
ตร.สอบแท็กซี่รับส่งมือบึ้มพารากอน
05 ก.พ. 2558
ตร.ควานหาตัวแท็กซี่รับส่งมือบึ้มพารากอน ดูวงจรปิดเผยเส้นทางก่อนลงมือ
วันที่ 5 ก.พ.58 มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีระเบิดหน้าห้างพารากอนเชื่อว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความวุ่นวายโดยมีสาเหตุมาจากเรื่องการเมือง เนื่องจากรูปแบบการประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ในครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับเหตุระเบิดระเบิด เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 มี.ค.57 ที่บริเวณลานจอดรถภายในซอยราษฎร์อุทิศ ระหว่างซอย 25-27 ใกล้เคียงสุเหร่าทรายกองดิน แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กทม.ซึ่งในที่เกิดเหตุพบศพ นายบุญเลื่อน ปินตา อายุ 41 ปี ชาว จ.แพร่ และนายเกรียงไกร สินอำนวย ที่ถูกแรงระเบิดฉีกร่างขาดกระเด็นเป็นชิ้นๆ โดยครั้งนั้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ผู้ตายน่าจะกำลังนำระเบิดไปส่งยังอีกจุดหนึ่ง แต่ระเบิดเกิดทำงานขึ้นเสียก่อน
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า พฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้มีความเชื่อมโยงไปยังเหตุระเบิด"สมานเมตตาแมนชั่น" หมู่ 6 ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อช่วงเดือนตุ.ค.ปี 53 ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บอีก 9 รายด้วย เนื่องจากพบว่าคนที่เช่าบ้านในเหตุระเบิดที่มีนบุรีนั้นมีการใช้บัตรอาสาตำรวจบ้าน จ.ราชบุรี อ้างชื่อนายอ่าว อิสระส์ แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการใช้ชื่อปลอม และภาพถ่ายในบัตรดังกล่าว เมื่อนำไปเปรียบเทียบคดีค้างเก่านั้นเป็นภาพของนายกษิ ดิฐธนรัชต์ ชาว จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ซึ่งเจ้าตัวเป็นนักธุรกิจค้าปุ๋ยยูเรียส่งออกแถบตะวันออกกลาง และกำลังหลบหนีอยู่ที่ต่างประเทศ
มีรายงานอีกด้วยว่า ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดี ได้ติดตามตัวโชเฟอร์รถแท็กซี่ คันที่รับคนร้ายทั้ง 2 รายมาส่งที่สยามสแควร์ ซอย 7 มาทำการสอบปากคำในเบื้องต้นแล้ว โดยเจ้าตัวให้การว่า รับชายทั้ง 2 คนมาจากหน้าห้างเซ็นจูรี่ ถนนพญาไท ใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์ชัยฯ ก่อนจะขับมาตามเส้นทางถนนพญาไท มุ่งหน้าแยกพญาไท ผ่านแยกราชเทวี ผ่านแยกปทุมวัน ก่อนเข้าไปส่งทั้ง 2 คนที่สยามสแควร์ ซอย 7 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวแล้ว เชื่อว่า ก่อนจะเรียกรถแท็กซี่ คนร้ายทั้ง 2 คนได้นั่งรถตู้มาลงที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีมุ่งเป้าไปว่าคนร้ายทั้ง 2 คนน่าจะนั่งรถตู้มาจาก จ.ลพบุรี อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เพิ่มเติมว่า คนร้ายเดินทางมายังห้างเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วยรถตู้หรือไม่ ก่อนจะเรียกรถแท็กซี่คันดังกล่าวเดินทางมาก่อเหตุ
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดี ยังได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกที่เกิดเหตุเพิ่มเติมจนพบว่า หลังก่อเหตุคนร้ายทั้ง 2 คน ได้เดินลงบันไดของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ก่อนเดินเลียบถนนพระรามที่ 1 เลี้ยวซ้ายเข้าไปในสยามสแควร์ซอย 2 โดยหลังจากนั้น ภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้เพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาโผล่ที่สยามสแควร์ซอย 7 แต่คนร้ายที่เป็นชายสวมเสื้อยืดสีขาว สวมหมวกสีขาวนั้น มีการเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าพับแขน และถอดหมวกออกแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าคนร้ายเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้างดิจิตอล เกตเวย์ สยามสแควร์ จากนั้นคนร้ายทั้ง 2 ก็เลี้ยวขวาเดินมุ่งตรงไปออกถนนพญาไท ฝั่งทางเข้าสยามสแควร์ ก่อนจะเดินไปเรียกรถสามล้อเครื่องคันหนึ่งหลบหนี แต่รถสามล้อเครื่องคันดังกล่าวปฎิเสธ ทำให้คนร้ายเดินเท้าเปลี่ยนจุดไปเรียกรถตามเส้นทางถนนพญาไท มุ่งหน้าจุฬาฯ หรือแยกสามย่าน เนื่องจากกล้องวงจรปิดไม่สามารถจับภาพคนร้ายได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมว่า คนร้ายหลบหนีด้วยยานพาหนะใด และใช้เส้นทางใดต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังพุ่งเป้าไปถึงกลุ่มคนร้ายว่า น่าจะเป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เสียผลประโยชน์จากการเมืองเป็นคนบงการ โดยว่าจ้างให้กลุ่มมีสีเป็นคนลงมือ
ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ร.ต.ท.เจตน์อนุชา ดวงโสมา พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายตามภาพวงจรปิดแล้ว โดยศาลได้ออกหมายจับเลขที่ 63-64/2558 ในความผิดข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น ,พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร



