
เฮทสปีชพันธุ์ใหม่
เฮทสปีชพันธุ์ใหม่ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล
มีความเห็นที่หลากหลายเรื่องท่าทีที่ดูเกรี้ยวกราด ออกอาการขุ่นมัวตลอดเวลาของท่านผู้นำ บ้างก็ว่าเป็นเพราะสื่อตั้งคำถามชวนวิวาท ไม่สร้างสรรค์ ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม บ้างก็ว่าคนเป็นผู้นำต้องหนักแน่น อดทน ต้องทนฟังคำถามของนักข่าวได้ แม้ว่าบางคำถามจะดูไม่เข้าท่า หรือไล่ต้อนให้จนมุม
เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครตัดสินถูกผิดได้ ตราบที่ยังไม่เข้าใจถึงบทบาทอันแท้จริงของนักข่าว และคนในอำนาจ ไม่ว่าจะเข้ามาในอำนาจตามกติกาหรือไม่
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีบางถ้อยคำของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เป็นข่าวแพร่หลายมากนัก
"..ผมเคยเป็นโฆษกรัฐบาลมาแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไร จะเผื่อเอาไว้ และท่านนายกฯ ก็เป็นคนที่มีอะไรก็พูดตามนั้นเลย แต่ไอ้พวกบ้าเนี่ย ข่าวที่ออกไปอย่างเซียนๆ มันไปบิดนิดเดียวเป็นอีกเรื่อง ที่เราชี้แจงไม่มีเลย"
คุณชายปรีดิยาธร เคยเป็นโฆษกรัฐบาล ในยุคนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ฉะนั้นก็ย่อมมีความคุ้นเคยกับการทำงานของสื่อพอสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณชายยังแยกแยะไม่ได้ ก็คือบทบาทของสื่อที่สะท้อนความจริงจากการตั้งคำถามกับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ และแน่นอนว่าในคำถามนั้นก็มักจะเป็นเรื่องของความเห็นต่าง นักการเมืองที่ฉลาดมักจะหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามตรงๆ หรือตอบในสิ่งที่อาจไม่ได้ถาม เพื่อป้องกันไม่ให้นักข่าวใช้เป็นประเด็นที่ไปเพิ่มความขัดแย้ง
ในการระเบิดอารมณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน คุณชายตอกย้ำความเชื่อว่าสื่อสนใจเฉพาะความขัดแย้ง นี่ก็เป็นเรื่องมุมมองที่แตกต่าง เพราะธรรมชาติของข่าวการเมืองคือความขัดแย้ง แต่เป็นความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือหมู่คณะใด นักการเมืองไม่ว่าจะมาโดยวิถีทางใด ก็ต้องหนักแน่นและตอบคำถามในฐานะบุคคลสาธารณะ หรือปฏิเสธ โดยไม่ชี้หน้าใครว่าชมชอบแต่ความขัดแย้ง
ถัดมาอีกหนึ่งวัน ท่านผู้นำก็ปลดปล่อยถ้อยคำไม่แตกต่างไปจากถ้อยคำของคุณชาย
หากย้อนหลังไปในห้วงเวลาใกล้เคียงกับที่ผมเริ่มอาชีพนักข่าว นักการเมืองที่มีวาจาเชือดเฉือน และพร้อมจะต่อยตีกับนักข่าวแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีเพียง พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อหม่อมคึกฤทธิ์ ป่วยด้วยโรคปอดบวม ในเดือนมีนาคม 2532 การป่วยของหม่อมคึกฤทธิ์ ครั้งนั้น ถูกรายงานแบบเกาะติดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ทุกคืน มีการแพร่ภาพก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง ทั้งที่พยาบาลถือเดินเข้าไปในห้อง 402 โรงพยาบาลสมิติเวช และที่ยังเหลืออยู่ในชามเมื่อกลับออกมา ด้วยความพยายามสื่อความของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ว่าหม่อมคึกฤทธิ์ ป่วยการเมือง
ในที่สุดหม่อมคึกฤทธิ์ก็ประกาศศึกกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 และ ดร.สมเกียรติ ด้วยการอดอาหารประท้วง จนกว่าสถานีจะยอมรับผิด พร้อมทั้งนิยามการทำงานสื่อของ ดร.สมเกียรติ ว่าเป็นการกระทำของ "กุ๊ย”
ถัดจากหม่อมคึกฤทธิ์ก็เป็นนายสมัคร สุนทรเวช ที่ชมชอบในการต่อปากต่อคำกับสื่อ และไม่ยอมลดราวาศอก เขามักจะใช้รายการนายกฯ พบประชาชน เช้าวันอาทิตย์ ตำหนิติเตียนการทำงานของสื่อมวลชนอยู่เสมอ นอกจากนั้นนายสมัครจะใช้วิธีโจมตีคำถามคือทำให้คำถามนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ และย้อนถามนักข่าวในคำถามนั้นเอง
ส่วนยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ชอบตัดบทด้วยคำว่า “กลับบ้านเถอะลูก” โดยตอบคำถามนักข่าวน้อยมาก แต่ไม่เคยแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับนักข่าว ในขณะที่นายชวน หลีกภัย ใช้คำว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เป็นเกราะป้องกันตัวเอง
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยคำหนึ่งไว้น่าสนใจ
“ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด หลังจากพูดคำพูดเป็นนายของเรา”
ในวันที่ทุกคนยังไม่สามารถพูดความจริงได้เต็มคำ ท่าที ถ้อยคำที่แสดงอาการเกรี้ยวโกรธที่กลายเป็นภาพจำของสังคมไทยไปแล้วนี้จะเป็นเพียงภาพสั่งสมในใจของเสรีชนคนไทย ทับถมทวีจนอาจระเบิดขึ้นมาสักวันหนึ่ง หรือความจริงจังที่ปรากฏในสีหน้า แววตา และมือไม้นั้น อาจจะทำให้เห็นเป็นเพียงภาพตัวตลกตัวหนึ่งเท่านั้น



