับ "ความเกลียดชัง "จากคนในครอบครัวและสังคม �ดังกรณีของเด็กติมอร์ตะวันออกที่แม่ถูกทหารอินโดนีเซียข่มขืนระหว่างยึดครองเกาะนี้ หรือเด็กในแอฟริกาหลายประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างชนเผ่า
�
� � � � � � � � � � � � � � �แต่โลกกลับไม่พูดถึงชะตากรรมของเด็กที่เกิดมาจากการข่มขืน เสมือนหนึ่งว่าเด็กเหล่านี้ไม่มีตัวตน หรือปิดตาไม่ยอมรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจของเด็กเหล่านี้ ที่เลวร้ายยิ่งกว่าบรรดา "ทาสกาม" ของทหารลูกพระอาทิตย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หญิงสาวจากจีน เกาหลีและประเทศที่ถูกยึดครองถูกบังคับให้ต้องขายบริการทางเพศให้ทหารลูกหลานซามูไร หรือถูกฉุดไปข่มขืนอย่างทารุณ ซึ่งท้ายที่สุด ชะตากรรมอันเลวร้ายของพวกเธอก็ยังถูกตีแผ่และมีหนังสือหลายเล่มได้ขุดคุ้ยความจริงที่ถูกโลก "ทำเป็นลืม" มานานกว่าครึ่งศตวรรษ กว่าความอยุติธรรมและความโหดร้ายนี้จะได้รับการเปิดโปง จนถึงขณะนี้ก็ยังมีพยานที่ยังมีชีวิตอยู่อีกหลายสิบคนที่พร้อมจะตีแผ่เรื่องที่เกิดขึ้น�
�
� � � � � � � � � � � � � � �ไม่ต้องพูดไกลไปถึงความจริงที่ผู้นำโลกตะวันตกโดยเฉพาะสื่อโลกแกล้งทำเป็นลืม หรือสมคบกันปกปิดไม่ยอมพูดถึงความโหดร้ายทารุณของทหารผิวขาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้หญิงเยี่ยงสัตว์ป่าแทบไม่ผิดเพี้ยนกับกองกำลังติดอาวุธในทวีปแอฟริกาหรือในเอเชีย ตรงกันข้าม กลับมีแต่หนังสือกองสูงเป็นภูเขาเลากาว่าด้วยการสำนึกในบุญคุณที่ทหารผิวขาวในกองกำลังสัมพันธมิตร 4 ประเทศไปช่วยปลดปล่อยประชาชนในประเทศนั้นๆ ให้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากทหารนาซี หรือยกย่องทหารสัมพันธมิตรเหมือนกับเป็นนักบุญ
�
� � � � � � � � � � � � � � �ในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปีของการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมปีที่แล้วเรื่อยมาจนถึง 6 กรกฎาคมในปีนี้ ผู้นำโลกได้ทยอยจัดงานใหญ่โต เริ่มตั้งแต่วันรำลึกครบรอบ 70 ปี วันดีเดย์หรือวันยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการจัดงานรำลึก 70 ปี การปลดปล่อยค่ายกักกันยิว เอาชวิตซ์ ในโปแลนด์ ซึ่งสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 27 มกราคม เป็นวันรำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล หรือโฮโลคอสต์ เพื่อรำลึกถึงเหยื่อเคราะห์ร้ายชาวยิวกว่า 6 ล้านคนที่ถูกทหารนาซีสังหาร ขณะที่รัสเซียก็เตรียมจัดงานรำลึกวันที่ทหารกองทัพแดงมีชัยเหนือกองทัพนาซีเยอรมนีในเดือนพฤษภาคม โดยเตรียมการเชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งแดนมังกรและคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือมาร่วมงานด้วย ส่วนแดนมังกรก็เตรียมออกจำหน่ายเหรียญที่ระลึกถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในโอกาส 70 ปีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ฯลฯ�
�
� � � � � � � � � � � � � � �แต่งานรำลึกงานไหนก็ไม่น่าสนใจเท่ากับการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่เล่มหนึ่งที่ตีแผ่ประเด็นต้องห้ามที่ไม่มีใครอยากพูดถึงมานาน 70 ปีเพราะเหมือน "สาวไส้ให้กากิน" ไม่มีผิด โดยเฉพาะไส้ที่ถูกสาวนั้นเป็นไส้ของบรรดาทหารสัมพันธมิตร 4 ประเทศทั้งทหารกองทัพแดงรัสเซีย ทหารอเมริกัน ฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่ร่วมกันกรีธาทัพบุกยึดเยอรมนีและแยกเป็นเขตปกครอง 4 เขตใต้การบริหารของกองทัพสัมพันธมิตร 4 ประเทศ ระหว่างนั้นทหารสัมพันธมิตรได้ฉลองชัยชนะด้วยการก่ออาชญากรรมต่อผู้หญิงเยอรมนีไม่ใช่น้อย กระทั่งเกิดทารกที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นอย่างน้อย 4 แสนคน
�
� � � � � � � � � � � � � � �ในหนังสือเรื่อง "เด็กในเขตยึดครองในเยอรมนีหลังปี ค.ศ.1945" ซึ่งมาจากผลการศึกษาวิจัยร่วมกันระหว่าง ศ.เรนเนอร์ กรีส์ แห่งสถาบันประวัติศาสตร์วัฒนธรรมยุโรป มหาวิทยาลัยเจนา และ ศ.ซิลเก ซัตจูคอฟ แห่งมหาวิทยาลัยแมกเดเบิร์ก โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิฟริตซ์ ธีสเซนแห่งเมืองโคโลญจน์ ว่าด้วยอนาคตของเด็กเยอรมนีที่เกิดในช่วงยึดครองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยศึกษาทั้งประวัติศาสตร์ จิตวิทยาและการเมือง จากการเก็บรวบรวมประวัติของทารกที่มีพ่อเป็นทหารสัมพันธมิตรของ 4 มหาอำนาจ ประกอบด้วย โซเวียต สหรัฐ อังกฤษและฝรั่งเศส ที่ร่วมกันยึดครองเยอรมนี�
�
� � � � � � � � � � � � � � �ผลการศึกษาพบว่า ช่วงที่ทหารสัมพันธมิตร 4 ประเทศ ตบเท้ายึดเยอรมนี ได้ก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายด้วยการข่มขืนผู้หญิงเยอรมนีในทุกเขตที่ยึดครอง จากหลักฐานที่พบระบุว่ามีการกล่าวหาทหารกองทัพแดงว่าก่อคดีข่มขืนถึง 2 ล้านราย เช่นเดียวกับทหารอเมริกันและทหารฝรั่งเศสก็ก่อสถิติข่มขืนจำนวนไม่ใช่น้อย ส่วนทหารอังกฤษก็ไม่น้อยหน้าแม้จะพบสถิติว่าก่อเหตุข่มขืนจำนวนน้อยกว่าก็ตาม ผลตามมาก็คือเพียงแค่ปีสองปีหลังเยอรมนีตกอยู่ใต้การยึดครอง มีเด็กเกิดใหม่อย่างน้อย 4 แสนคน ในจำนวนนี้อย่างน้อย 3 แสนคน เกิดจากทหารกองทัพแดงโซเวียตรัสเซียเพียงประเทศเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีทารกที่เกิดจาก "รักระหว่างรบ" ระหว่างหญิงสาวชาวเยอรมันกับทหารต่างชาติอีกจำนวนหนึ่งด้วย โดยทารกรุ่นแรกของกลุ่มเด็กไม่พึงปรารถนาที่มี "พ่อเป็นทหารของศัตรู" เกิดในช่วงคริสต์มาสของปี ค.ศ.1945 �
�
� � � � � � � � � � � � � � �"หลังสงคราม เด็กในเขตยึดครองกลายเป็นเด็กที่ถูกลืมไม่มีใครพูดถึงหรือหยิบยกมาเป็นประเด็นข่าวแต่อย่างใด" ตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้กล่าวก่อนจะให้รายละเอียดว่าเด็กที่ถูกลืมจำนวนไม่ใช่น้อยต้องกลายเป็น "เหยื่อ" สังคมที่ไม่มีใครยอมรับและไม่ยอมสุงสิงด้วย ถูกรังแก กลั่นแกล้งและทำร้ายทั้งกายและใจ ต่างต้องแบกรับภาระหนักหน่วงทางจิตวิทยา เหมือนกับ "ตกนรกทั้งเป็น" มาตั้งแต่เกิด ถูกทั้งครอบครัวและสังคมเหยียบย่ำว่าเป็น "ลูกไม่มีพ่อ" เป็น "ลูกนอกกฎหมาย" เป็นเด็กนรกที่เกิดมาจากบาปกรรม ส่วนผู้หญิงเยอรมนีผู้เป็นแม่ในเขตยึดครองทั้ง 4 เขตไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนีตะวันตกหรือเยอรมนีตะวันออก ก็ตกนรกทั้งเป็นพอๆ กัน ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น
�
� � � � � � � � � � � � � � �จะมียกเว้นก็แต่ฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่ยังมีจิตสำนึกในเรื่องของความเป็นคนและมนุษยธรรมบ้าง จึงมีนโยบายยอมให้สัญชาติฝรั่งเศสแก่เด็กๆ ที่มีพ่อเป็นทหารฝรั่งเศส เท่ากับเปิดช่องให้สามารถรับเด็กเหล่านี้ไปอุปการะเป็นลูกบุญธรรมได้ ปรากฏว่ามีเด็กราว 1,500 คนได้อานิสงส์จากนโยบายนี้ จึงมีชีวิตที่ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับเพื่อนเด็กคนอื่นๆ ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน
�
� � � � � � � � � � � � � � �70 ปีผ่านไป จึงถึงเวลาที่จะกระชากหน้ากาก "ซาตาน" ได้เสียทีว่ามีอยู่ในคนทุกเหล่า โดยไม่มีการแยกสีผิวหรือถิ่นที่อยู่อาศัย ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มือเดียวบังฟ้าได้นานแค่ไหน สุดท้ายความลับก็ไม่มีในโลกจริงๆ
�
�
�
�
�
-----------------------
�
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'เด็กที่โลกลืม' ของทหารสัมพันธมิตร : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)
�
�
�
�
�
�



