
รพ.อบจ.แห่งแรกของประเทศไทย
08 ก.พ. 2558
คุยนอกกรอบ : รพ.อบจ.แห่งแรกของประเทศไทย : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...พันศักดิ์ เต็งประเสริฐ
ใครที่คิดว่า “ของถูกไม่ใช่ของดี ของฟรีไม่มีในโลก” คงต้องยกเว้นไว้สักแห่งหนึ่ง
เพราะตอนนี้มี "โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต" โรงพยาบาลท้องถิ่นสังกัดหน่วยงานรัฐ ให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชน โดยได้ทีมงานจากบริษัท โรงพยาบาลธนบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ โรงพยาบาลธนบุรี และคิดค่าใช้จ่ายเท่าโรงพยาบาลรัฐ
ประการสำคัญคือ เป็นโรงพยาบาล อบจ.แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย! เพราะเจ้าของคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ผู้ที่ปลุกปั้นให้โรงพยาบาลดำเนินการมาได้ถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 4 ปีแล้ว คือ ไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต (สมัยที่ 2)
ไพบูลย์เล่าว่า ปี 2551 ลงสมัครชิงตำแหน่ง นายก อบจ. โดยแข่งกับ อัญชลี วานิช เทพบุตร
“คุณอัญชลี เป็นนายก อบจ. ผมมาเป็นต่อจากท่าน และท่านซื้อโรงพยาบาลนี้ไว้ก่อนหมดวาระ เป็นโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งปิดตัว อบจ.ซื้อมา ผมเป็นนายกก็เอามาพัฒนาต่อ และทำให้เป็นโรงพยาบาลที่รองรับ สปสช.ได้ เมื่อก่อนมีเฉพาะเตียงเดี่ยว เตียงคู่เพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชน ไม่ได้รองรับผู้ป่วยตามสิทธิ์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และคนจน สปสช.แนะนำว่า ถ้าจะให้เป็นโรงพยาบาลท้องถิ่น ต้องทำเตียงรวมรองรับประชาชนทั่วไป”
เมื่อชนะการเลือกตั้งในปี 2551 ไพบูลย์จึงดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นมา และเป็นเหตุให้เขาถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะ "ทุบกำแพงห้อง" เพื่อปรับจากห้องเดี่ยว เป็นห้องผู้ป่วยรวม
"เขาบอกรัฐไม่เสียหาย แต่นายกไม่มีอำนาจทุบกำแพง หากไม่ทุบทำห้องรวมไม่ได้ เพื่อให้ทันกำหนดการของ สปสช. ซึ่งขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิ์บัตรทองปีละครั้ง นั่นเป็นสาเหตุว่าต้องทำให้เร็วที่สุด ให้ทัน พอเห็นว่าต้องทุบกำแพงห้อง ก็ทำ พอ สตง.มาสอบ ผลการสอบบอกว่าไม่มีความเสียหาย แต่ไม่มีอำนาจ แม้กระทั่งการซื้อเครื่องมือก็ไม่มีอำนาจ ต้องขออนุญาตจากกรมการแพทย์ให้ช่วยดูแล..."
“อีกเรื่องเช่น สตง.บอกรถโดยสารสาธารณะ เป็นรถสองแถวสีชมพูที่วิ่งในตัวเมืองภูเก็ต จำนวน 30 กว่าคัน ให้บริการประชาชนวันละ 6-7 พันคน นักเรียนนักศึกษานั่งฟรี ประชาชนทั่วไปคนละ 10 บาท ขาดทุนปีละประมาณ 10 กว่าล้าน สตง.บอกขอให้หยุดให้บริการ จังหวัดก็บอกให้หยุด ผมชี้แจงว่า หยุดไม่ได้ เพราะเป็นการบริการประชาชน กรุงเทพฯ ยังมีรถเมล์ฟรี ผมจะหาป้ายโฆษณามาติดข้างรถ ขึ้นราคาจาก 10 บาทเป็น 15 บาท เพื่อลดการขาดทุน คิดว่าถ้าจำเป็นต้องขึ้นเป็น 15 บาท ก็ทำ เพื่อไม่ต้องหยุดให้บริการ เราปรับปรุงเพื่อให้อยู่ได้ตามกฎหมาย ขาดทุนน้อยหน่อย หน้าที่ของ สตง.คือตรวจสอบ หน้าที่ของเราคือทำให้ทราบว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ได้ทุจริต”
โรงพยาบาลเปิดดำเนินการเป็นปีที่ 4 ขาดทุนสะสมทุกปี แต่ยังเปิดให้บริการได้ มีผู้ป่วยมาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี จากตอนแรกเฉลี่ยวันละ 100 คน เป็น 700 คน นายก อบจ.จึงมีแผนว่า จะเปิดห้องไอซียูและขยายเตียงคนไข้เพิ่ม
ในยุคทุนนิยมที่กิจการทุกอย่างถูกกำกับด้วยตัวเลข ต้นทุน กำไร ขาดทุน น่าสนใจว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ดำเนินการได้อย่างไร ในเมื่อขาดทุนสะสมทุกปี แถมผู้บริหารบอกด้วยว่า ไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ขอกฎกติกาชัดๆ ที่จะอำนวยความสะดวกต่อการทำงาน ซึ่งมี “คนไข้” เป็นเป้าหมายหลัก
ปี 2558 ใช้งบบริหารจัดการ 300 กว่าล้านบาท แต่งบรายได้ประมาณ 200 กว่าล้านบาท ฉะนั้นขาดทุนเป็นเงินร้อยกว่าล้าน
“นั่นไม่ใช่ปัญหาว่าเรารองรับไม่ได้ เนื่องจาก อบจ.มีงบจากค่าธรรมเนียม โรงแรมปีละร้อยกว่าล้าน มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ล้อเลื่อน บุหรี่ และรายรับจากเงินอุดหนุน (จากรัฐบาล) ปีละพันกว่าล้าน รวมแล้ว อบจ.มีรายได้ทั้งหมดปีละ 1,400 ล้านบาท”
รายจ่ายเกินรายรับไม่เป็นปัญหา?
“เราสามารถรองรับการขาดทุนได้ เนื่องจากเราเก็บค่าบริการถูก คิดค่าบริการแค่ 1 ใน 3 ของโรงพยาบาลเอกชน เราคิดอัตราเดียวกับโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ให้บริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน ในราคาไม่แพง สถานที่สะดวกสบาย มีทีมงานแพทย์เฉพาะทางมีความพร้อม นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนมาใช้บริการที่นี่เยอะ เรามีแพทย์เฉพาะทาง ที่อื่นก็มีแต่รอคิวผ่าตัดนาน เรามีแพทย์เฉพาะทางด้านนัยน์ตา กระดูก หัวใจ ตอนนี้โรงพยาบาลมีชื่อเสียงมาก มีคนมารับบริการเยอะ คนไข้ใช้สิทธิ์ประกันสังคม สปสช.และสิทธิ์ข้าราชการได้ นอกนั้นเป็นคนไข้วอล์กอิน ต้องจ่ายเงิน”
นายก อบจ.ภูเก็ต บอกว่า การขาดทุนไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่อยากให้ภาครัฐช่วยดูแลคือ กฎระเบียบต่างๆ ที่จะสนับสนุน หนุนเสริมให้โรงพยาบาลท้องถิ่นดำเนินการได้
เนื่องจากโรงพยาบาลนี้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่บริหารงานโดย อบจ. กระทรวงมหาดไทยไม่เคยทำมาก่อน ต้องแก้กติกาให้เข้าให้ได้ เช่น การซื้อเครื่องมือแพทย์ การซื้อยานอกบัญชี
“นอกจากนี้ หากจะให้โรงพยาบาลยั่งยืนจริงๆ แพทย์พยาบาลต้องเป็นคนของ อบจ. แต่ตอนนี้เงินเดือนนายก อบจ. 7 หมื่นบาท แต่เงินเดือนแพทย์ 1.5 แสนบาท ไม่เหมือน กทม.ที่มีกฎหมายพิเศษ...”
ระหว่างการสนทนาประโยคหนึ่งที่สะดุดหูมากคือ “เป็นพ่อค้าทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้าม แต่ราชการทำอะไรไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่บอกให้คุณทำ”
ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่วงการการเมืองท้องถิ่น ไพบูลย์เป็นนักพัฒนาที่ดินที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังคนหนึ่งของภูเก็ต และเคยเป็นอดีตประธานหอการค้าจังหวัด เมื่อมาบริหารงานส่วนท้องถิ่นที่ขาดความคล่องตัว จึงขัดใจเล็กน้อย
“เขาบอกว่า ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคุณ มันขัดใจไง (เน้นเสียง) ผมเคยอยู่เอกชนทำงานได้ไว เช่น ทุบกำแพง ผมสั่งทุบเลย ในเมื่อไม่ได้ทุจริต เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่ราชการบอกคุณไม่มีอำนาจทุบ ถ้าผมอยู่ราชการมาก่อนอาจทำไม่สำเร็จ เพราะต้องรอก่อนว่า ทำได้ไหม มีอำนาจทุบไหม มิน่าเมื่อก่อนเขาถึงบอกราชการเช้าชาม เย็นชาม คือไม่ใช่หน้าที่เขา ทำทำไม ถ้าไปทำ-ผิด ยิ่งทำมาก-ผิดมาก ข้าราชการจึงอยู่นิ่งเฉยๆ แต่เอกชนอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ ถ้าไม่ทำไม่มีกิน ข้าราชการทำมากกว่านั้น คุณผิด”
อย่างไรก็ดี ไพบูลย์บอกว่า พยายามเอาความรวดเร็วของภาคเอกชนกับระเบียบราชการมาผสานกัน ทำให้งานราชการเร็วขึ้นและไม่ผิดระเบียบ โดยบอกทีมงานว่า ถ้าคิดแบบระบบราชการ ทำงานบริการประชาชนไม่ได้ ต้องปรับตัวเอง ทำงานให้เร็วขึ้น กฎกติกามีไว้แก้ไขให้ประชาชนได้รับความสะดวก
-----------------------
"โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต" มีขนาด 129 เตียง เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 มีคนไข้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ในเขตรับผิดชอบ พื้นที่หมู่ 4 และหมู่ 7 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ณ กันยายน 2557 จำนวน 11,273 คน เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงปัจจุบัน
ทวีสา เครือแพ รองผู้อำนวยการ สปสช. เขต 11 สุราษฎร์ธานี หน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งให้คำแนะนำตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาล กล่าวถึงภาพรวมของหน่วยบริการใน จ.ภูเก็ต ว่า มีของกระทรวงสาธารณสุขหลัก 3 แห่ง คือ รพ.วชิระภูเก็ต รพ.ถลาง รพ.ป่าตอง และว่า การมีโรงพยาบาล อบจ.แห่งแรกของไทย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของประชาชน เดิมพื้นที่แถบนี้มีแต่ รพ.วชิระภูเก็ต ซึ่งคนไข้เยอะ เมื่อมีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ทำให้คนไข้มีตัวเลือกมากขึ้น
"ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือ เป็นโรงพยาบาลรัฐแต่บริการแบบเอกชน เป็นที่นิยมของคนทั่วไป เพราะไม่ต้องรอนาน ที่พักคนไข้ก็ไม่แออัด พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส เอาหลักบริการเอกชนมาใช้กับรัฐ แต่ช่วงนี้ปัญหาคือ อบจ.ไม่มีกฎหมายรองรับเรื่อง มันก็เหนื่อย ทำอะไรติดขัดไปหมด เช่น ซื้อเครื่องมือสักชิ้น ไม่มีเทียบราคากลาง เขาก็ต้องไปหาจากที่อื่น ตรงนี้ต้องทำอีกเยอะมาก อย่างไรก็ดี ผมว่าคนภูเก็ตและคนอาศัยอยู่ภูเก็ตได้ประโยชน์ ผมชื่นชมทีมงานที่คิดและทำตรงนี้...ต่างประเทศหรือที่อื่น หน่วยบริการไม่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นกับจังหวัดหรือรัฐ กระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่ออกกฎ ระเบียบ ควบคุมกฎหมาย คุณภาพบริการ แต่ประเทศไทยไม่ได้ดีไซน์แบบนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลของตนเอง"
สำหรับปัญหาตามที่นายก อบจ.กล่าวมาข้างต้น นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลายคนไม่ทราบว่า การบริหารโรงพยาบาลมันยุ่งยากและซับซ้อน เป็นภาระท้องถิ่นต้องเอางบประมาณส่วนหนึ่งมาสนับสนุน และว่า ที่นี่ดีกว่าโรงพยาบาลเอกชนคือ เป็นโรงพยาบาลรัฐสามารถให้บริการคนไข้สิทธิ์ประกันสังคม องค์กรปกครองท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจได้ ข้อเสนอแนะคือ ให้หาคนไข้เบิกจ่ายตรง จากกลุ่มข้าราชการ พนักงานท้องถิ่นของ จ.ภูเก็ต เพื่อเบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาล โดยจัดหน่วยไปรับการลงทะเบียนเบิกจ่ายตรงถึงพื้นที่
“ถ้าผมเป็นนายก อบจ.ภูเก็ต คงทำเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการบริการสาธารณสุขเป็นบริการที่ได้ใจประชาชน"
-----------------------
(คุยนอกกรอบ : รพ.อบจ.แห่งแรกของประเทศไทย : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...พันศักดิ์ เต็งประเสริฐ)



