
เผยโฉมกุนซือข้างกายประยุทธ์เร่งโชว์ผลงาน
เผยโฉมกุนซือข้างกายประยุทธ์ ลงแส้รายกระทรวงเร่งโชว์ผลงาน : ทีมข่าวความมั่นคง
น่าสังเกตว่า วาระในการเรียกประชุมแม่น้ำ 5 สาย อันประกอบไปด้วย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.รธน.) มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การเร่งรัดการทำงานของแม่น้ำ 5 สายให้มีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไวมากยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนหน้านี้ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่ง คสช.ที่ 2/2558 เรื่องแต่งตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" เพื่อเร่งรัดขับเคลื่อนการดำเนินการของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของ คสช.ทั้ง 9 ด้าน
ทั้งนี้ โครงสร้างคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช.เป็นประธาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองประธาน มีกรรมการ ได้แก่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ นายอำพน กิตติอำพน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ (โดยหัวหน้า คสช.แต่งตั้งขึ้นมาอีกไม่เกิน 3 คน) มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นกรรมการ และเลขานุการ
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุถึงหน้าที่ของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช.ว่า เป็นการนำทหารมาช่วยกลไกราชการ คสช.จึงตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นโยบายของ ครม.อีกทางหนึ่ง โดยให้ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้า เพราะเป็นรองนายกฯ และคุ้นเคยกับทหารทุกเหล่าทัพ ส่วนตนและ ครม.จะเดินงานนโยบายในกรอบ
หลังจากนั้นยังมีการแต่งตั้ง 3 นายพล เข้ามาช่วยงานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช.ในตำแหน่ง "รองเลขาธิการคสช." คือ 1.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก 2.พล.อ.สุชาติ หนองบัว ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และ 3.พล.ท.ชาตอุดม ติตถะสิริ รองเสนาธิการทหารบก
น่าสังเกตว่า หลังแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คสช.แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังมีแนวคิดให้ตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อนระดับกระทรวง" เพื่อเร่งรัดงานรายกระทรวงอีกชั้นหนึ่ง โดยให้แต่ละกระทรวงตั้ง "คณะทำงาน" รองรับผู้แทนของแต่ละกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนในระดับกระทรวง เพื่อให้คณะกรรมการทั้งของรัฐบาล คสช.และระดับกระทรวงได้ติดต่อประสานงานกันได้
จุดประสงค์สำคัญในการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับกระทรวงก็เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง "การประสานงาน" ที่บ่อยครั้งหาจุดประสานงานไม่ถูก ฉะนั้นเมื่อมีคณะกรรมการระดับกระทรวงแล้วจะได้หาข้อขัดข้องนั้นเจอ และสามารถติดต่อหน่วยงานได้ตรงกับปัญหาเพื่อบูรณาการทั้ง 3 ภาคส่วน (รัฐบาล, คสช., กระทรวง) เข้าด้วยกัน
จากโครงสร้างการทำงานที่ตั้งขึ้นมาเร่งรัดงานในระดับกระทรวงแสดงให้เห็นว่า การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในขณะนี้มีปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะการขับเคลื่อน "งบประมาณ" ที่รัฐบาล และคสช.มองว่า ส่วนราชการในแต่ละกระทรวงยังขับเคลื่อนงบประมาณได้ไม่ตรงเป้า ส่งผลให้มีงบประมาณ "ค้างท่อ" เป็นจำนวนมาก และสามารถขับเคลื่อนได้เพียง 30% เท่านั้น
ขณะเดียวกันทักษะในการ "สื่อสาร" ผลงานไปยังประชาชนนั้นก็ยังทำได้ไม่ดีนัก จึงทำให้มีความพยายามปรับโครงสร้างขึ้นมาเร่งรัด และติดตามผลงานรายกระทรวงอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามทำงานอย่างหนักทำให้มีเวลาพักผ่อนวันละไม่ถึง 5 ชั่วโมง แต่ผลงานในภาพรวมก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
สำหรับคณะที่ปรึกษา หรือ "กุนซือ" คู่กายของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระดับวงในสุดย่อมหนีไม่พ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สองพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ โดยใช้สำนักงานมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็น "ศูนย์บัญชาการแห่งที่ 2" ของรัฐบาล และคสช.
รวมทั้งบรรดากุนซือชุดเดิมที่ใช้บริการมาตั้งแต่หลังยึดอำนาจ ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รวมถึง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เป็นอีกหนึ่งในกุนซือด้าน "กฎหมาย" ของรัฐบาล และคสช. ซึ่งมักจะมีการยกหูถึงกันอยู่เสมอ
ส่วนทีมงานที่ทำหน้าที่เป็น "เลขานุการ" คอยกลั่นกรองงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีทีม "ฝ่ายเสนาธิการ" ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารยศ "พันเอก" 2 นาย คอยกลั่นกรองประเด็นต่างๆ ก่อนจะนำเสนอให้นายกฯ และหัวหน้า คสช.พิจารณา โดยมี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี (เพื่อน ตท.12) ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำหน้าที่ "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี"
โดยขั้นตอนการทำงานทีมฝ่าย เสธ.จะอ่านวาระงาน และประเด็นทั้งหมดจากทุกกระทรวงเพื่อเรียงลำดับและสรุปให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบโดยละเอียด ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์จะต้องรู้รายละเอียดให้ได้มากกว่า 80% และจะสังเกตได้ว่า ในการประชุม ครม.แต่ละครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะสั่งงาน และติดตามงานรายกระทรวงได้อย่างตรงจุด
ทั้งนี้ นอกจากกุนซือระดับวงในใกล้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ มาตั้งแต่สมัยที่อยู่ในกองทัพ และมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ก็ยังมีทีมงาน "คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" จำนวน 12 คน ที่มีการแต่งตั้งเมื่อปลายปี 2557 เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษาในด้านต่างๆ ด้วย
โดยโครงสร้างคณะที่ปรึกษานายกฯ ได้แก่ 1.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษา 2.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี รองประธานที่ปรึกษา ส่วนที่ปรึกษา ได้แก่ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายสมพล เกียรติไพบูลย์ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม นายบรรยง พงษ์พานิช นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล นางธันยา เลาหทัย
โดยมี พ.อ.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ และพ.อ.อภิสิทธิ์ ไชยนุวัติ เป็นคณะทำงาน และ น.ส.รุจิรา ริมผดี และน.ส.กุลกานต์ ตันติเตมิท เป็นคณะทำงานและเลขานุการร่วม
สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะที่ปรึกษานายกฯ คือ ให้คำปรึกษา และจัดทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เสนอแนวนโยบายเร่งด่วน และนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล
รวมถึงการดำเนินการอื่นๆ ใน “สถานการณ์พิเศษ” ตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งติดตาม และ "ประเมินผล" การดำเนินงานด้วย
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาความเห็นและแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินงานของนายกรัฐมนตรี สามารถแต่งตั้งอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อช่วยในการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น หรืออาจจะเชิญบุคคลหรือขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงาน และดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
จากโครงสร้างในการทำงานเพื่อติดตาม และเร่งรัดการทำงานในรายกระทรวง รวมทั้งโครงสร้างของคณะที่ปรึกษานายกฯ ทำให้เห็นว่า รัฐบาล และคสช. ให้ความสำคัญกับการทำผลงานให้ปรากฏเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดตามโรดแม็พที่วางไว้ว่าจะอยู่ในอำนาจเพียง 1 ปีเศษๆ แต่โครงสร้างหลายชั้นที่วางเอาไว้จะ "เวิร์ก" หรือไม่ ไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะประเมินผลสอบได้ไม่มากก็น้อย



