
'เขาคูหา'คดีตัวอย่างที่ชาวบ้านปกป้องสิทธิ์ตัวเอง
'เขาคูหา'คดีตัวอย่างที่ชาวบ้านปกป้องสิทธิ์ตัวเอง : สมชาย สามารถรายงาน
ศาลแขวงจังหวัดสงขลา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 338/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 516/2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ความแพ่ง ระหว่างโจทก์ นางเรณู แสงสุวรรณ โจทก์ที่ 1 นางวรรณี พรหมคง โจทก์ที่ 2 นางเอื้ออารีย์ มีบุญ โจทก์ที่ 3 นางราตรี มณีรัตน์ โจทก์ที่ 4 บริษัท พีรพลมายนิ่ง จำกัด จำเลย เรื่องละเมิด เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา
โดยโจทก์ที่ 1 ถึง 4 และจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาโดยโจทก์ทั้ง 4 ฟ้องจำเลยและแก้ไขคำฟ้องว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนและฝุ่นละอองจากการประกอบกิจการเหมืองหินและโม่หินของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 และหมู่ 6 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา โดยพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์ให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 105,500 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,500 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 202,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี และทนายความจำนวน 12,000 บาท
นายเอกชัย อิสระทะ ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อ.รัตภูมิ กล่าวว่า บริษัทยังมีความพยายามที่จะเข้ามาสู่กระบวนการขอสัมปทานใหม่ แต่คำพิพากษาฎีกามันชัดเจนว่าโดยรวมผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ มันมีชาวบ้านในพื้นที่ตรงนั้นอีก 326 หลังคาเรือนที่บ้านเรือนแตกร้าว แต่ที่มาฟ้องมีแค่ 4 รายเท่านั้น อีกคดีหนึ่ง 2 รายเพราะฉะนั้นคนที่มาฟ้องเป็นคนส่วนน้อย แต่นี่มีกระบวนการที่นอกกระบวนการยุติธรรมก็คือได้เรียกร้องกับระบบราชการ
ซึ่งมีคณะกรรมการระดับจังหวัดที่จะมาพิจารณา แต่คณะกรรมการระดับจังหวัดที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาไปได้อนุญาตให้เบื้องต้นคือชุดแรกในระยะ 850 เมตร ที่จะได้รับค่าเสียหายซึ่งก็มีอยู่ 100 กว่าราย ที่ได้รับค่าใช้จ่ายในเรื่องความเสียหาย แต่ก็เฉพาะกรณีบ้านเรือนแตกร้าว
ส่วนที่เกินกว่า 850 เมตร ซึ่งกรณี 4 โจทก์ที่ฟ้องมี 1-2 รายที่มีระยะทางของการห่างจุดที่มีการระเบิดหินเกินกว่า 850 เมตร เพราะฉะนั้นคำพิพากษาจะเป็นบรรทัดฐานที่จะช่วยให้พี่น้องที่ไม่ได้ฟ้องศาล เพราะว่ากระบวนการฟ้องศาลมันหมดอายุความภายใน 1 ปี เพราะฉะนั้น 4 โจทก์ที่มีการฟ้องร้องไปจำเลยไม่สู้เรื่องของการไม่ยอมรับความเสียหาย แต่สู้เรื่องอายุความเท่านั้น
เพราะฉะนั้นโจทก์ที่สำคัญก็คือว่าความเสียหายเกิดขึ้นแน่และบริษัทก็ยอมรับ ฉะนั้นเรื่องของชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งในพื้นที่เองก็อาจใช้คำพิพากษานี้ในการเคลื่อนไหวต่อเพื่อให้คณะกรรมการระดับจังหวัดได้เข้าแก้ปัญหานี้ ได้ช่วยเยียวยาค่าเสียหายที่ชาวบ้านได้รับอีก 200 กว่าราย
“200 กว่ารายที่แจ้งขึ้นทะเบียนไว้แล้วไม่นับอีกจำนวนเยอะมากที่ไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เสียหาย”
ส่วนนอกพื้นที่อื่นคำพิพากษานี้น่าจะช่วยทำให้เกิดกระบวนการดำเนินการการทำเหมืองหินอยู่ในกรอบ ระเบียบและกติกาและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งพบทั่วไปมักจะทำเกินกว่าสภาวะการปกติก็คือว่าพอขั้นตอนอนุมัติอาจจะมีการใช้วัตถุระเบิดซึ่งมีการเจาะรูเท่านั้น ใช้ดินระเบิดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมีการใช้มากกว่านั้น ฉะนั้นการทำให้คดีของชาวบ้านชนะแบบนี้อย่างน้อยก็จะทำให้เหมืองหินที่อื่นๆ หรือการระเบิดแร่จากที่อื่น
น่าจะลดกระบวนการที่ชะล่าใจในการทำนอกสภาวะที่กฎหมายรองรับ โดยคดีนี้เริ่มกระบวนการตั้งแต่ปี 2552 กว่าชาวบ้านจะฟ้องก็ปลายปี 2553 ฉะนั้นปี 2553 เป็นปีที่เตรียมการก่อนที่จะฟ้อง ซึ่งคดีอยู่ในศาลอีก 4 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อรวมตั้งแต่การเตรียมการรวม 5 ปีที่ผ่านมา คิดว่านี่เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่เร็วกว่าที่คิด
สำหรับผลที่จะตามมาสำหรับคำพิพากษาคดีนี้ นายเอกชัย กล่าวว่า เป็นความยินดีของของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาถือว่าดีและมีผลต่อกระบวนการของภาคประชาชนและเป็นบรรทัดฐานกรณีชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากบ้านแตกร้าว แรงสั่นสะเทือนและฝุ่นละออง ซึ่งกระทบวิถีชีวิต ซึ่งคำพิพากษามีรายละเอียดก็จะเป็นบรรทัดฐานให้สังคมไทยที่จะทำให้การเคารพสิทธิ์ของชีวิต ความเป็นอยู่ที่สงบท่ามกลางสภาพธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยคำพิพากษาที่เป็นประโยชน์สำหรับภาคประชาชนมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็น ประเด็นแรกเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีการทำเหมืองหิน เพราะก่อนที่จะฟันฝ่ามีตัวแทนที่กล้าหาญเข้ามาฟ้องบริษัทเอกชนซึ่งเป็นเรื่องยากของชาวบ้านอยู่แล้ว ประเด็นที่สองคือญาตินอกเหนือจากชาวบ้านที่กล้าที่จะฟ้องบริษัทแล้ว คำพิพากษาที่ออกมาไปสนับสนุนตัวกระบวนการของรัฐธรรมนูญซึ่งรับรองด้านสิทธิ์ให้ชาวบ้านถือเป็นเรื่องที่ดี
"ต้องขอขอบคุณชาวบ้านกลุ่มนี้ที่กล้าออกมาฟ้องถือเป็นการใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิให้ชุมชนและชาวบ้านได้"
ส่วนประเด็นที่สามที่คิดว่าสำคัญก็คือกระบวนการนี้จะทำให้กลุ่มทุนที่เพิกเฉยหรือเฉยเมยต่อกระบวนการของชุมชนที่จะได้รับความเสียหายและผลกระทบได้กลับเข้าสู่การวางระบบให้ดีเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต และกระบวนการแบบนี้จะนำไปสู่การพัฒนาวงการอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่กับชาวบ้านได้จริง ไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือวาทกรรมที่อุตสาหกรรมพยายามที่จะให้เป็น นอกจากนี้ในคำพิพากษาครั้งนี้ยังมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นในการชดใช้ค่าเสียหาย
ขณะที่นางราตรี มณีรัตน์ กล่าวว่า หายเหนื่อยและมั่นใจว่าชนะ เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ชนะคดี โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็มั่นใจว่าศาลฎีกาคงจะเห็นตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งการต่อสู้ระยะเวลา 5 ปี บางครั้งก็รู้สึกท้อเหมือนกัน แต่ก็ให้กำลังใจกันและกันเพราะถ้าไม่สู้ต่อไปก็อยู่แบบกินฝุ่น อยู่กับเสียงดัง อยู่กับเสียงระเบิดทุกวัน ทำให้บ้านแตกร้าว มีฝุ่นละออง
"ค่าเสียหายตามคำพิพากษาไม่คุ้ม แต่ที่ฟ้องเพราะอยากให้รับรู้ว่าที่เขามาทำเขาได้ประโยชน์มาก แต่ชาวบ้านเดือดร้อน ชาวบ้านเป็นคนหาเช้ากินค่ำ บ้านแต่ละหลังกว่าจะสร้างมาต้องใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต กว่าจะได้บ้านหนึ่งหลัง แต่พอมาเป็นบ้านแล้วมีคนมาทำให้เสียหายมันไม่คุ้มกับเงินค่าเสียหายที่ได้รับ"
ส่วนนางวรรณี พรหมคง กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากๆ ที่ขนะ หลังจากต่อสู้มาเป็นเวลานาน ที่ต้องใช้ความสามัคคีกันแล้วพร้อมกันฟ้องร้อง ส่วนค่าเสียหายที่ได้รับถ้าเทียบกับความเสียหายและเวลาที่ต้องเสียไปจากการต่อสู้มันไม่คุ้ม แต่การที่เราสามารถชนะคดีและไม่ให้มีการดำเนินการเหมืองหินต่อไปในพื้นที่ได้
"การที่เราทำให้เขาหยุดดำเนินการเหมืองหินได้เราก็ภูมิใจแล้วและไม้ให้เกิดขึ้นมาอีกในพื้นที่ เพราะผลกระทบที่ได้รับหนักมาก หากไม่หนักหนาก็คงไม่มาฟ้องศาลบ้านแตกร้าว ฝุ่นละออง หลานก็เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย ความเสียหายที่ได้รับเกิดขึ้นหลายอย่างไม่เฉพาะแค่บ้านแตกร้าว ฝุ่นละอองเท่านั้น"



