ข่าว

ผบช.น.อ้างความลับสอบมือวางบึ้มสยามฯ

ผบช.น.อ้างความลับสอบมือวางบึ้มสยามฯ

06 ก.พ. 2558

ผบช.น.อ้างความลับสอบมือวางบึ้มสยามฯ ชี้ต้องหาตัวคนจ้างวานก่อน โฆษกตร.เผยมือวางระเบิดขาขวาผิดปกติ นปช.ขอความเป็นธรรมนปช.เพชรบูรณ์มือแพร่เอกสารปลอม

               ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)  วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เปิดเผยถึงกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนฝั่งทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า แนวทางการสืบสวนขณะนี้ค่อนข้างมีความคืบหน้าพอสวมควร ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนไล่ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบจากกรณีที่เคยมีเหตุการณ์วางระเบิดในลักษณะใกล้เคียงกันโดยใช้ระเบิดไปป์บอม นี้ตั้งแต่ปี 2553 มีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในท้องที่ บช.น. 21 ครั้ง ถึงแม้ว่าจากการตรวจเหตุที่เกิดขึ้นที่สน.มีนบุรี จะมีลักษณะของระเบิดที่แตกต่าง แต่ก็มีบางกรณีที่มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระเบิดที่พารากอนคือ การประกอบระเบิด ดินระเบิด แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นกรณีใด

              เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของความลับทางราชการ ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการนำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำเพิ่มเติม อย่างกรณีที่เกิดเหตุที่สน.มีนบุรี ก็ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวคนร้ายที่ได้ขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมด้วย ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องก็ได้เชิญตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม หากเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุที่มีลักษณะเดียวกันด้วยการใช้นำระเบิดไปป์บอม ก็จะสอบสวนเพื่อขยายผลหาบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

               พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการสืบสวนแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ คนสั่ง คนทำระเบิด และคนวางระเบิด ซึ่งการติดตามตัวคนวางระเบิดจะจับตัวยากสุด วิธีการสืบสวนจึงต้องหาตัวคนที่จ้างวานมาให้ได้ก่อน จึงจะสามารถหาตัวคนที่วางระเบิดได้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งทางชุดสืบสวนนครบาลกำลังเร่งตรวจสอบอยู่ ทั้งนี้จะมีการประชุมความคืบหน้าคดีระเบิดอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ บช.น.

               ล่าสุดมีรายงานข่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัยมากกว่า 2 คน เข้าไปในเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง เพื่อสอบปากคำแล้ว โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างถูกสอบสวน  และมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในย่านสยามสแควร์อย่างละเอียดอีกครั้ง พบว่า หลังก่อเหตุคนร้ายทั้ง 2 คน หายไปจากบริเวณป้ายรถประจำทางหน้าสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน หรือโอสถศาลา ฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ในช่วงเวลา 20.18 น.ของวันเกิดเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องในละแวกดังกล่าว เช่น คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กับห้างมาบุญครอง ไม่ได้ติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ จึงไม่สามารถจับภาพได้

               อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ได้เรียกรถสามล้อเครื่อง 2 คัน แต่โชเฟอร์ปฏิเสธที่จะไปส่งทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงเตรียมลงพื้นที่สืบหาตัวโชเฟอร์รถสามล้อเครื่องทั้ง 2 คันว่า คนร้ายทั้งสองคนได้ว่าจ้างให้ไปส่งที่ใด ถึงได้ปฏิเสธไม่ไปส่ง หรือโชเฟอร์รถสามล้อคันอื่นว่าเคยเห็นหน้าตาของคนร้ายบ้างหรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวนจับกุมคนร้าย ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนเป็นไปได้ว่า คนร้ายอาจจะเรียกรถแท็กซี่แล้วกลับรถวิ่งย้อนไปทางถนนพญาไทย้อนกลับไปยังย่านอนุสาวรีย์ชัยฯก่อนหลบหนี

               รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีอีกชุดหนึ่งได้แบ่งกำลังกันลงพื้นที่บริเวณย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม กระทั่งพบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพิ่มอีกว่า คนร้ายลงรถตู้โดยสารกรุงเทพฯ-สระบุรี จากนั้นคนร้ายทั้ง 2 คนเดินเท้าจากซอยราชวิถี 12 ขึ้นสะพานลอยเชื่อมสกายวอล์กมาลงบริเวณเกาะพญาไท จากนั้นเดินเลียบทางเท้าจนมาถึงห้างเซ็นจูรี่ ก่อนจะเรียกรถแท็กซี่จากบริเวณหน้าห้างดังกล่าวเข้าไปยังสยามสแควร์เพื่อก่อเหตุ

               รายงานเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดียังคงมุ่งเป้าถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุว่า น่าจะเป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เสียผลประโยชน์จากเรื่องการเมืองเป็นคนบงการ นอกจากนี้ การตรวจสอบลักษณะของชิ้นส่วนวัตถุระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามอย่างละเอียดแล้วนั้น เจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่า มีส่วนคล้ายกับเหตุระเบิด 10 จุดทั่วกทม. ที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งการประกอบวัตถุระเบิดในลักษณะนี้ ผู้ประกอบระเบิดไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุระเบิดก็สามารถทำได้ แต่ต้องได้รับการฝึกฝนจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการประกอบวัตถุระเบิดมาก่อน
 

โฆษกตร.เผยมือวางระเบิดขาขวาผิดปกติ

               พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีระเบิดบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามพารากอน ว่า การสืบสวนมีความคืบหน้าไปมากซึ่งได้มีการประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยภาพจากกล้องวงจรปิดมีผู้ต้องสงสัยใส่เสื้อแขนยาว มีการเดินที่ผิดปกติบริเวณขาขวา และได้ทำการเปรียบเทียบกับผู้ต้องหาตามประวัติอาชญากรแล้วแต่ยังไม่พบ ซึ่งจากการตรวจสอบยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับคดีวางระเบิดอื่นๆ

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวอีกว่าคาดว่าผู้ต้องสงสัยจะมีการมาดูจุดที่จะวางระเบิดก่อนที่จะเริ่มปฏิบัตการจริง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังย้อนดูภาพจากกล้องวงจรปิดว่าผู้ต้องสงสัยเคยมาดูจุดวางระเบิดก่อนหรือไม่ และยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกลุ่มใด ส่วนด้านกระแสข่าวที่ว่าจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้วที่จังหวัดภูเก็ตนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด มีเพียงเชิญตัวบางคนที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังมาสอบปากคำไม่ได้มีการจับกุมหรือแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างไร

โฆษกตร.กล่าวถึงกรณีแถลงการณ์ปลอมของสำนักพระราชวังที่มีการเผยแพร่อยู่ในโซเชียลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์อุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของนายกฤษ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ว่ามีร่องรอยของการตัดต่อหรือปลอมแปลงเอกสารหรือไม่


นปช.ขอความเป็นธรรมนปช.เพชรบูรณ์มือแพร่

               นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช)พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือต่อพลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ต้องหาเผยแพร่แถลงการณ์ปลอม โดยพลตำรวจตรี วรวิทย์ ลิมปิพันธ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้รับเรื่องไว้