ข่าว

'ผู้ตรวจฯ'ไม่ขัด!ควบรวม'กสม.'

'ผู้ตรวจฯ'ไม่ขัด!ควบรวม'กสม.'

03 ก.พ. 2558

'ผู้ตรวจฯ' ไม่ขัดควบรวมกับ 'กสม.' หวัง 'กมธ.ยกร่างฯ' กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัด ชี้ องค์อำนาจควรเป็น 5 คน เพื่อทำงานเป็นเอกภาพ เชื่อยูเอ็นเข้าใจ

 
                                3 ก.พ. 58  นายศรีราชา วงศารยางกูร , พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติให้ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นองค์กร 'คณะผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิประชาชน'
 
                                โดยนายศรีราชา กล่าวว่า ตนเคารพมติของ กมธ.ยกร่างฯ เพราะดูจากร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา อำนาจของผู้ตรวจ และ กสม. ยังอยู่ครบถ้วน ยกเว้นในเรื่องของการตรวจสอบจริยธรรม ที่ กมธ.ยกร่างฯ อาจให้เป็นหน้าที่ของสมัชชาคุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้ดำเนินการแทน แต่อยากขอให้ กมธ.ยกร่างฯ ให้ผู้ตรวจมีหน้าที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมต่อไป เพราะถ้าทำให้ภาคราชการมีคุณธรรม ก็จะทำให้การร้องทุกข์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการลดน้อยลง และเห็นว่า เรื่องของการส่งเสริมคุณธรรม ไม่ควรจองให้องค์กรใดจองกฐินเป็นเจ้าภาพเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้ปาฐกถาว่า เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องของการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น
 
                                นายศรีราชา กล่าวต่อว่า หากมีการควบรวมสององค์กร อยากให้ กมธ.ยกร่างฯ สร้างความชัดเจนในการทำงาน เพื่อลดข้อครหาในการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างองค์กร หรือสองมาตรฐาน ส่วนจำนวนขององค์อำนาจที่จะให้มี 11 คนนั้น เห็นว่ามากเกินไปหรือไม่ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในลักษณะที่มากคนก็มากความ จึงคิดว่ามีเพียง 5 คนน่าจะเหมาะสม ขณะเดียวกัน กระบวนการสรรหาอยากให้คำนึงถึงการทำให้เมื่อเข้ามาแล้วทำหน้าที่หลอมรวมกันได้ อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเป็นสากลขององค์กร เนื่องจากผู้ตรวจฯ มีหน้าที่ให้สิทธิประชาชน ส่วน กสม.ก็คอยปกป้องคุ้มครองสิทธิประชาชน รวมทั้งในเรื่องสถานะของบุคลากร ที่ปัจจุบัน กสม.จะเป็นข้าราชการเต็มตัว แต่ผู้ตรวจการจะเป็นพนักงาน ซึ่งสิทธิประโยชน์จะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้ว คงต้องเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
 
                                "หากมีการรวมกัน ในส่วนกรรมการของทั้งสององค์กรคงไม่มีปัญหา เพราะ กสม.ชุดนี้ กำลังจะหมดวาระวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ส่วนตนก็จะครบวาระในช่วงที่รัฐธรรมนูญอาจใกล้ใช้บังคับ แต่ที่เป็นห่วง คือ เรื่องพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงอยากให้ กมธ.ยกร่างฯ ได้รับฟังเสียงของประชาชน และเสียงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในชั้นการยกร่างกฎหมายประกอบ ควรที่จะให้ผู้แทนของสององค์กรได้เข้าร่วม ไม่ใช่ทำกันเหมือนนั่งเทียน เพราะหากเป็นเช่นนั้น ที่หวังว่าโครงสร้างจะรัดกุมอาจหละหลวมได้" นายศรีราชา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ตนยังรู้สึกสบายใจ และมีความสุขที่ กมธ.ยกร่างฯ ยังกำหนดชื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นชื่อนำอยู่ แต่ต้องดูกันต่อไปว่า การควบรวมจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะยังมีเสียงคัดค้านอยู่ จิ้งจกทักก็ต้องฟัง
 
                                ด้าน พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ถ้าหากว่ามีการควบรวม เราก็ไม่ติดใจ แต่อย่างไรต้องมีการปรับปรุงแก้ไขลดช่องว่างในข้อกฎหมาย เมื่อควบรวมแล้ว ก็ต้องไปดูว่าในการทำหน้าที่ในแต่ละเรื่อง มีที่มาที่ไปอย่างไร และฝากให้ กมธ.ยกร่างฯ เขียนโครงสร้างอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญไม่ให้เกิดความยืดเยื้อ หรือยาวจนเกินไป เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมบ้านเมืองเกิดเปลี่ยนแปลงไป เราจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ อีกทั้งเมื่อควบรวมสององค์กรแล้ว การทำรายงานต่อสหประชาชาติเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ ส่วนเรื่ององค์อำนาจนั้นเห็นว่ามีจำนวน 5 คน ก็เพียงพอ แล้วจะไปแบ่งหน้าที่อย่างไรก็ต้องพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับชื่อองค์กรกับชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ต้องแยกกัน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยตัวองค์กรจะใช้ชื่อผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิประชาชนก็ใช้ไป แต่ตัวกรรมการควรเรียกว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็น่าจะเพียงพอ เพราะชื่อนี้ถือว่าเริ่มติดตลาด ซึ่งประชาชนจำได้แล้ว 
 
                                เมื่อถามว่า กสม.ต้องรายงานการทำงานต่อสหประชาชาติทุกปี หากมีการควบรวมกับผู้ตรวจการ จะได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติหรือไม่ นายศรีราชา กล่าวว่า ในข้อเท็จจริง ตนไม่สามารถตอบคำถามแทนได้ แต่ถ้าหากสหประชาชาติมีความเข้าใจว่าแม้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อองค์กร แต่อำนาจในการทำหน้าที่ยังเหมือนเดิม ก็ไม่น่ามีปัญหา อย่างไรก็ตาม สหประชาชาตินั้นทำหน้าที่เพียงคนที่คอยควบคุม และกระตุ้น แต่สิ่งสำคัญเราต้องทำให้ชัดเจน สิ่งที่เราทำเป็นผลดีต่อประเทศไทยไม่ใช่สหประชาชาติ เพราะเราไม่ได้ยืมจมูกคนอื่นหายใจ โดย พล.อ.วิทวัสกล่าวเสริมว่า มาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในประเทศไทยนั้น แม้สหประชาชาติจะเป็นผู้ประเมิน แต่นี่เป็นหน้าที่สำคัญของคนไทยที่จะต้องไม่ทำให้อันดับเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของประเทศไทยตกลงไประดับเทียร์ 4 เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะถูกแขวนไปถึง 4 ปี และจะมีผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม