ข่าว

บารมี‘ป๋า’ปลุกเช็กบิลคนโกงตำนาน..ทหารแก่ไม่มีวันตาย!

บารมี‘ป๋า’ปลุกเช็กบิลคนโกงตำนาน..ทหารแก่ไม่มีวันตาย!

04 ก.พ. 2558

บารมี‘ป๋า’ปลุกเช็กบิลคนโกง ตำนาน..ทหารแก่ไม่มีวันตาย!! : ทีมข่าวความมั่นคง

              "ผมเคยถามเรื่องคดีว่าทำไมคดีโกงเรื่องนี้ไม่เสร็จเสียที นานแล้ว เขาก็จะตอบว่าขั้นตอนเยอะ แต่ผมก็บอกว่าขั้นตอนสามารถแก้ได้ ประเทศไทยมีศาลมากมาย ทั้งศาลยุติธรรม ศาลภาษี ซึ่งถ้าเราจะตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงดีหรือไม่ เอาคดีนี้ไปดำเนินการให้เร็ว เพื่อลดขั้นตอนให้เร็ว ช่วยกันตั้งดีหรือเปล่า

              การใช้กฎหมายกับคนโกงชาติ โกงแผ่นดิน ต้องใช้ในลักษณะหลักนิยมของทหารม้า ที่บอกว่ารวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด ผมคิดว่าการเล่นงานคนโกงต้องใช้หลักการเหล่านี้ ต้องเร็ว ลงโทษรุนแรง มีความเด็ดขาดในการปราบปราม เพื่อให้มีคนดีมากกว่าคนโกง"

              พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ หล่นวรรคทองไว้ระหว่างบรรยายให้นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา วปอ. ครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และถือเป็นอีกครั้งที่ พล.อ.เปรม กล่าวกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทยให้มีความละอายต่อการโกง และเร่งเร้าให้มีการจัดการคนโกงขั้นเด็ดขาดตามสไตล์ทหารม้า

              พล.อ.เปรม ยังต้องการให้คนไทยแสดงอาการ "รังเกียจ" และละอายต่อการโกง รวมทั้งไม่แสดงความเคารพยกย่องต่อคนโกงด้วยว่า

              "ถ้าใครหลายคนโกงไม่ว่าจะเป็นใครใหญ่โตแค่ไหน คุณไม่ต้องไปไหว้ ไม่ต้องไปแสดงความเคารพนับถือ ต่อให้มีบารมีมากแค่ไหน ขอให้แสดงความขยะแขยงรังเกียจเมื่อรู้ว่าโกงชาติบ้านเมือง และพยายามอยู่ให้ไกลๆ รักษาระยะห่างจากคนโกง เพราะเชื้อโรคการโกงจะมาติดคุณ คนโกงกลิ่นไม่ดี

              ทำอย่างไรก็ได้ให้เขารู้ ชี้หน้าเขาว่า ผมรู้ว่าคุณรวย แต่รวยเพราะโกงเขามา เคยได้ยินคำเย้ยหยัน ประชดโปรดฟังให้ดีเขาเขียนว่าประเทศไทยมีดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือมีคนไทยเป็นคำประชดที่น่าอายมาก ถ้าคุณเป็นโกง มีคนมาบอกว่ามีคนไทยขี้โกงถ้าไม่ละอาย หรือรู้สึก แต่ผมและพวกเรารู้สึกว่ามันหน้าขายหน้า น่าละอาย"

              ปาฐกถาของ พล.อ.เปรม ถือเป็นการต่อยอด และตอกย้ำหลังจากที่ พล.อ.เปรม เคยกล่าวปาฐกถาในระหว่างการเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร “นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง” (นยปส.) รุ่นที่ 5 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557

              การย้ำหัวตะปูในครั้งนี้ของ พล.อ.เปรม นอกจากจะเป็นการสื่อสารไปยังคนไทยทั้งชาติแล้ว ยังเป็นการสื่อสารไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านการปราบโกง เช่น ป.ป.ช. ซึ่ง พล.อ.เปรม มองว่า กระบวนการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาดพอในการจัดการกับคนโกง

              อย่างไรก็ตาม การกระตุ้น และปลุกจิตสำนึกในการปราบโกงของ พล.อ.เปรม ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะพล.อ.เปรม ได้ดำรงตนให้เป็นแบบอย่างในความซื่อสัตย์สุจริต และให้ความสำคัญกับการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาโดยตลอดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระหว่างปีพ.ศ.2523-2531

              ดังนั้น พล.อ.เปรมจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อชาติ ต่อสถาบัน อันเป็นสิ่งที่ พล.อ.เปรมมักจะกล่าวย้ำอยู่เสมอในระหว่างการไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในระหว่างการเปิดบ้านให้ผู้นำเหล่าทัพ ตลอดจนนายตำรวจ และข้าราชการระดับสูงเข้าขอพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์

              "บารมี" ของพล.อ.เปรม จึงมาจากการดำรงตนให้เป็นแบบอย่างในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจนกระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็น "รัฐบุรุษ" จนทำให้ผู้นำประเทศ ตลอดจนผู้นำเหล่าทัพ และข้าราชการระดับสูงทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความเคารพนับถืออย่างสูง

              ไม่เว้นแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยเข้าพบปะหารือทางการเมืองกับ พล.อ.เปรม มาก่อน หรือแม้กระทั่ง คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ปรากฏภาพ และข่าวการเข้าพบ พล.อ.เปรม มาแล้วในระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่นอกประเทศ

              ไม่แปลกที่ พล.อ.เปรม จะถูกมองว่าเป็น "ผู้มากบารมี" ที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงนับตั้งแต่พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2531 และยังทรงอิทธิพลอย่างสูงมาจนถึงทุกวันนี้

              ในห้วงที่ผ่านมาหากมีสถานการณ์ทางการเมือง และในแวดวงการทหารร้อนแรงถึงขีดสุด พล.อ.เปรม มักจะถูกหยิบยกว่า มีบทบาทนำอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงปี 2549 ก่อนการรัฐประหาร ซึ่ง พล.อ.เปรม เดินสายไปตามหน่วยรบ และสถาบันการศึกษาทางทหารทุกเหล่าทัพ โดยสวมเครื่องแบบ "ทหารม้า" เต็มยศ

              เป็นปฐมบทของตำนาน Old soldiers never die หรือ "ทหารแก่ไม่มีวันตาย" ซึ่งปรากฏภาพฉายชัดที่สุดในระหว่างการบรรยายที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อ.เขาชะโงก จ.นครนายก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 อันเป็นที่มาของประโยคคลาสสิกว่าด้วย "จ็อกกี้" อันลือลั่นสะท้านเมือง

              "อยากจะเล่าให้ฟังตรงนี้ เปรียบเทียบให้ฟัง คนนี้เป็นทหารม้าถึงรู้เรื่องม้าดี รู้เรื่องการแข่งม้า ถ้าจะแข่งม้าก็เจ้าของม้าจะเริ่มมีคอกม้าก่อน คอกก็มีม้าหลายตัว 5 ตัว 10 ตัว 20 ตัวก็ได้ เจ้าของคอกก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่ง เขาก็ไปเอาเด็กที่เราเรียกว่าจ็อกกี้ คือเด็กขี่ม้าไปจ้างให้เขามาขี่ม้า เขาจะขี่ม้า พอเสร็จจากการขี่ม้าเขาก็กลับไปทำงานอย่างอื่น

              วันนี้เขาขี่ม้าคอกนี้ วันพรุ่งนี้เขาก็ไปขี่ม้าอีกคอกหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเจ้าของม้าหรอก เขาเป็นคนขี่ รัฐบาลก็เหมือนกับจ็อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแล แต่กำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา

              เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดี ขี่เก่ง บางคนก็ขี่ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน บางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลทำงานไม่ดี ไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง ที่พูดนี่เพื่อให้นักเรียนเข้าใจว่าเราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พล.อ.เปรม ย้ำต่อนักเรียนนายร้อยจปร.ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่นาน

              ในครั้งนั้น พล.อเปรมย้ำถึงความเป็น Old soldiers never die ด้วยว่า "มีที่พูดกันว่า The old soldier never dies เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่เข้าใจกันง่ายๆ แปลได้ คนไทยพวกเราที่เป็นทหารก็คล้ายๆ กับฝรั่งที่พูด เราพูดกันอยู่เสมอแต่เราอาจจะยังไม่ได้ยินมาบ้าง แต่พี่น้องที่เป็นทหารจะมีความรู้สึกที่เหมือนกันตามที่จะพูดต่อไปนี้ว่า

              พวกเราลองได้เป็นทหารครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องเป็นทหารไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เกษียณแล้วก็เลิกเป็น ไม่ใช่ลาออกแล้วก็เลิกเป็น ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะคนที่มาเป็นทหารต้องเป็นด้วยเลือดเนื้อ วิญญาณ จิตใจ ทุกอย่างอยู่ในสายเลือด เพราะฉะนั้นเราเป็นทหารครั้งหนึ่ง เราต้องเป็นทหารไปจนตาย"

              นั่นคือบทสรุปตัวตนของ พล.อ.เปรม ที่จะดำรงบทบาททหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปจนตราบวาระสุดท้าย ซึ่งในการบรรยายตามที่ต่างๆ พล.อ.เปรม มักจะเน้นย้ำอยู่ 4 ประเด็น คือ 1.ความจงรักภักดีต่อสถาบัน 2.บทบาทของทหารในการแก้ไขปัญหาของประเทศ 3.ความซื่อสัตย์สุจริต และการปราบปรามการทุจริต 4.การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

              ดังนั้น การออกมาแสดงบทบาทนำในการปราบปรามคนโกงของ พล.อ.เปรม ครั้งล่าสุดถือว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะจุดยืนของ พล.อ.เปรม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคสช. ที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญในการปฏิรูปประเทศ คือ การปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกร่อนประเทศชาติมาอย่างยาวนาน

              ต้องติดตามกันต่อไปว่า คำปรารภของ พล.อ.เปรม ที่ต้องการให้จัดการคนโกงตามสไตล์ทหารม้า คือ รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาล คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการคนโกงแค่ไหน

              โดยเฉพาะแนวคิดการตั้ง "ศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง" ที่อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุดในการปราบคนโกงให้รวดเร็ว เด็ดขาด รุนแรงมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา