ข่าว

‘ใครได้-ใครเสีย’?รวม‘ผู้ตรวจการ-กสม.’

‘ใครได้-ใครเสีย’?รวม‘ผู้ตรวจการ-กสม.’

06 ก.พ. 2558

‘ใครได้-ใครเสีย’? รวม2องค์กรอิสระ ‘ผู้ตรวจการ-กสม.’ : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญรายงาน

               ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่นี้ผ่านออกมาใช้ เราจะไม่เห็นองค์กร 2 องค์กรคือ 1.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ 2.ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่จะถูกควบรวมภายใต้ชื่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดินพิทักษ์สิทธิของประชาชน” โดยให้เหตุผลว่าเนื้องานของทั้งสององค์กรมีความคล้ายกัน

               แน่นอนคำถามที่ตามมาคือ จำเป็นหรือไม่ที่ทั้งสองหน่วยงานต้องแยกกันอยู่ หรือจำเป็นหรือไม่ที่จะมาควบรวมกัน หรือโดยเนื้องานแล้วทั้งสองจะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือไม่ และประชาชนจะได้อะไรหากรวมหรือแยกทั้งสององค์กรนี้

               นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  มองว่า เป็นแนวคิดที่เกิดจากความเข้าใจผิดและยังไม่รู้ถึงวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรระดับชาติที่เกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยชน เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่แตกต่างกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม แต่กรรมการสิทธิฯ เป็นองค์กรที่ดูแลในเรื่องสิทธิของประชาชน เป็นองค์กรที่ปกป้องและพิทักษ์สิทธิตามพันธสัญญาหลักการปารีส (The Paris Principles)

               การทำงานของกรรมการสิทธิฯ มีทั้งการทำงานเชิงรับและเชิงรุก โดยประชาชนสามารถร้องเรียนกับกรรมการสิทธิฯ เกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิได้โดยตรง นี่คือการทำงานเชิงรับ ส่วนการทำงานเชิงรุก กรรมการสิทธิฯ ได้ทำงานร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนศึกษา นักสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ดูแลในด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อศึกษาตรวจสอบและปกป้องสิทธิของประชาชน

               "หากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง) ต้องการควบรวมคณะกรรมการสิทธิฯ และผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรเดียวกัน โดยใช้ชื่อเรียกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิประชาชน ซึ่งหากดูจากชื่อเรียกขององค์กรแล้วนั้น การพิทักษ์สิทธิประชาชน ในที่นี้หมายถึง คน ชุมชน และองค์กรสิทธิมนุษยชน เป็นการทำงานที่เป็นองค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่ดูแลด้านสิทธิเท่านั้นและองค์กรเหล่านี้ต้องมาหารือกับคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งไม่ใช่การทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการสิทธิฯ ที่เป็นผู้ดูแลด้านสิทธิของประชาชนระดับชาติเหมือนเช่นปัจจุบัน ซึ่งกรรมการสิทธิฯ ไม่ใช่แค่องค์กรพิทักษ์สิทธิประชาชน"

               ที่บอกว่างานของทั้งสองซ้ำซ้อนกันนั้นขอยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกันแน่นอน และถ้าหากจะอ้างว่ารัฐสภาก็มีกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภานั้น เป็นการทำงานที่แตกต่างจากกรรมการสิทธิฯ เพราะตนเคยเป็น ส.ว. มาก่อน และรู้ดีว่าประชาชนมาร้องเรียนที่กรรมการสิทธิฯ มากกว่า ส.ส. และ ส.ว.เสียอีก"

               การควบรวมสององค์กรเข้าด้วยกันจะเป็นการเพิ่มปัญหาขึ้นไปอีก เพราะการบริหารจัดการของทั้ง 2 องค์กรมีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าทั้ง 2 องค์กรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมารวมกันได้ เช่นเดียวกันกับทหารและตำรวจ ถือปืนเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยุบรวมตำรวจกับทหารให้เป็นองค์กรเดียวกันได้

               ดังนั้น การทำหน้าที่ของแต่ละองค์กรต้องเกิดจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจในแต่ละด้านที่แต่ละองค์กรมีความสามารถด้วย..!

               ขณะที่มุมมองจากผู้ตรวจการแผ่นดินคนปัจจุบันอย่าง ศรีราชา วงศารยางกูร ระบุว่า หากมีการควบรวมสององค์กร อยากให้ กมธ.ยกร่างสร้างความชัดเจนในการทำงาน เพื่อลดข้อครหาในการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างองค์กรหรือสองมาตรฐาน ทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเป็นสากลขององค์กร เนื่องจากผู้ตรวจมีหน้าที่ให้สิทธิประชาชน ส่วนคณะกรรมการสิทธิฯ ก็คอยปกป้องคุ้มครองสิทธิประชาชน

               เช่นเดียวกับมุมมองของ พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกท่านหนึ่ง บอกว่า หากควบรวมก็ไม่ติดใจ แต่อย่างไรต้องมีการปรับปรุงแก้ไขลดช่องว่างในข้อกฎหมาย เมื่อควบรวมแล้วก็ต้องไปดูว่าในการทำหน้าที่ในแต่ละเรื่องมีที่มาที่ไปอย่างไร และฝากให้ กมธ.ยกร่างเขียนโครงสร้างอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญไม่ให้เกิดความยืดเยื้อหรือยาวจนเกินไป เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมบ้านเมืองเกิดเปลี่ยนแปลงไปเราจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้

               "เมื่อควบรวมสององค์กรแล้วการทำรายงานต่อสหประชาชาติเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ ส่วนเรื่ององค์อำนาจนั้นเห็นว่ามีจำนวน 5 คนก็เพียงพอ แล้วจะไปแบ่งหน้าที่อย่างไรก็ต้องพิจารณาต่อไป"

               สำหรับชื่อองค์กรกับชื่อผู้ดำรงตำแหน่งต้องแยกกันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยตัวองค์กรจะใช้ชื่อผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิประชาชนก็ใช้ไป แต่ตัวกรรมการควรเรียกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินก็น่าจะเพียงพอ เพราะชื่อนี้ถือว่าเริ่มติดตลาดซึ่งประชาชนจำได้แล้ว

               ส่วน พิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คนแรกของประเทศให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ถ้าจะยุบรวมกันจริงๆ ก็ต้องทำให้รัดกุมและชัดเจน เพราะมีประเด็นอีกมากพอสมควรที่ต้องละเอียดรอบคอบ เช่น เมื่อยุบรวมแล้วผู้ตรวจต้องนำหน้า เพราะยุบกรรมการสิทธิฯ มารวม และต้องคำนึงถึงโครงสร้างขององค์กรด้วย เพราะอย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ของกรรมการสิทธิฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นราชการ ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเป็นพนักงาน ซึ่งต้องออกแบบให้ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ โดยมุ่งเน้นการทำงานเป็นหลัก เพื่อไม่ให้งานต่างๆ ที่ทำอยู่นั้นสะดุดไป

               ขณะที่เรื่องของตัวผู้ดำรงตำแหน่ง เขาไม่เห็นด้วยที่จะให้มีกรรมการทั้งหมด 11 คน เพราะมากเกินไป ถ้าให้มีกรรมการ 11 คน และทำหน้าที่เป็นอิสระกัน ฝ่ายเลขาธิการไม่ตายเลยหรอ ตนคิดว่าน่าจะให้มีกรรมการเพียง 5-7 คน และแบ่งงานกันให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการทำหน้าที่ของกรรมการสิทธิฯ นั้น ผูกติดกับกดบัตรสหประชาชาติ ซึ่งต้องให้ความสำคัญด้วย

               กระนั้นก็ดีเมื่อควบรวมแล้วประชาชนจะได้หรือเสียประโยชน์มากกว่ากันนั้น เขามั่นใจว่า ถ้ารวมกันแล้วทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น ประชาชนก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางการร้องเรียนที่ต้องทำให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าประชาชนมักไปยื่นร้องเรียนทั้งกรรมการสิทธิฯ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะช่องทางการร้องเรียนไม่ชัดเจน ทำให้เสียเวลา ต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน

               ด้าน สุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับตั้งคำถามถึง กมธ.ยกร่างฯ ว่ามีเหตุผลอะไรในการควบรวมสององค์กร ทั้งกรรมการสิทธิฯ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไว้ด้วยกัน เพราะถ้านำสององค์กรที่มีความแตกต่างกันมารวมไว้ด้วยกันจะปรับจูนการทำงานเข้าหากันได้อย่างไร 

               หาก กมธ.ยกร่างฯ จะอ้างว่ากรรมการสิทธิฯ และผู้ตรวจการแผ่นดินทำงานซ้ำซ้อนกัน ขอยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าทั้งสององค์กรนี้มีหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กรรมการสิทธิฯ มีหน้าที่ในการตรวจสอบนโยบายของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน การป้องกันสิทธิที่ทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด และรายงานต่อสหประชาชนรับทราบทุกปี แต่ ผู้ตรวจการมีหน้าที่พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แค่นี้ก็แตกต่างกันแล้ว หรือจะอ้างว่าเพื่อประหยัดงบประมาณขององค์กร ถามจริงเถอะการยุบรวมเป็นองค์กรเดียวแล้วเพิ่มกรรมการเป็น 11 คนมันประหยัดงบประมาณตรงไหน

               การควบรวม ประชาชนจะเสียประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะงานด้านสิทธิมนุษยชนต้องพิจารณาให้รอบด้าน จะใช้กฎหมายในการพิจารณาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิกฎหมายก็ช่วยไม่ได้ บางทีกฎหมายก็ล้าหลังเกินกว่าจะเอาผิดใครได้ จึงต้องปฏิบัติงานตามหลักสากล ตามหลักการปารีส ที่ทั่วโลกใช้กัน

               การมีกรรมการเพิ่มขึ้น 11 คน แยกเป็นการดูแลรับผิดชอบในแต่ละด้านนั้น ก็ยิ่งทำให้การทำงานไม่รอบด้าน ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะตามหลักสากลแล้วงานด้านสิทธิมนุษยชนต้องอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการ เพื่อช่วยกันพิจารณาออกความคิดเห็นให้รอบคอบ ไม่ใช่แบ่งงานเป็นด้านๆ ให้แต่ละคนรับผิดชอบ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ถามว่าผู้ตรวจการแผ่นดินทำได้ไหม ก็คงมองไม่ละเอียดเท่ากับกรรมการสิทธิฯ

               พร้อมกันนี้ อดีตกรรมการสิทธิฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตไปยัง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ที่เมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในขณะนั้น ก็พยายามไม่ให้มีกรรมการสิทธิฯ อยู่แล้ว แต่สภาร่างรัฐธรรมนูญและประชาชนผลักดันจนสำเร็จ ต่อมาในรัฐธรรมนูญปี 2550  ศรีราชา วงศารยางกูร (เจริญพาณิช) ก็พยายามให้กรรมการสิทธิฯยุบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ภาคประชาสังคมไม่ยอมอีก

               มาครั้งนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมอีก ทั้งที่มีประสบการณ์และมีบทเรียนมาแล้ว ขอให้ กมธ.ยกร่างฯ เปิดใจให้กว้างรับฟังเสียงคัดค้านของประชาชนบ้าง! 

6ผลงานเด่นผู้ตรวจการแผ่นดิน

               1. ผลักดันให้คู่สมรสที่จดทะเบียนและอยู่ด้วยกันตลอดปีภาษีสามารถแยกยื่นภาษีได้ เริ่มใช้ปี 2556

               2. ผลักดันไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ประชาชนถ่ายสำเนาบัตรแค่ด้านหน้าใช้เป็นหลักฐานแสดงตน

               3. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ

               4. เสนอแนะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ตระหนักถึงปัญหาโครงการรับจำนำข้าว

               5. เสนอแนะ น.ส.ยิ่งลักษณ์  กรณีแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกแบล็กลิสต์จากสหรัฐอเมริกา

               6.เสนอแนะ น.ส.ยิ่งลักษณ์  กรณีที่ได้แต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากศาลมีคำสั่งว่าการชุมนุมของ นปช.เกินขอบเขตรธน.

6 ผลงานเด่นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

               1.ผลักดันข้อตกลงไม่ให้มีการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ชายแดนใต้ 

               2. ผลักดันให้มีการแก้กฎกระทรวงกลาโหม สด.43 กรณีเกณฑ์ทหาร และเฝ้าระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ์

               3.เสนอผลสรุปรายงานไปยังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีรัฐบาลละเมิดสิทธิประชาชนในการชุมนุมปี 2556

               4.จัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

               5.จัดทำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

               6.ตรวจสอบการทำงานของตำรวจกรณีการเสียชีวิตของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เสนอต่อ ผบ.ตร.