
ถกสันติสุขใต้...การบ้านข้อใหญ่ 'พล.อ.อักษรา เกิดผล'
01 ก.พ. 2558
ถกสันติสุขใต้...การบ้านข้อใหญ่ 'พล.อ.อักษรา เกิดผล'
พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดใจการบ้านข้อใหญ่ที่จะแสวงหาทางออกอย่างสันติสุข ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการประมาณเดือนเมษายนนี้
การพูดคุยไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาก็มีคนไปพูดคุยกันอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ มีทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ซึ่งดำเนินการในนามส่วนตัว ตลอดจนภาควิชาการ แต่ถามว่า คุยกับใคร ใครไปคุย คุยเรื่องอะไร แล้วได้อะไร ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คำตอบคือ ไม่รู้
แต่เท่าที่ทราบ เป็นการดำเนินงานด้านการข่าว พิสูจน์ทราบตัวบุคคล และรายงานผู้บังคับบัญชาของตนเท่านั้น ซึ่งทางทีมพูดคุยกำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดอยู่ การทำงานของผมจำเป็นต้องทบทวนวรรณกรรม มีคนทำงานนี้มาก่อนผม ทำให้ต้องรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด แล้วจึงกำหนดแนวทางในการดำเนินการต่อไป
"ขณะนี้ผมได้หารือในคณะพูดคุยแล้วว่า มีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกี่กลุ่ม ใครบ้าง ใครสั่งการ ใครคุมกองกำลัง ใครสนับสนุนยุทโธปกรณ์ และตรวจสอบกับหน่วยในพื้นที่ เพื่อให้ทราบว่า กลุ่มเหล่านั้นมีอิทธิพลมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ข้อมูลถูกต้องมากที่สุด"
ส่วนการนำเสนอผู้อำนวยความสะดวก ให้ไปดำเนินการเชิญผู้แทนกลุ่มเหล่านั้นมาพูดคุย พล.อ.อักษรา เชื่อว่า ผู้อำนวยความสะดวกก็มีรายชื่ออยู่แล้ว แต่ต้องเอามาเปรียบเทียบ ตรวจสอบให้ตรงกันก่อน แล้วจึงเริ่มดำเนินการให้เขาไปเชิญมา ไม่ใช่เขาจัดให้เราไปคุยกับใครก็ไม่รู้ นี่คือเรื่องสำคัญจำเป็นต้องได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
"การพูดคุยไม่เหมือนการตีกอล์ฟ ที่ลงไปเล่นคนเดียวได้จนจบรอบ แต่เหมือนการตีเทนนิส ที่ต้องมีคู่เล่น เพราะเราพร้อมเล่นลงสนามแล้วไม่มีคนตีด้วยก็จบ ได้แต่น็อกกระดานไปจนหมดเวลา แต่ไม่มีผลการแข่งขัน"
เขายังบอกอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดแนวทางไว้ 3 ระยะ 9 ขั้นตอน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยื่นข้อเสนอตามความต้องการของฝ่ายตนตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะทำให้การพูดคุยไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ หากเป็นข้อเรียกร้องสุดโต่ง ที่ไม่อาจยอมรับได้ และนำมาสู่การยกระดับความรุนแรง แสดงศักยภาพต่อไป
"เหมือนกับการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา พอไม่ได้ตามที่เรียกร้องก็กางเต็นท์ปิดถนน เผารถยนต์ ทำลายสาธารณูปโภค เผาสถานที่ราชการ เป็นต้น" เขากล่าวเปรียบเทียบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเริ่มต้นจึงมีความสำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ หรือเป้าหมายอ่อนแอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือสิ่งที่ตนห่วงใยมากที่สุด
เมื่อรัฐบาลไทยพร้อม มีหัวหน้าพูดคุย หัวหน้าผู้อำนวยความสะดวกพร้อม ผู้แทนกลุ่มต่างๆ ยินดีเข้าร่วม ก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่า ทุกฝ่ายมุ่งสันติสุข ปฏิเสธความรุนแรงอยากพูดคุยหาทางออกร่วมกัน แต่จะทำกันอย่างไรก็มาทำข้อตกลง และหาหนทางปฏิบัติ หรือโรดแม็พ ร่วมกันในระยะที่ 3 โดยต้องไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือเกิดการสูญเสียในพื้นที่อีก
"ทุกปัญหาของประเทศมีผู้รับผิดชอบ และมีทางออกเสมอ ไม่บวกก็ลบ หรือเสมอตัว ดังนั้นจึงต้องขอเวลาพี่น้องสื่อมวลชนช่วยนำเสนอในสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ไม่ใช่พอเริ่มต้นทำงานก็มีกระแสข่าวออกมาทันทีว่า ไม่ยอมรับอักษรา ไม่อยากได้ทหาร อยากได้พลเรือน ซื้อเวลา ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นตรงกันข้าม"
...ผมไม่อยากให้สื่อเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีเหล่านั้น เพราะจะทำให้การแก้ปัญหายุ่งยากมากขึ้น...!!!
สำหรับขั้นตอนแรกของการพูดคุยนั้น ในเมื่อทุกฝ่ายยินดีพูดคุยและเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงแล้ว ทุกฝ่ายต้องค่อยกำหนดแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน เหตุผลสำคัญคือ การยุติความรุนแรงในพื้นที่
เนื่องจากเป็นสาเหตุทำให้การพัฒนาเข้าไม่ถึง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, การพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการศึกษาและอนาคตของเยาวชนที่ต้องการทั้งการศึกษาและการพัฒนาอาชีพที่มั่นคง ไม่ใช่เฉพาะการทำดีมีอาชีพ หรือการจ้างงานเร่งด่วนเท่านั้น
นายทหารที่กำลังเข้ามาสะสางปัญหาใหญ่ที่หมักหมมมากว่า 10 ปี บอกถึงย่างก้าวที่จะเข้ามาทำงานนั้น เพราะเห็นรูปแบบมาจากนายทหารรุ่นพี่หลายๆ คนที่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ด้วยความไว้ใจ และศรัทธา ท่านเอาผลงานความดีของท่านทั้งชีวิตเป็นหลักประกัน และทิ้งท้ายว่า... "ผมก็เดินทางตามแนวทางของท่าน"
"ขอให้ผมได้เป็นตัวแทนพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีคนไทย 65 ล้านคน รวมทั้งสื่อมวลชน ให้กำลังใจผมและทีมงานของผม ซึ่งประกอบด้วยผู้แทน 10 ส่วนราชการทำหน้าที่สำคัญนี้ให้สำเร็จและเกิดความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป"



