ข่าว

ระวัง...การเมืองสูตร'อัมโน'

ระวัง...การเมืองสูตร'อัมโน'

01 ก.พ. 2558

ระวัง...การเมืองสูตร'อัมโน' : โดย...ธนิสา ตันติเจริญ

 
                         ตอนนี้ให้ไปดูฐานเสียงแต่ละพื้นที่ว่าเป็นของพรรคไหน หลังเลือกตั้งน่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลได้เลย 
 
 
                         การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านการออกแบบ "ระบบเลือกตั้ง" ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเป็นประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ที่นำโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธาน 
 
                         กมธ.ปฏิรูปการเมืองฯ เสนอสูตรให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ขณะที่ กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย บอกว่าจะสร้างระบบที่เรียกว่า "ซูเปอร์ประธานาธิบดี" จึงเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่ไม่มีพรรคการเมืองใดกุมเสียงข้างมากในสภาเพียงพรรคเดียวได้อีกต่อไป
 
                         ล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ปฏิรูปการเมืองฯ จะถกเรื่องนี้กับ กมธ.ยกร่างฯ อีกรอบ ในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์
 
                         อย่างไรก็ดี เท่าที่ตรวจสอบท่าทีล่าสุดของ นายสมบัติ พบว่ายังคงยืนกรานแข็งกร้าวเหมือนเดิม 
 
                         เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม นายสมบัติ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางและอนาคตการเมืองไทย" ที่นิด้า ระบุตอนหนึ่งว่า สภาพปัญหาของระบบรัฐสภาในปัจจุบัน คือ 1.รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดมีอำนาจเหนือทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถบงการฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากได้ 
 
                         2.อำนาจการตรวจสอบอ่อนแอ การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เป็นผล การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบก็ทำไม่สำเร็จ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 เราไม่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้สำเร็จ ทำให้นักการเมืองเหิมเกริม 
 
                         3.กรณีที่ ส.ส.เสียงข้างมากมาจากการซื้อเสียงและเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้นายกฯ ต้องดูแล ส.ส. เกิดเป็นระบบอุปถัมภ์ แล้วใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณลงจังหวัด ทำให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง งบประมาณที่ใช้เป็นงบลงทุน จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
                         4.การทุจริตรุนแรงยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ทำให้เกิด "สภาพรวยกระจุก จนกระจาย" คนรวยยิ่งรวยขึ้นและคนจนยิ่งจนลง 5.ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทน้อย เพราะกฎหมายการเงินต้องเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ถ้า ส.ส.จะเสนอต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่เพียงสนับสนุน ประกอบกับบทบาทการตรวจสอบโดยฝ่ายค้านก็ไม่เป็นผล บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่สามารถถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารได้
 
                         "ผมจึงเสนอให้มีการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบ่งอำนาจออกเป็น 4 อำนาจ ดังนี้ อำนาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี, องค์กรอิสระ, อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็คือสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา โดยให้ประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเลือกบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในแต่ละอำนาจโดยตรง" นายสมบัติ กล่าว
 
                         ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง อธิบายว่า ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่นิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ไม่มีอำนาจเหนือสภา ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติผ่านคณะกรรมาธิการตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
 
                         ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเสนอกฎหมายทุกประเภท รวมทั้งกฎหมายการเงิน สภาไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่มีอำนาจตรวจสอบการประพฤติมิชอบของฝ่ายบริหาร และมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลการเมือง 
 
                         วุฒิสภามีอำนาจกลั่นกรองกฎหมาย เลือก, แต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
 
                         สำหรับข้อดีของการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจมีดังนี้ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตลอดจนนโยบายได้ทั้งหมดก่อนการเลือกตั้ง 2.พรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนดีเสนอให้ประชาชนพิจารณา เพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง 3.ฝ่ายบริหารทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถทุ่มเวลาในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนได้อย่างเต็มที่ 
 
                         4.ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลมีเสถียรภาพทำให้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพเพราะไม่มีการยุบสภา และบุคคลในฝ่ายใดประพฤติมิชอบจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง 
 
                         5.ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบแทน ส.ส. จึงไม่จำเป็นต้องจัดสรรรงบประมานเพื่อตอบแทนกันและกัน และ 6.การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ 
 
                         ขณะที่ข้อเสนอของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ให้มีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (ระบบเยอรมัน) มีจุดเสี่ยงดังนี้ 1.ถ้าไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก จะเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ 2.ถ้าพรรคแกนนำมีเสียงเกินครึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเด็ดขาดจะทำให้เกิดเผด็จการจากการเลือกตั้ง รัฐบาลบงการได้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ 
 
                         3.พรรคใหญ่จะใช้กลยุทธ์ให้ผู้มีชื่อเสียงของพรรคลงสมัครแบบอิสระ หรือตั้งพรรคสาขา 4.นายทุนพรรคจะทุ่มซื้อเสียงคะแนนของพรรคเพื่อให้คะแนนพรรคเกิน 50% และมีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสเกิดแบบนี้มีมากที่สุด
 
                         สำหรับจุดเสี่ยงในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ 1.การถอดถอนที่กำหนดให้ ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) และ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) จำนวน 650 เสียงเป็นผู้ตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ถ้าพรรคแกนนำรัฐบาลผสมจัดตั้งรัฐบาลได้โดยมี ส.ส.สนับสนุนเกิน 330 เสียง การถอดถอนจะไม่มีโอกาสสำเร็จ 2.เมื่อการถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบไม่สามารถกระทำได้ การทุจริตจะยิ่งมากขึ้น 
 
                         นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วมีการเลือกตั้ง โอกาสที่จะมีกลุ่มการเมืองพรรคเดียวคล้ายกับ "อัมโน" ที่เป็นรัฐบาลผูกขาดของมาเลเซียมีสูงมาก โดยมีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งเป็นหลัก และมีพรรคร่วมรัฐบาลอีก 3-4 พรรค และมีแนวโน้มผูกขาดเป็นรัฐบาลยาวนานพอสมควรหากไม่มีการทุจริตและบริหารงานดี แต่ถ้ามีการทุจริต มีการโกง ประชาชนก็จะออกมาคัดค้าน ประเทศชาติก็จะจมปลักกับความขัดแย้งเหมือนเดิม 
 
                         "ตอนนี้ให้ไปดูฐานเสียงแต่ละพื้นที่และแต่ละภาคว่าพรรคไหนมีฐานเสียงพื้นที่ไหน หลังการเลือกตั้งก็น่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลได้เลย" 
 
                         นายสมบัติ ทิ้งท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอการยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยึดหลักการกระจายอำนาจ ฉะนั้นการตัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ อบจ. หากไม่มีก็จะต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ของส่วนราชการ ยากมากที่จะไปแตะ เพราะว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยก็ออกมาต่อต้านมาก จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย 
 
                         ฉะนั้นหากจะยังคง อบจ.ให้มีอยู่ต่อไป ก็ควรกำหนดขอบเขตของ อบจ.ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต จะต้องมีการตรวจสอบให้มากขึ้นกว่าเดิม !
 
 
 
 
 
----------------------
 
(ระวัง...การเมืองสูตร'อัมโน' : โดย...ธนิสา ตันติเจริญ)