
'สจล.'ปิดบัญชีตัดขาด'ไทยพาณิชย์'
06 ก.พ. 2558
'สจล.' คลางแคลงใจ ตัดขาด 'ไทยพาณิชย์' ปิดแล้ว 3 บัญชี ส่งหนังสือเวียนถึงบุคลากร-นศ. แจ้งงดจ่ายเงินผ่านบัญชีเดิม ขอให้เปลี่ยนแบงก์ใหม่
6 ก.พ. 58 ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สจล. รศ.ดร.จำรูญ เล้าสินวัฒนา รักษาการแทนรองอธิการบดีส่วนนิติการ สจล.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคาร (เงินออม) ของ สจล. และ ผศ.ดร.เผ่าภัค ศิริสุข รักษาการแทนรองอธิการบดีส่วนการคลัง สจล. แถลงชี้แจงความคืบหน้าคดีลักทรัพย์เงินของสถาบัน และรับทราบรายละเอียดการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสถาบันที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินการทางธุรกรรมด้านการเงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บุคลากร และนักศึกษา สจล. ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ประมาณ 200 คน
ศ.ดร.โมไนย กล่าวว่า จากการดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติของบัญชี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาศรีนครินทร์ มีการปลอมแปลงบัญชี ความเสียหาย 80 ล้านบาท 2. บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ 3 บัญชี และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสุวรรณภูมิ 1 บัญชี ความเสียหายประมาณ 1,400 ล้านบาท และ 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ความเสียหาย 100 ล้านบาท รวมเป็นความเสียหายทั้งหมด 1,586 ล้านบาท
ซึ่งทางสถาบันฯ ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่างๆ ต่อ ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ และ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รวมถึงได้เข้าพบ ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือ และขอคำแนะนำ และจะนำเรื่องดังกล่าว เข้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในวันที่ 22 ก.พ. 58 นี้ เพื่อให้อธิการบดีต่างๆ รับทราบข้อมูล และเป็นบทเรียนเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตรวจสอบการเงิน การบัญชี และการคลัง
"ขณะนี้ ในทางรูปคดี มีระยะเวลาฝากขังจำกัด และกระบวนการส่งฟ้องไปยังอัยการ และศาล ก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่หลักฐานสำคัญ ซึ่งทางสถาบันฯ ได้ขอจากธนาคารไทยพาณิชย์ ยังขาดเอกสารที่ส่งผลต่อรูปคดี และการปล่อยตัวผู้ต้องหา ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกดดันธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้นำหลักฐานมาส่งสถาบัน และให้เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน"
ศ.ดร.โมไนย กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้บริหารตกเป็นเป้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก่อนเกิดเรื่องตนคิดจะเสนอตัวเข้ารับการสรรหาอธิการบดี แต่เมื่อพบประชาคม สจล.ครั้งแรก มีเสียงเรียกหาความรับผิดชอบ และหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ซึ่งตนก็อยากรับผิดชอบในขณะนั้น แต่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะอาจส่งผลสถาบัน ทำให้เกิดความเสียหายไม่มีผู้ให้ข้อมูลต่อตำรวจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแสงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจึงตัดสินใจไม่เสนอตัวเข้ารับการสรรหาอธิการบดีในครั้งนี้ และเห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ประชาคมมีความร่วมมือร่วมใจกัน จึงหวังว่าผู้บริหารตัวจริง คงจะทำให้สถาบันมีระบบธรรมาภิบาล โปร่งใส และรัดกุมมากขึ้นในการบริหารงาน
รศ.ดร.จำรูญ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ การรวบรวมเอกสารหลักฐาน ซึ่งประกอบด้วย 1. เอกสารภายในของ สจล.เกี่ยวกับการอนุมัติการเบิกถอน และโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งส่วนนี้ สจล.ได้รวบรวมและส่งให้ตำรวจตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 2. เอกสารของธนาคาร ได้แก่ คำขอโอนเงิน หรือการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็ค ว่าใครเป็นผู้ไปลงนามเบิกถอน และใครเป็นผู้ไปเข้าบัญชีสั่งจ่าย รวมทั้งเซ็นอนุมัติรวมเงินให้บัญชีปลายทาง โดยทางสถาบันฯ ได้ขอครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคม และได้ส่งไปขอเอกสารเรื่อยๆ 7 - 8 ครั้ง และระบุชัดเจนว่า จะขอเอกสารอะไรบ้างซึ่ง เอกสารเหล่านี้ จะทำให้เห็นได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และขั้นตอนไหนมีปัญหา แต่ขณะนี้ เราได้รับเอกสารไม่ถึงครึ่ง และเอกสารไม่สมบูรณ์ด้วย
"ตั้งแต่เกิดเรื่องผู้บริหาร สจล.ยืนยันชัดเจนว่า ไม่เคยออกมาร้องขอความรับผิดชอบใดๆ จาก ธ.ไทยพาณิชย์ แต่สิ่งที่ร้องขอมาตลอด คือ ความร่วมมือ ซึ่งถ้า ธ.ไทยพาณิชย์ ส่งเอกสารมาครบทุกอย่าง จะไม่รอช้า จะส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป ก็จะรู้ว่าใครกระทำผิด ซึ่งสถาบัน และ ธ.ไทยพาณิชย์ ถือเป็นเพื่อนที่ดีมายาวนาน แต่ตอนนี้จะให้เราไม่คลางแคลงใจ หรือสงสัยเรื่องธรรมาภิบาลคงไม่ได้ ดังนั้น ในเมื่อเราต่างเป็นผู้เสียหายเหมือนกันควรจะร่วมมือกันส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ครบ เพราะนั้นคือความโปร่งใสที่สุด"
ผศ.ดร.เผ่าภัค กล่าวว่า ขณะนี้ทาง สจล.ได้ทำปิดบัญชีฝากประจำ ธ.ไทยพาณิชย์ จำนวน 3 บัญชี เป็นเงินประมาณ 52 ล้านบาท และจะทำหนังสือเวียนขอความร่วมมือคณะต่างๆ เพื่อปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย
นอกจากนั้น ทางสถาบันฯ ได้มีลงนามคำสั่งจาก ศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการแทนอธิการบดี สจล. ได้ส่งหนังสือเวียนถึงบุคลากรและนักศึกษา สจล.ทุกคน เรื่อง แจ้งงดการทำธุรกรรม การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง เงินค่าตอบแทน และเงินอื่นๆ ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยหนังสือ ระบุว่า ตามที่เกิดคดีความทางการเงินของ สจล. พนักงานสอบสวน และ สจล.ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและเตรียมเรียกร้องค่าเสียหายของสถาบันฯ แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นผู้ถือหลักฐานและเอกสารสำคัญต่อรูปคดี มิได้ให้ความร่วมมือและไม่แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร เท่าที่ควร ดังนั้น สถาบันจึงเห็นควรยุติธุรกรรมทางการเงิน ระหว่างสถาบันกับธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นการชั่วคราว โดยสถาบันจะยุติการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนและเงินอื่นๆ ผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ตั้งแต่เดือน มี.ค.58 นี้เป็นต้นไป โดยจะสั่งจ่ายเงินผ่านธนาคารกรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย ขอให้บุคลากรและนักศึกษาที่รับเงินผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ดำเนินการปิดบัญชีออมทรัพย์และส่งสำเนาหน้าเลขที่บัญชีที่เปิดใหม่หรือ มีอยู่กับอีก 3 ธนาคารมาที่ส่วนการคลัง สจล.ภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ เพื่อดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่มีการตอบข้อซักถามของบุคลากรนั้น บุคลากรส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลสำคัญที่จะสาวไปถึงตัวการผู้กระทำผิด จึงมีผู้เสนอให้หามาตรการกดดันธนาคาร โดยเชิญชวนบุคลากร ศิษย์เก่า นักศึกษา ปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ แล้วถ่ายภาพตนเอง นำเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทุกชนิด ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งทำให้บุคลากรในห้องประชุมปรบมือขานรับกันอย่างกึกก้อง พร้อมกันนี้กลุ่มผุ้บริหารก็ได้เชิญชวนศิษย์เก่า และบุคลากร ไปร่วมกันปิดบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ เวลา 14.00 น. ที่สาขา สจล. โดยมี ศ.ดร.โมไนย เป็นผู้นำปิดบัญชีของสถาบันฯ จำนวน 3 บัญชี เป็นยอดเงินประมาณ 52 ล้านบาท



