ข่าว

‘ไพบูลย์’ปัดรบ.สร้างสถานการณ์เหตุระเบิด

‘ไพบูลย์’ปัดรบ.สร้างสถานการณ์เหตุระเบิด

05 ก.พ. 2558

‘ไพบูลย์’ปัดรบ.สร้างสถานการณ์เหตุระเบิด จี้ตร.เร่งคลี่คลายเชื่อมโยงคดีพิเศษโอนDSIดู

                5ก.พ.2558  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงเหตุระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนหลังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาล ว่า การจะรู้ตัวผู้กระทำผิดต้องทราบถึงเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร ซึ่งมี 3 ฝ่ายที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องคือรัฐบาล ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และกลุ่มขัดแย้งทางธุรกิจ   ส่วนที่รัฐบาลถูกพาดพิงว่าเป็นผู้สร้างสถานการณ์เองนั้น ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่ายังไม่ถึงเวลาปลดล็อคการประกาศอัยการศึก จึงไม่จำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการประกาศใช้กฎอัยการศึก นอกจากนี้การสร้างสถานการณ์ยังไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลเพราะกระทบทั้งปัญหาธุรกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างความพยายามผลักดันแก้ไขปัญหาหลายด้าน 

                พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสอบสวนคลี่คลายคดี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบวัสดุที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิด ส่วนจะต้องรวมเป็นคดีพิเศษหลังพบว่าการก่อเหตุอาจเกี่ยวข้องกับกรณีที่สมานเมตตาแมนชั่น และเครือข่ายครูแขกย่านมีนบุรีนั้น ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหากพบความเชื่อมโยงกับคดีที่ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษตำรวจก็ต้องส่งสำนวนกลับมาที่ดีเอสไอ

 

 ยอมรับนำตัวผู้ต้องหาคดี112กลับไทยยาก  
 
              พล.อ.ไพบูลย์  ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเกี่ยวกับการติดตามตัวผู้ต้องหากระทำความผิดมาตรา 112 กล่าวถึง การดำเนินการกับกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวกระทำความผิด เช่น เครือข่าย “บรรพต” ที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ในส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างของ "ตั้ง อาชีวะ" ยอมรับว่าคาดหวังเรื่องการได้ตัวกลับมาดำเนินคดีเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและข้อจำกัดของกฎหมายต่างกัน แต่สิ่งที่ไทยต้องการคือการสะท้อนให้ต่างประเทศรู้ถึงความรู้สึกของคนไทย ซึ่งความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวคือการพยายามทำฐานข้อมูลของผู้กระทำผิดเพื่อรวบรวมให้กระทรวงต่างประเทศประสานไปยังประเทศต่าง ๆ ที่คนเหล่านี้ใช้เป็นที่พำนักหรือเคลื่อนไหว  

              พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานข้อมูลผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับคดีอาญามาตรา 112 จำนวน 40 คนที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศมาให้ตนรับทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนคือส่งข้อมูลให้กระทรวงต่างประเทศไปทำความเข้าใจกับประเทศปลายทางถึงสามารถที่ไทยต้องการได้ตัวบุคคลเหล่านี้กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งที่ผ่านมาไทยยังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวน้อยมาก ทั้งนี้หลักฐานที่กระทรวงต่างประเทศจะส่งให้ประเทศที่กลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่จะมีการระบุชัดเจนว่าผู้ต้องหาเป็นใคร อยู่ที่ไหน กระทำความผิดอย่างไร เพื่อให้เห็นว่าไทยมีหลักฐาน และไม่สบายใจที่มีการเคลื่อนไหวและทางการไทยต้องการได้ตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
    
              ส่วนการจับกุมนายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ต้องหากระทำผิดมาตรา 112 และความผิดความตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเผยแพร่แถลงการณ์ปลอมซึ่งมีการมองว่าเป็นเพราะบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มนปช. ทำให้ถูกจับกุมตัวนั้น ยืนยันว่าการดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือบุคคลทั่วไป ในส่วนของบทลงโทษนั้นพนักงานสอบสวนจะพิจารณาถึงเจตนา แต่ในกรณีเช่นนี้ใครเป็นผู้เผยแพร่กฎหมายก็ต้องเอาผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ  อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นเพียงผู้โพสต์ข้อความเท่านั้น ตนยอมรับว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวอาจไม่ใช่ผู้เริ่มต้น แต่ก็เป็นผู้โพสต์ข้อความในลำดับต้นๆ ดังนั้นจึงเป็นแนวทางในการสอบสวนขยายผลให้รู้ถึงต้นตอว่าข้อความถูกส่งมาจากที่ใด การจะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาเป็นนปช.จึงถูกจับกุมเป็นคนละประเด็น ไม่ใช่ถูกจับกุมเพราะเป็นนปช.