ข่าว

เมล็ดพันธุ์ที่ดี

เมล็ดพันธุ์ที่ดี

02 ก.พ. 2558

เมล็ดพันธุ์ที่ดี : บรรรณาธิการประจำวันที่2ก.พ.2558

               ระบบการศึกษาของไทยกำลังจะถูกปฏิรูปอีกครั้ง หลังข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ขยายการศึกษาภาคบังคับจากเดิม 9 ปี ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ขยายลงมาถึงระดับอนุบาลอีก 2 ปี รวมเป็น 11 ปี และให้บรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สอดรับกับแนวคิดของ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการศึกษา ที่เห็นพ้องว่า เราให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก แต่มักจะพูดถึงแต่ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา กลับให้ความสำคัญกับระดับปฐมวัยหรืออนุบาล น้อยมาก ทั้งที่เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญและไม่ควรมองข้าม หากเราต้องการสอนให้เด็กคิดดี มีจิตสำนึกที่ดี ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยนี้ เพราะสามารถจดจำและเรียนรู้ได้เร็ว

               นักวิชาการด้านการศึกษาเปิดเผยข้อมูล เด็กไทยร้อยละ 77 ได้รับการศึกษาปฐมวัย ส่วนอีกร้อยละ 23 เป็นเด็กด้อยโอกาส ซึ่งปัญหาเด็กไม่ได้รับการศึกษานั้น มาจากความเหลื่อมล้ำ ทำให้ผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนไม่ส่งเด็กเข้าเรียน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้มักถูกแยกจากพ่อแม่มาอยู่กับญาติในต่างจังหวัด ทำให้พ่อแม่ไม่ได้ดูแลในเรื่องการศึกษาของบุตร อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนดให้ระดับอนุบาลเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ ผู้ปกครองคนใดไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนก็ถือว่าผิดกฎหมาย โดยเกณฑ์ของระดับอนุบาลจะต้องอายุย่างเข้า 4 ขวบ ดังนั้นการขยายครั้งนี้จะไม่รวมถึงศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งมีเด็กอายุตั้งแต่ 0-3 ขวบ ที่ปัจจุบันอยู่ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานต่างๆ

               คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า การศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และการจะพัฒนาให้เกิดความมั่นคงต่อเนื่องนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับบุคลากรในประเทศเป็นสำคัญ ที่ต้องได้รับการพัฒนาเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการวางรากฐานคนตั้งแต่วัยเรียนจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก่อน นั่นก็คือการจัดรูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียน ที่มีบทบาทมากที่สุดถ้าเทียบกับรูปแบบการจัดการศึกษาในระบบอื่นๆ ซึ่งทุกชาติทุกภาษาใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับประชาชนในทุกวัย ให้ความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยเรา ที่ใช้การศึกษาเข้ามาพัฒนาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศโดยผ่านกระบวนการบ่มเพาะในครอบครัว วัดและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนกระทั่งเข้าสู่สถาบันการศึกษา

               กระนั้นก็ดี บทบาทการศึกษาในระบบโรงเรียนยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเบ้าหลอมของเยาวชนได้อย่างสมบูรณ์ ต้องทำควบคู่กันไปกับการเรียนรู้ของเยาวชนตามสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ดีทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมด้วย การศึกษาในระบบโรงเรียนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จหากสภาพแวดล้อมรอบตัวของเยาวชนนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน สื่อและแหล่งบันเทิงทุกประเภท ตลอดจนองค์กรทุกภาคส่วนที่จะต้องมีบทบาทร่วมกันในการส่งเสริมและเอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของเยาวชนในด้านดีๆท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องขึ้นกับมิติการพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และบริบทที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับการศึกษาในทุกมิติ