ข่าว

เงินทองต้องรู้ : หนี้นาโน

เงินทองต้องรู้ : หนี้นาโน

06 ก.พ. 2558

เงินทองต้องรู้ : หนี้นาโน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                         ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ประกาศหลักเกณฑ์การจัดตั้ง "นาโนไฟแนนซ์" และเปิดให้ผู้สนใจที่มีคุณสมบัติครบถ้วนยื่นขอจัดตั้งแล้วตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา
 
                         "นาโนไฟแนนซ์" เป็นสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดาเพื่อการประกอบธุรกิจเท่านั้น สามารถกู้ได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ในวงเงิน 1 แสนบาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงรวมค่าธรรมเนียมทุกประเภทแล้วไม่เกิน 36% ต่อปี (ถ้าหาร 12 เดือนก็เท่ากับร้อยละ 3 ต่อเดือน)
 
                         ส่วนผู้ประกอบการที่สามารถยื่นขอจัดตั้ง "นาโนไฟแนนซ์" ได้นั้น 1.จะต้องเป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจธนาคารสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน เหล่านี้สามารถประกอบธุรกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต และ 2.ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ต้องยื่นคำขอผ่าน ธปท. ก่อนจะส่งต่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามอนุมัติ โดยจะใช้เวลา 60 วัน 
 
                         แบงก์ชาติตั้งเกณฑ์ของผู้ประกอบการที่ยื่นขอจัดตั้ง "นาโนไฟแนนซ์" ว่า จะต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน ที่มีจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำ 50 ล้านบาท มีโครงสร้างเงินทุน คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ไม่เกิน 7 เท่า ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา ที่ชาวบ้านอย่างเราไม่ต้องเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องของเขา ในฐานะผู้ปล่อยกู้ ไม่ใช่เรื่องของเรา ในฐานะผู้กู้
 
                         การเดินหน้าจัดตั้ง "นาโนไฟแนนซ์" ของแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องดีที่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังในแต่ละเดือนจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น บ้างก็ว่าประเทศนี้มีปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่พอหรืออย่างไร ถึงกระตุ้นให้ประชาชนก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก
 
                         ย้อนกลับไปดูผลสำรวจกรุงเทพโพลล์ ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเผยแพร่ในวันเดียวกันกับวันที่แบงก์ชาติเปิดให้ผู้ประกอบการที่คุณสมบัติครบถ้วนยื่นขอจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ เป็นผลสำรวจในหัวข้อ “ราคาสินค้าควรเป็นอย่างไรหลังราคาน้ำมันลด” ซึ่งจากการเก็บข้อมูลประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,143 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.4% มีรายได้ไม่ค่อยเพียงพอถึงไม่พอเมื่อเปรียบเทียบกับรายจ่าย โดยในจำนวนนี้ 38.7% มีรายได้ไม่ค่อยเพียงพอกับรายจ่าย และ 19.7% มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ขณะที่ประชาชนอีก 41.6% ตอบว่า พวกเขายังมีรายได้ที่เพียงพอกับรายจ่าย
 
                         เท่ากับว่า เกือบ 60% ของกลุ่มตัวอย่างมีรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่รอดในแต่ละเดือน คือ “กู้” และเมื่อกู้ในระบบไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกู้นอกระบบ ที่บางครั้งก็ต้องยอมให้เจ้าหนี้โขกดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อเดือน ถ้ามองจากมุมนี้ ก็พอมองเห็นประโยชน์ของนาโนไฟแนนซ์ แต่ถ้ามองจากมุมที่น่ากังวลในเรื่องของอัตรา “หนี้ภาคครัวเรือน” ก็ต้องยอมรับว่า น่าเป็นห่วง
 
                         มีบทวิจัยดีๆ เรื่องหนี้ครัวเรือน ที่จัดทำโดยฝ่ายวิจัยของแบงก์ชาติ ซึ่งจริงๆ จัดทำไว้หลายปีแล้ว ดังนั้นตัวเลขอาจจะไม่อัพเดท แต่เค้าโครงหลัก โดยเฉพาะ “ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของไทย” นั้นยังน่าสนใจและนำไปใช้งานได้
 
                         บทวิจัยนี้ชี้ให้เห็นผลกระทบของหนี้ครัวเรือนต่อระบบเศรษฐกิจ เป็น 2 กรณี นั่นคือ ช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจและช่วงขาลงของเศรษฐกิจ
 
                         ในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ระดับอัตราดอกเบี้ยที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาคเอกชนทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างราบรื่น ประกอบกับสถาบันการเงินต่างๆ มีความเต็มใจที่จะให้สินเชื่อแก่ภาคเอกชน ดังนั้นการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนส่วนหนึ่งจะสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคครัวเรือน 
 
                         อย่างไรก็ดี การขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยไม่เร่งตัวเร็วจนเกินไปเมื่อเทียบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะหากการก่อหนี้ขยายตัวเร็วและมากกว่าการขยายตัวของรายได้ สถานการณ์ดังกล่าวจะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัวได้ในอนาคต
 
                         นอกจากนี้ การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนอาจเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดภาวะฟองสบู่ในราคาหลักทรัพย์ได้ หากเป็นการกู้ยืมเพื่อลงทุนและเก็งกำไรในหลักทรัพย์ ดังเช่นกรณีประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จนนำมาซึ่งวิกฤติซับไพรม์ในช่วงปี 2550-2551
 
                         ส่วนในช่วงขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ บทวิจัยหยิบยกกรณีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นกรณีศึกษา โดยเมื่อฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตกและราคาที่อยู่อาศัยตกลงอย่างรวดเร็ว ความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนที่หายไป จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน จนหนี้ที่ก่อไว้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในที่สุด และภาคครัวเรือนจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น ทำให้ระดับการกู้ยืมและการบริโภคภาคครัวเรือนลดลง จึงเป็นส่วนซ้ำเติมให้เศรษฐกิจซบเซาเป็นระยะเวลานาน
 
                         หรือกรณีประเทศเกาหลีใต้ เมื่อสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ประกอบกับราคาที่อยู่อาศัยที่ลดลง ส่งผลให้ครัวเรือนไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน ซึ่งประสบการณ์จากต่างประเทศดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่พบว่า หากประเทศที่ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้ในระดับสูง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจหดตัว จะส่งผลต่อระดับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ลดลงมากและยาวนานกว่าประเทศที่ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้ในระดับต่ำ 
 
                         ดังนั้น กรณีของประเทศไทยในปัจจุบันที่หนี้ภาคครัวเรือนเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและอัตราการว่างงานสูงขึ้น จะส่งผลต่อระดับรายได้ภาคครัวเรือนเกิดภาวะที่เรียกว่า “อินคัม ช็อก” ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและระดับการบริโภคลดลง ซึ่งมีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซาเป็นระยะเวลานานได้เช่นกันหากเกิดภาวะ “อินคัม ช็อก” ดังกล่าว
 
                         เขียนถึงเรื่องนี้ ในวันที่ "นาโนไฟแนนซ์" กำลังมา และโอกาสในการเป็น "หนี้" อยู่ใกล้แค่เอื้อม
 
 
 
 
 
 
-------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : หนี้นาโน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])