ข่าว

'สังคมก้มหน้า'เป้าหมายโจรชิงทรัพย์โหด

'สังคมก้มหน้า'เป้าหมายโจรชิงทรัพย์โหด

02 ก.พ. 2558

เตือนภัย!..ใช้มือถือ 'สังคมก้มหน้า'เป้าหมายโจรชิงทรัพย์โหด : แมรี่ แบรดลี่รายงาน

               อาชญากรจ้องก่อคดีอาชญากรรมไม่เว้นแต่ละวัน หากไม่ระมัดระวังมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ทุกเมื่อ ล่าสุดโจรชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือกำลังอาละวาดก่อเหตุชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธทำร้ายเหยื่อบางรายถึงขั้นเสียชีวิต หลายรายต้องบาดเจ็บสาหัส

               รายล่าสุด นายรัฐพล หัทยาภิชาติ วัย 25 ปี สถาปนิกบริษัทแห่งหนึ่งย่านพญาไท ตกเป็นเหยื่อ ถูกคนร้ายฟันแขนต้องเย็บถึง 60 เข็ม แล้วชิงโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนไป ก่อนหน้านั้นไม่นาน นพ.ยุทธนา แสงสุดา ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ก็ถูกคนร้ายใช้มีดจี้ชิงไอแพดไป

               ต่อมาตำรวจ สน.พญาไท ตามจับกุมนายอำนาจ หลำพรม และนายจักรกฤษณ์ วรรณคง ก่อนขยายผลจับกุม นายณัฐ ธัญพงศ์ วัย 19 ปี ซึ่งผู้ต้องหากลุ่มนี้รับสารภาพว่า เคยก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือมาแล้วหลายครั้ง โดยมักก่อเหตุในย่านโบสถ์แม่พระ ดินแดง ห้างสรรพสินค้าฟอร์จูน และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หากรายใดขัดขืนจะใช้มีดทำร้าย

               ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อโจรชิงทรัพย์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยระมัดระวังตัว ใช้โทรศัพท์ระหว่างเดินทางไปไหนมาไหน ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสที่เหยื่อเผลอชิงทรัพย์ได้ง่าย เช่นเดียวกับกรณีของนายรัฐพล ซึ่งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้านพัก ระหว่างเดินเท้าผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิช่วงเวลาประมาณ 23.30 น. คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรเข้ามาประชิดตัว ก่อนจอดรถวิ่งมากระชากเอาโทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 ราคา 28,000 บาท ซึ่งนายรัฐพลอยู่ระหว่างใช้งานไป

               “ผมโชคดีมาก เพราะแผลที่ถูกฟันที่แขนขวาเข้าลึกจนตัดเส้นเอ็นขาด แต่แพทย์ได้ผ่าตัดเย็บให้แล้วทั้งหมด 30 เข็ม ผลออกมาเรียบร้อยดีและไม่มีผลต่อการใช้แขนข้างนี้ นอกจากนี้ยังมีแผลที่ถูกฟันที่ต้นขาขวาก็ลึกถึงกล้ามเนื้อเห็นกระดูกเย็บ 20 เข็ม ส่วนแผลฟันที่ต้นแขนซ้ายไม่ใหญ่มากเย็บ 10 เข็ม ถือว่าเหตุครั้งนี้รุนแรงที่สุดในชีวิต และรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ผมเสียดายของมากจึงสู้แบบไม่คิดชีวิต ถ้าคนร้ายฟันคอไม่รู้ว่าผมจะเป็นอย่างไร” นายรัฐพล กล่าว

               ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานที่เกิดเหตุไม่ใช่พื้นที่เปลี่ยว แต่ช่วงเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางดึกจึงทำให้ผู้คนในย่านนั้นไม่พลุกพล่านอย่างเช่นเวลากลางวัน ทำให้เหยื่อชิงทรัพย์รายนี้ไม่ได้ระมัดระวังตัว เป็นโอกาสให้คนร้ายลงมือก่อเหตุ

               "ผมเดินออกจากบริษัทซึ่งอยู่ในซอยรางน้ำเพื่อมาขึ้นรถตู้ที่ท่ารถซึ่งอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ฯ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งทำเช่นนี้เป็นประจำไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้าย เพราะตอนเกิดเหตุแม้จะค่อนข้างดึกแล้ว แต่ก็ยังมีผู้สัญจรผ่านไปมาในบริเวณนั้นจำนวนไม่น้อย ไม่คิดว่าคนร้ายจะกล้าก่อเหตุชิงทรัพย์ เพราะไม่ใช่ที่เปลี่ยว ในพื้นที่มีไฟส่องสว่างและมีรถสัญจรไปมา ซึ่งอยากให้ประชาชนทั่วไปนำบทเรียนกรณีของผมเป็นตัวอย่าง หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้งานโทรศัพท์มือถือระหว่างเดินทาง หรือหากจำเป็นต้องใช้งานต้องระแวดระวังให้ดี ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อของคนร้ายได้" นายรัฐพล กล่าว

               สอดคล้องกับ พ.ต.อ.ชนาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท ที่ระบุว่า คนร้ายที่ตระเวนก่อเหตุชิงทรัพย์มักจะใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ โดยจะขับขี่ในเส้นทางที่ประชาชนสัญจรผ่านจำนวนมาก เช่นเส้นทางที่มี

               สถานีรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยจะขับวนหาเหยื่อ หากพบประชาชนที่เดินแชทไลน์ หรือคุยโทรศัพท์มือถือ ก็จะทำทีขับผ่านไป และจะวนรถกลับมาก่อเหตุชิงทรัพย์แล้วหลบหนี หากรายใดขัดขืนจะใช้อาวุธทำร้าย

               "ช่วงเวลาที่คนร้ายมักก่อเหตุคือช่วงเช้าเวลา 05.00 น. เพราะมีประชาชนเบาบาง และอีกช่วงเวลา คือช่วงค่ำในเวลา 23.00 น.เป็นต้นไป เพราะช่วงเวลานี้จะมีประชาชนเดินทางอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ผู้ที่เดินทางมักไม่ระวังตัว คนร้ายที่ขี่รถจักรยานยนต์ประกบจะชิงโทรศัพท์มือถือติดมือแล้วเร่งความเร็วรถหนีไปเลย อย่างเช่นคนร้ายรายนี้ก่อเหตุชิงทรัพย์มาแล้วกว่า 10 ครั้ง ในย่านสุทธิสาร ปทุมวัน ดินแดง มักกะสัน และทุ่งสองห้อง" ผกก.สน.พญาไท กล่าว

               พ.ต.อ.ชนาวิน กล่าวต่อว่า ตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวคงควบคุมไม่ให้คนร้ายลงมือก่อเหตุได้ทั้งหมด อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรผ่านหรือเดินทางไปไหนมาไหนในเวลากลางคืน หรือพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมระมัดระวังตัว ไม่จำเป็นอย่าใช้โทรศัพท์มือถือ และควรเก็บทรัพย์สินมีค่าอย่างมิดชิดไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

               ขณะที่ทรัพย์สินที่คนร้ายจ้องจะชิงทรัพย์ในระยะหลังพบว่า โทรศัพท์มือถือจะชิงได้ง่ายมากที่สุด เพราะเหยื่อมักไม่ระมัดระวังตัว ระหว่างเดินทางจะใช้โทรศัพท์พูดคุย หรือใช้แชทสื่อสารตลอดเวลา การใช้งานก็มักจะก้มหน้า หรือไม่มีการสังเกตสิ่งรอบข้าง ทำให้คนร้ายชิงทรัพย์ได้ง่าย

               อีกทั้งโทรศัพท์มือถือนำไปจำหน่ายต่อได้ค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะในรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยมีแหล่งซื้อขายกันทั่วไป อย่างเช่นกรณีคนร้ายกลุ่มนี้จะนำไปจำหน่ายต่อให้ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือสองในย่านตลาดห้วยขวาง

               สำหรับราคามือถือในตลาดมือสอง พบว่า โทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟนมักได้ราคาที่สูง โดยรุ่น 4เอส จะซื้อขายกันในราคาประมาณ 3,000-4,000 บาท รุ่น 5 เอส ราว 10,000 บาท ไอโฟน 6 อยู่ที่ 20,000 บาท ไอโฟน 6 พลัสอยู่ที่ 24,000 บาท โทรศัพท์ยี่ห้อนี้จึงตกเป็นเป้าก่อเหตุของคนร้ายมากเป็นพิเศษ

               ไอโฟนเป็นที่ต้องการกันมาก ลูกค้านิยม อยู่ในร้านไม่นานก็ขายได้ แม้จะติดไอดีไอคราว ก็สามารถนำมาขายต่อได้โดยการถอดชิ้นส่วนจำหน่ายเป็นอะไหล่ ราคาอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเครื่อง ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นโทรศัพท์ที่ขโมยมา หรือจี้ชิงทรัพย์มาจากป้ายรถเมล์ นอกจากไอโฟนแล้วยี่ห้อซัมซุงยังเป็นที่นิยมแม้ราคาจะไม่สูงเท่าไอโฟน" ผู้ประกอบการร้านโทรศัพท์มือสอง ยอมรับ

               ที่ผ่านมาตำรวจกวดขันร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือสองเป็นระยะ เพื่อไม่ให้รับซื้อของโจร แต่ประสบปัญหาเนื่องจากทางร้านไม่สามารถแยกแยะได้ทันทีว่าสินค้าชิ้นใดถูกโจรกรรมมา ทางร้านทำได้เพียงขอสำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่นำมาจำหน่าย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ให้สำเนาบัตรประชาชนมาเช่นเดียวกับผู้ที่นำโทรศัพท์มาจำหน่ายรายอื่น ทางร้านจะรู้ก็ต่อเมื่อมีตำรวจติดตามมาตรวจสอบที่ร้าน หากพบเป็นเครื่องขโมยหรือถูกชิงทรัพย์มาก็จะถูกยึดเป็นของกลาง