ข่าว

‘ศาลปราบโกง-แผนกคดีวินัยการคลังฯ.คนละเรื่องเดียวกัน!

‘ศาลปราบโกง-แผนกคดีวินัยการคลังฯ.คนละเรื่องเดียวกัน!

05 ก.พ. 2558

‘ศาลปราบโกง-แผนกคดีวินัยการคลังฯ.คนละเรื่องเดียวกัน! : โอภาส บุญล้อมรายงาน

               "แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ" ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง เมื่อ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำมาโยงกับข้อเสนอของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เห็นว่าควรมี "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" เพื่อจะได้พิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นได้รวดเร็ว ลงโทษรุนแรง มีความเด็ดขาดในการปราบปรามทุจริต

               บวรศักดิ์ บอกว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีบทบัญญัติตามข้อเสนอของ พล.อ.เปรม ที่ให้มี "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" แล้ว นั่นก็คือ การจัดตั้ง "แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ" ขึ้นในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด  

               หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือ "แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ" ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด นี่แหละคือ "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" 

               ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติเห็นชอบให้ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด มีแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ เพื่อรองรับคดีด้านการเงินการคลังของประเทศ

               ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังบอกว่า ในขั้นตอนการไต่สวนของศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณนั้น หากพบว่า มีพฤติกรรมแค่ส่อว่ามีการกระทำที่ทุจริต ศาลสามารถสั่งให้ยุติการกระทำได้ หรือหากพบว่าการกระทำนั้นสร้างความเสียหายให้แก่เงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน สามารถสั่งให้บุคคลนั้นคืนเงินหรือทรัพย์สินต่อแผ่นดินได้ 

               บวรศักดิ์ บอกว่า กระบวนการดังกล่าวนี้ แตกต่างจากการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่หากพบว่ามีการกระทำที่เป็นความผิดและเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ซึ่งใช้วิธีพิจารณาของคดีอาญา ทำให้ต้องสืบพยานจนสิ้นสงสัยก่อนจึงจะพิพากษาลงโทษได้

               ดังนั้น ที่ผ่านมา อัยการจะไม่สั่งฟ้องใครง่ายๆ และศาลก็ไม่จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยง่าย เพราะมีหลักในคดีอาญาว่า ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว 

               จากการสาธยายของ บวรศักดิ์ ฟังประหนึ่งว่า แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด จะเข้ามาช่วยในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง โกงเงินงบประมาณแผ่นดิน ทดแทนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลอาญาได้ โดยสามารถพิจารณาคดีได้รวดเร็วและลงโทษได้เพียงแค่มีหลักฐานน่าเชื่อว่ากระทำผิด ไม่ต้องรอให้จนถึงพยานหลักฐานถึงกับสิ้นสงสัย

               แต่ที่จริงแล้ว ไม่น่าจะใช่

               อดีตผู้พิพากษาศาลปกครองท่านหนึ่ง บอกว่า  กรณีที่คนคนหนึ่งกระทำการทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน มีโทษอยู่หลายประเภท

               หนึ่ง โทษทางวินัย หากบุคคลนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลดขั้นเงินเดือน ภาคทัณฑ์ ไล่ออก ปลดออก

               สอง ลงโทษปรับทางปกครอง ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจลงโทษในเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ลงโทษปรับคิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ซึ่งใช้ได้กับทั้งข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

               สาม ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้ชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย     

               สี่ ความรับผิดทางอาญา หากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากเป็นข้าราชการ ก็ขึ้นศาลอาญา

               จะเห็นได้ว่า หากมีการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง โกงงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนของคดีอาญาก็ยังต้องไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาอยู่ดี เพราะแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ไม่สามารถมาทดแทนในส่วนนี้ได้ 

               อีกทั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลอาญา ก็ต้องใช้หลักวิธีพิจารณาคดีในคดีอาญา คือ ต้องมีหลักฐานปราศจากสงสัยก่อนจึงจะลงโทษจำเลยได้ หากคดีจะช้า ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

               และที่ บวรศักดิ์ บอกว่า แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด สามารถสั่งให้ยุติการกระทำหากพบว่ามีพฤติกรรมแค่ส่อว่ามีการกระทำที่ทุจริต หรือหากพบว่าการกระทำนั้นสร้างความเสียหายให้แก่เงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน สามารถสั่งให้บุคคลนั้นคืนเงินหรือทรัพย์สินต่อแผ่นดินได้นั้น ก็เป็นอำนาจตามปกติของศาลปกครองที่มีอยู่แล้ว 

               เช่น การสั่งให้ยุติการกระทำ ก็เป็นเรื่องของการสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือการสั่งให้บุคคลที่สร้างความเสียหายให้แก่เงินหรือทรัพย์สิน คืนเงินหรือทรัพย์สิน ก็เป็นเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ที่ศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้คืนเงินหรือทรัพย์สินได้อยู่แล้ว 

               แล้ว... "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" ในความหมายของ พล.อ.เปรม คืออะไรกันแน่ ?

               "ถอดรหัส" จากคำพูดของ พล.อ.เปรม ที่ต้องการตั้ง "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" ขึ้น เพื่อจะได้พิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นได้รวดเร็ว มีความเด็ดขาดในการปราบปรามการทุจริต น่าจะหมายถึง การตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเฉพาะ เป็นศาลพิจารณาคดีอาญา ปราบโกงคดีทุจริตคอร์รัปชั่นแยกต่างหากจากคดีอาญาทั่วไป หรือที่เรียกว่า "ศาลคดีทุจริตคอรัปชั่น"  

               เนื่องจากปัจจุบัน ศาลอาญาใน กทม. หรือศาลจังหวัด มีคดีอาญาขึ้นสู่ศาลจำนวนมากเพราะรับคดีอาญาทุกประเภท ดังนั้น การมีศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาคดีเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ก็จะทำให้คดีรวดเร็ว มีความเด็ดขาดในการปราบทุจริตมากขึ้น

               สำหรับศาลปกครอง ปัจจุบันยังไม่เคยพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับวินัยการคลังและงบประมาณของแผ่นดินโดยตรง ดังนั้น หากเปิด "แผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณ" ขึ้นในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ก็ต้องมีการอบรมผู้พิพากษาในศาลปกครองให้มีความรู้ความชำนาญด้านวินัยการคลังและงบประมาณ

               อย่างไรก็ตาม การจัดตั้ง "แผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ" มีข้อดี คือ คนที่คิดจะโกงงบประมาณแผ่นดิน จะได้ยับยั้งชั่งใจมากขึ้น เพราะต้องถูกตรวจสอบจากศาลอีกชั้นหนึ่ง จากเดิมที่มีแต่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่ตรวจสอบเท่านั้น

               แต่ก็มีข้อน่าห่วงตรงที่ให้ประชาชนทั่วไป สามารถฟ้องโดยตรงต่อแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณได้ คงทำให้คดีประเภทนี้ล้นศาลปกครองแน่ เพราะปัจจุบันคดีที่ขึ้นสู่ศาลปกครองก็มีจำนวนมากอยู่แล้ว เฉลี่ยคดีหนึ่ง ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดใช้เวลาพิจารณาคดีแต่ละชั้นศาลนานถึง 3 ปี... น่าคิดว่าศาลปกครองจะรับมือไหวหรือเปล่า!!?