
ซัด'ตร.'ทุจริต-สุนัขรับใช้การเมือง
31 ม.ค. 2558
'สปช.' ซัด 'ตร.' ทุจริต-เครื่องมือการเมือง ต้องยกเครื่อง 'วันชัย' เสนอ 5 แนวทาง 'พล.ต.ท.อำนวย' โอดถูกกล่าวหาเป็นสุนัขรับใช้ แนะปรับโครงสร้าง ห้ามนักการเมืองจุ้น
31 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดโครงการสัมมนา และรับฟังความคิดเห็น ประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธาน สปท. กล่าวเปิดงานตอนหนึ่ง ว่า การปฏิรูปตำรวจ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง เพราะตำรวจ คือ ศูนย์รวมของการทุจริตที่มากที่สุดในหน่วยงานราชการ ล่าสุดคือกรณีของ พล.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ในฐานความผิดซื้อขายตำแหน่งมูลค่า 3 - 5 ล้านบาท นาน 5 ปี แต่จำเลยรับสภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปีครึ่ง ซึ่งใช้โทษจริงก็ไม่ถึงอยู่ดี ฐานความผิดทุจริตกับบทลงโทษยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปตำรวจให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองอีกด้วย
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศมี 45 ด้าน การปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 3 รองจากเรื่องการเมืองและการปราบปรามการทุจริต โดย กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มองว่า การปฏิรูปตำรวจจะต้องเชื่อมโยงกับ กมธ.อีก 4 ด้าน ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กมธ.ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น กมธ.ปฏิรูปการทุจริตฯ และ กมธ.ปฏิรูปด้านสังคม และที่ผ่านมา ก็ได้ทำข้อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปแล้ว
นายวันชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ตำรวจส่วนใหญ่ดี มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ดีแต่มีอำนาจ ทาง กมธ.ของเราจึงได้มีแนวทางเบื้องต้น 5 ข้อ สำหรับการปฏิรูปตำรวจ 1. ตำรวจขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งโยกย้าย ขาดระบบจริยธรรม การวิ่งเต้นโยกย้ายใช้เงินเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราควรปฏิรูปให้องค์กรตำรวจ มีความอิสระให้ห่างจากการเมือง 2. ต้องมีการกระจายอำนาจตำรวจเป็นตำรวจส่วนกลาง ตำรวจส่วนภูมิภาค หรือตำรวจส่วนท้องถิ่น โดยให้มีหน่วยงานควบคุมตามกฎหมายบัญญัติ 3. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้มีหน้าที่กำกับดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามามีส่วนร่วม 4. จัดโครงสร้างตำรวจปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีขนาดกระทัดรัด ยกเลิกบางหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ปรับอำนาจการปราบปราม สืบสวนสอบสวนให้เป็นของหน่วยงานอื่นตามความเหมาะสม 5. สภากิจการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการทำงานของตำรวจโดยมีกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น นี่คือ สิ่งที่กรรมาธิการปฏิรูปต้องการเสนอ และดำเนินการให้สำเร็จ
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปตำรวจอยู่ที่ตัวตำรวจเอง เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามปฏิรูปตำรวจมาแล้วหลายหน โดยเฉพาะในสมัยของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีการต่อต้านจากฝ่ายการเมือง และนายตำรวจอาวุโส ซึ่งประเด็นของการต่อต้านมีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือ ความพยายามสงวนอำนาจเอาไว้ในมือของตำรวจ และฝ่ายการเมืองในศูนย์กลางอำนาจเท่านั้น สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.นั้น ในประการแรก คือ การให้อิสระกับตำรวจในการแต่งตั้งโยกย้าย ตนเห็นด้วยเต็มที่ เพราะหากเราแก้ไขเรื่องการโยกย้ายให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากการแทรงแซง จะเป็นประโยชน์แก่องค์กรตำรวจเอง และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม จะต้องเจอการต่อต้านอย่างแน่นอน แต่จะมาในรูปแบบไหนต้องติดตาม และเตรียมรับมือไว้ให้ดี
พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวต่อว่า เรื่องการกระจายอำนาจในการบริหารราชการตำรวจ ก็มีความจำเป็น เพราะที่ผ่านมา มีการกระจุกอำนาจมาอย่างยาวนาน และทำความเสียหาย ซึ่งต้องเน้นเรื่องการกระจายงบประมาณลงไป ไม่ใช่กระจุกอยู่ที่ศูนย์กลาง และเรื่องนี้จึงเป็นที่มาไปสู่การต่อรองการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตามที่ต่างๆ ด้วย รวมทั้งต้องปรับโอนงานที่ไม่ใช้งานของตำรวจไปสู่หน่วยงานอื่นๆ และประเด็นสุดท้าย การตรวจสอบการทุจริตของตำรวจเวลาเกิดเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่ผ่านมา ตำรวจจะเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนด้วยกันเอง จึงทำให้เกิดการลูบหน้าปะจมูก มีการวิ่งเต้น และช่วยเหลือกัน จึงมักจะจบลงด้วยการลงโทษเบาๆ เท่านั้น และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีนายตำรวจที่เคยมีความผิดยังได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ อยู่ ซึ่งในต่างประเทศมีคณะกรรมการอิสระที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการปฏิรูปคราวนี้ ตนหวังว่าเราทำระบบตรวจสอบดังกล่าวให้สำเร็จ
ขณะที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภาค 1 ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. แสดงความเห็นว่า อยากให้การแสดงความเห็นต่อการปฏิรูปครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จ ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำอีก ที่ผ่านมา มักวิจารณ์ตำรวจกันว่า เป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง แต่ไม่เคยถามตำรวจเลยว่าอยากรับใช้หรือไม่ หรือมันมีสถานการณ์อะไรมาบีบบังคับ ซึ่งตนมองเห็นว่าการแก้ไขไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจได้ง่ายนิดเดียว คือ การปรับโครงสร้างไม่ให้มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กตช.ที่มีหน้าที่เสนอ และแต่งตั้ง ผบ.ตร. และ ก.ตร. ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งพลตำรวจ เพราะมันเป็นช่องทางที่ทำให้มีการวิ่งเต้นได้
"คณะทำงานของตำรวจที่รับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ได้มีการแก้กฎหมายให้นายกรัฐมนตรี ออกจากโครงสร้าง กตช. และ ก.ตร.มานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปนำเสนอต่อสภาไหน เพราะเป็นการริบอำนาจฝ่ายการเมือง เพราะทาง ผบ.ตร.เอง ก็พร้อมจะให้ตำรวจออกจากการกำกับของฝ่ายการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจของ สปช. สามารถร่วมมือทำงานกับทาง สปช.ได้"



