
ประสาน!ป้องบึ้มกลางกรุงขันน็อตทหาร-ตร.
อุดมเดชเผยรัฐเร่งหามือมืดลอบวางบึ้มสยาม วอนปชช.อย่าตกใจประวิตรสั่งตร.-ทหารติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ไม่ฟันธงฝีมือกลุ่มต้านมติถอดถอน ปู
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 2 ก.พ.2558 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เกิดเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยามกับห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทางทหารได้เข้าไปร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) ซึ่งผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ได้เข้าไปดูแล ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าได้ตกใจ ขณะนี้กำลังพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดโดยทหารได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีภาพต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไป
“เราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใดและมีความประสงค์สิ่งใด ส่วนระเบิดนั้นไม่มีความรุนแรง และไม่ได้มุ่งร้ายเอาชีวิต พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ได้กำชับและสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารติดตามสถานการณ์ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคือการดูแลในช่วงต่อไปทหารและตำรวจต้องช่วยกันติดตามสถานการณ์ อีกทั้งดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ แต่ประชาชนอย่าได้ตกใจและใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่หากเห็นสิ่งใดที่ผิดสังเกตต้องรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนด้วย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ต้องดูแลทุกพื้นที่โดยไม่ใช่เฉพาะกทม.เพียงแห่งเดียว”พล.อ.อุดมเดช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการวิเคราะห์ว่าเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองที่ออกมาต่อต้านมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า คงไม่ยืนยันอะไรตอนนี้ ทั้งนี้เรามีฐานการข่าวอยู่แต่ยังขอไม่ชี้แจงรายละเอียด เรื่องเหล่านี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลัก แต่ก็มีการเชื่อมโยงข้อมูล กลุ่มใดที่เป็นข้อสงสัยขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ติดตาม หากไปชี้ชัดตอนนี้คงไม่เหมาะสม
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการท้าทายอำนาจคสช.และการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น อาจจะเป็นการกระทำของพวกที่มีความคึกคะนองก็ได้ หรือเป็นการแสดงสัญลักษณ์บางอย่างของกลุ่มเฉพาะ อาจจะนำมาสวมกับเหตุการณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดหรือระบุความชัดเจนได้ จึงยังไม่ควรพูดออกไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเพิ่มความเข้มงวดการตั้งจุดตรวจมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมากขึ้นจากเดิมเท่าไหร่นัก เพราะเดิมมีการตรวจตราอยู่แล้วแต่จะให้มีความแน่นหนามากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทหารและตำรวจจะลงไปดูพื้นที่ล่อแหลมและเป็นจุดเสี่ยงในนามวิการณ์มากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาอาชากรรมที่เริ่มจะมีมากขึ้นจะได้ดูแลได้มากขึ้นไปด้วย ทำให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนดีขึ้น
ต่อข้อถามที่ว่าแต่มีฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของฝ่ายรัฐเพื่อเป็นเหตุผลของการคงใช้กฎอัยการศึก พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ก็คงพูดกัน ฝ่ายรัฐไม่มีการทำเรื่องดังกล่าว ยืนยันได้ว่าราชการตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปแกล้งสร้างอะไรขึ้นมา แต่จะมีคนบางคนยังดูอยู่เท่านั้น จะเป็นไปด้วยความคึกคะนองของเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ หรืออาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่งที่พูดกันว่าเป็นวันครบรอบสถาบัน ซึ่งตนไม่ได้เจาะจงแต่ต้องดูเช่นเดียวกัน ขณะนี้อย่าเพิ่งไปสรุปว่าเป็นเรื่องราวอะไร สิ่งที่ต้องทำคือเข้มงวดการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่มากขึ้น
‘กัมปนาท’ขันน็อตทหาร-ตร.ดูแลพื้นที่
พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ว่า ตนได้รายงานสถานการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาให้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะมีการปรับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่กทม.ให้มีความเข้มข้นรัดกุมมากขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ประกอบกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีการประชุมถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอีกด้วย ในขณะเดียวกันทางกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะกกล.รส.ก็จะมีการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำร้อยอีก
พล.ท.กัมปนาท กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ ว่าคนที่พูดในลักษณะท้าท้ายที่จะสร้างสถานการณ์ความรุนแรง แล้วสถานการณ์ก็เกิดขึ้นจริงตามที่พูดไว้ ดังนั้นทางเราจะมีการปรับแผนในการเชิญตัวกลุ่มคนเหล่านี้ อาจจะมีการเดินทางไปพูดคุยทำความเข้าใจถึงที่บ้านพักอาศัย หรืออาจจะใช้สถานที่ที่มีความเหมาะสม โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเชิญตัวมาทำความเข้าใจในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1
“การที่รัฐบาลและคสช.ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาประเทศชาติทั้งระบบ ไม่ได้มาไล่ล่าแก้แค้นใคร ทุกวันนี้แม้ว่าผมจะรับผิดชอบ กกล.รส. แต่ผมก็ยังคงทำงานด้านความปรองดองที่เคยทำงานก่อนหน้านี้ด้วย”พล.ท.กัมปนาท กล่าว
โฆษกกห.ประนามมือบึ้มหน้าพารากอน
พ.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ขอประนามการใช้ความรุนแรงของผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยามหน้าศูนย์การค้าพารากอน เมื่อคืนวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่สัญจรหนาแน่นของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน การกระทำดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบางในปัจจุบัน ที่มีความจำเป็นยิ่งต่อความต้องการเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติและความเข้าใจร่วมกันที่จะร่วมกันขับเคลื่อนทุกมิติของสังคมสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของทุกคนในชาติ
ขณะที่รัฐบาลและทุกส่วนราชการกำลังพยายามอย่างหนักในการเร่งสร้างการกินดีอยู่ดีและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนให้สามารถสัญจรและใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข พร้อมกับเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิรูปประเทศให้มีความพร้อมในสายตาของต่างประเทศ จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนได้ร่วมกันตระหนักถึงเป้าหมายและผลประโยชน์ของชาติร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศชาติครั้งนี้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ พร้อมทั้งร่วมกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่หวังผลใช้ความรุนแรงสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นมาในอดีตแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ เพื่อหยุดสถานการณ์การใช้ความรุนแรงให้ได้
"จักรทิพย์"คาดออกหมายจับได้ภายในสัปดาห์นี้
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. , พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ , พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช , พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รองผบช.น. , พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 , พล.ต.ต.รณกร ศุภสมุทร ผบก.อก.ภ.3 , พ.ต.อ.กำธร อุ๋ยเจริญ ผกก.เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) และทีมสืบสวนคดีระเบิดหน้าห้างฯพารากอน ร่วมประชุมติดตามดำเนินคดี กรณีระเบิดแสวงเครื่องที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ฝั่งทางเข้ารถไฟฟ้าบีทีเอส เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 1ก.พ.ที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังเร่งติดตามดำเนินคดี ซึ่งได้มีความคืบหน้าไปมากพอสมควรแล้ว โดยคาดว่าผู้ก่อเหตุ ดำเนินการเป็นกลุ่ม ไม่ต่ำกว่า 2 คน และระเบิดที่ใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ประเภทไปป์บอม ขนาด10x20 ซ.ม. น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยสายไฟ ภายในมีเศษตะปูบรรจุอยู่ด้วย คาดว่าคนร้ายหวังผลให้มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต โดยภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยนำระเบิด ใส่ถุงสีส้มมาวางไว้บริเวณดังกล่าว ซึ่งภายหลังการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ประมาณ 90% ของเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นใน กทม.นั้น มักมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่สาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เกิดจากอะไร และคิดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา อย่างที่มีการคาดเดากันก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน เนื่องจากหากเป็นนักเรียนช่างกล อาวุธที่ใช้จะเป็นระเบิดปิงปอง หรืออาวุธปืน แต่ระเบิดที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุคราวนี้ เป็นระเบิดที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการประกอบ แต่ทั้งนี้ ตนยังไม่อยากตัดประเด็นใดทิ้ง รวมถึงคาดว่าอาจเป็นการทำเพื่อดิสเครดิต เพื่อให้การท่องเที่ยวเสียบรรยากาศ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อไปว่า ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังนำข้อมูลของคดีระเบิดที่เคยเกิดขึ้นใน กทม. มาพิจารณาในการสอบสวน พบว่า ลักษณะการประกอบระเบิด มีความคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดในเขตพื้นที่มีนบุรี เมื่อเดือน มี.ค. 57 ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ในเร็วๆ นี้ แต่ขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความถูกต้องและรอบคอบ คาดว่าจะออกหมายจับผู้ต้องสงสัยได้ประมาณ 2 คน มาสอบสวนได้ภายในสัปดาห์นี้
ตนขอประนามกลุ่มผู้ก่อเหตุ ว่ามีจิตใจอำมหิต เพราะจากที่ทราบกันดีว่า ในวันเสาร์และอาทิตย์ บริเวณดังกล่าวจะมีประชาชนพาลูกหลานมาเดินเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การก่อเหตุในบริเวณและเวลาดังกล่าว อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และนำตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด



