ข่าว

ย้อนรอยบึ้มการเมืองก่อนถึงสยามฯตัวเอ้ยังลอยนวล

ย้อนรอยบึ้มการเมืองก่อนถึงสยามฯตัวเอ้ยังลอยนวล

03 ก.พ. 2558

ย้อนรอยบึ้มการเมือง ก่อนถึงสยามฯตัวเอ้ยังลอยนวล : ทีมข่าวความมั่นคง

               ฝ่ายความมั่นคงประเมินแรงจูงใจของเหตุระเบิด 2 จุดใกล้ห้างสยามพารากอนในช่วงค่ำของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่าน่าจะมาจากจุดประสงค์ทาง "การเมือง" อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากรูปแบบการประกอบระเบิด "ไปป์บอมบ์" ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดภายในถนนราษฎร์อุทิศ 25 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กทม. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2557

               เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ นายบุญเลื่อน ปินตา อายุ 40 ปี และนายเกรียงไกร ศิลป์อำนวย อายุ 50 ปี โดยเจ้าหน้าที่ และผู้เห็นเหตุการณ์ต่างสรุปตรงกันว่า ทั้งสองเสียชีวิตขณะขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้เกิดระเบิดขึ้น และเชื่อว่า น่าจะเป็นการนำระเบิดไปส่งยังอีกจุดหนึ่ง แต่ระเบิดเกิดทำงานขึ้นเสียก่อน

               และที่สำคัญก็คือ เหตุระเบิดหน้าสยามพารากอน กับเหตุระเบิดย่านมีนบุรี ล้วนใช้ "ท่อเหล็ก" ที่มีอานุภาพแรงระเบิดได้มากกว่าท่อพีวีซี

               แต่ก็ยังเชื่อว่า เหตุที่หน้าห้างสยามพารากอนน่าจะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ และสร้างความตระหนก มากกว่าที่จะประสงค์ต่อชีวิต

               จากรูปแบบของระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2557 ย้อนไปถึงกลุ่มใต้ดินเมื่อปี 2553 โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่ "สมานเมตตาแมนชั่น" อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

               ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557 หลังเหตุระเบิดย่านมีนบุรีตำรวจได้จับกุม นางอัมพร ใจก้อน หรือครูแขก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 412/2554 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2554 ข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น โดยเชื่อว่านางอัมพรมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดมีนบุรีเมื่อ 29 มีนาคม 2557 ด้วย

               ทว่า ในเวลาต่อมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในขณะนั้น ได้อนุญาตให้ประกันตัวนางอัมพร โดยไม่ได้แจ้งข้อหาในคดีระเบิดย่านมีนบุรี แต่แจ้งข้อหาเฉพาะคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่นเท่านั้น โดยนายธาริตให้เหตุผลว่า

               "ดีเอสไอพิจารณาเหตุผลหลายอย่างประกอบการพิจารณาให้ประกัน ทั้งกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้หญิง และยังให้การปฏิเสธ ขณะที่พยานหลักฐานจากการสอบสวนยังไม่ชี้ชัดว่านางอัมพร กระทำความผิด โดยยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่านางอัมพรครอบครองวัตถุระเบิด มีเพียงพยานที่ระบุว่านางอัมพรไปปรากฏตัวที่สมานเมตตาแมนชั่นเท่านั้น"

               ส่วนผู้ต้องหาอีกรายที่มีหลักฐานเป็นตัวการในการครอบครองวัตถุระเบิด คือ นายกษิ ดิฐธนรัชต์ ที่ศาลออกหมายจับและยังหลบหนีอยู่ จากความเชื่อมโยงในคดีระเบิดย่านมีนบุรี และคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ทำให้ภาพความเชื่อมโยงของกลุ่มกองกำลังใต้ดินที่เริ่มก่อตัวขึ้นในปี 2553 มีความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ

               โดยกลุ่มผู้ต้องหาระเบิดสมานเมตตาแมนชั่นเมื่อปี 2553 มี 4 ราย ได้แก่ 1.นายกษิ ดิฐธนรัชต์ ซึ่งมีหลักฐานการโอนเงินให้นายสมัยครั้งละ 10,000-15,000  บาท 2.น.ส.นะทัน หะยีดือราแม ภรรยาของนายกษิ 3.นางอัมพร หรือลัดดา หรือครูแขก ใจก้อน ซึ่งปรากฏภาพในกล้องวงจรปิด ในลักษณะผู้หญิงที่อยู่ในชุดที่มีผ้าคลุมศีรษะ 4.นายยา ปิยะนรา เจ้าของรถปิกอัพวีโก้ ทะเบียน กค 3898 นราธิวาส ที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดว่าขับรถมาหานายสมัยที่แมนชั่นอยู่หลายครั้ง และรถคันดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดในอีกหลายจุด

               โดยผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับนายสมัยมากที่สุด คือ นายกษิ และนางอัมพร หรือครูแขก ขณะที่นายยา และ น.ส.นะทัน ให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด แต่นายกษิเป็นคนว่าจ้างให้ซื้อรถกระบะมาจากโชว์รูมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่หลังจากนั้นนายกษิได้นำรถไปใช้เองโดยที่ตนไม่รู้เรื่อง

               ดังนั้น ตัวละครสำคัญที่สุดในคดีดังกล่าว คือ นายกษิ ซึ่งเป็นนักธุรกิจค้าปุ๋ยยูเรีย และน้ำมันปาล์มข้ามชาติในย่านตะวันออกกลาง โดยนายกษิรู้จักกับนายสมัย ซึ่งเป็นมือระเบิดที่ จ.เชียงใหม่ และมีหลักฐานการโอนเงินให้นายสมัยจำนวนหลายหมื่นบาท แต่หลังจากผ่านไปเกือบ 5 ปีเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถติดตามจับกุมนายกษิมาไขปริศนาหาตัว "คนบงการ" ในคดีดังกล่าวได้

               เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาล ระบุว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครื่องทำให้ดูเหมือนผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในรายละเอียดแล้วไม่เหมือนกัน และรูปแบบเหมือนกับระเบิดย่านมีนบุรีเมื่อปี 2557

               "ระเบิดครั้งนี้มีเป้าหมายทางการเมือง โดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีแผนสร้างสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่ช่วงนั้นมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทำให้ไม่สามารถทำได้ตามแผน กระทั่งล่าสุดการรักษาความปลอดภัยเริ่มย่อหย่อนลง ประกอบกับทางห้างสรรพสินค้ามีอีเวนท์ จึงมีช่องว่างให้เข้าไปก่อเหตุได้"

               สำหรับลักษณะของวัตถุระเบิดในครั้งนี้ประกอบในท่อเหล็กขนาด 4 นิ้ว บรรจุตะปูเป็นสะเก็ดระเบิด แต่รัศมีการทำลายของระเบิดไม่มากนัก เชื่อว่าคนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายมากกว่าประสงค์เอาชีวิต โดยทางตำรวจเชื่อว่า จะสามารถออกหมายจับผู้ก่อเหตุได้ภายใน 1-2 วันนี้ เนื่องจากมีหลักฐานกล้องโทรทัศน์วงจรปิดค่อนข้างชัดเจน