
คนกับช้างใครคือผู้รุกราน
คนกับช้างใครคือผู้รุกราน : จุมพล นิคมรักษ์,กวินทรา ใจซื่อรายงาน
การปรับพื้นที่เพาะปลูกจากสวนผลไม้เป็นสวนยางพารา คือสภาพจำยอมที่ "อวิรุจน์ สรรพโส" ต้องหลีกทางให้แก่ฝูงช้างป่าจากเขาชะเมาที่มักเป็นแขกไม่ได้รับเชิญยกโขยงกันลงมาตั้งวง "กินโต๊ะ" ผลไม้เลิศรสกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และกล้วย สร้างความเสียหายเหลือคณามานานหลายปี
แต่นั่น ก็เป็นแต่เพียงวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ของเขาเท่านั้น เพราะแนวต้นยางพาราไม่สามารถหยุดช้างป่าฝูงนี้เอาไว้ได้ เวลา 05.00 น. วันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา ฝูงช้างประมาณ 30 ตัว บุกรุกสวนผลไม้ที่เหลืออยู่ของชาวสวนรายอื่นๆ ในพื้นที่ ต.ห้วยทับมอญ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตำบลที่ถูกบุกรุก
"สวนผมต้องหันมาปลูกยางพาราแทน ทำให้ช้างป่าที่เดินผ่านไม่มีอะไรกิน ก็จะเดินข้ามไปกินสวนข้างเคียงที่มีผลไม้ พื้นที่สวนของผมตอนนี้ กลายเป็นทางช้างผ่าน หากพื้นที่ในสวนไม่มีผลไม้ให้ช้างกิน คาดว่าใน 2-3 ปี ช้างป่าก็จะไม่มารบกวน" นั่นคือ "โมเดล" การแก้ปัญหาในแบบของอวิรุจน์
เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่คงไม่มีชาวบ้านหรือเกษตรกรชาวสวนคนใดที่จะยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของการทำกินเพียงเพื่อให้เข้ากับวิถีทางของอีกหลายชีวิต ผู้ออกมาจากป่า ซึ่งก็ยังมีคำถามค้างคากันอยู่ว่า ใครกันแน่ระหว่างคนกับช้าง ที่เป็นผู้บุกรุก
ปัญหาช้างป่าเขาชะเมา สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวสวนผลไม้มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ที่มีสภาพพื้นที่ป่าเขาหลายลูกทอดยาวติดต่อกัน ครอบคลุม 4 ตำบล คือ ห้วยทับมอญ เขาน้อย น้ำเป็น และชำฆ้อ เชื่อมกับเขตรอยต่อ 5 จังหวัด คือ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ทั้งยังอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อ.เขาชะเมา มีจำนวนประชากรกว่า 23,000 คนอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
อวิรุจน์ ในวัย 51 ปี ซึ่งถือได้ว่า มีประสบการณ์ และเรียนรู้ในเรื่องทำสวนมามากจนชำนาญ แต่กับการแก้ปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืนนั้น เขาก็จนปัญญาจะทำอะไรที่มากไปกว่าความเปลี่ยนแปลงดังเล่าให้ฟัง เขาจึงฝากถามถึงผู้ที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการ ว่าจะมีทางออกอย่างไร ให้คนกับช้างไม่ต้องเป็นศัตรูกันอย่างทุกวันนี้ ที่ช้างมีผลไม้ของชาวบ้านเป็นอาหารชั้นดี และก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ หน้าแล้ง สวนผลไม้ทุกตารางนิ้วจึงสุ่มเสี่ยงจะเป็นเทศกาลอาหารช้างประจำปี
"ผมฝากข้อคิดไว้ว่า วิธีแก้ปัญหาควรจะใช้พื้นที่ป่าสงวนหรือป่าเสื่อมโทรมปลูกกล้วยและพืชที่เป็นอาหารช้าง แล้วขนไปให้ช้างกินเป็นอาหารในเขตที่ช้างอาศัยอยู่ ช้างป่าจะได้ไม่ลงมาหากินตามสวนชาวบ้าน แต่ปัจจุบัน การรณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกอาหารให้ช้าง สร้างโป่งเทียมช้าง ก็จะลงมากินทุกปี และเหยียบย่ำพืชสวนที่เป็นทางผ่าน มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา" อวิรุจน์เล่าให้ฟัง
ปัจจุบันมีฝูงช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ประมาณ 80 ตัว เขาชะเมามีพื้นที่รอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน 5 จังหวัด มีฝูงช้างป่าจำนวน 280-300 ตัว แต่ไม่ใช่ว่า ฝูงช้างป่าทั้งหมดจะเข้ามาทั้ง 200-300 ตัว แต่จะเข้ามาในพื้นที่ อ.เขาชะเมาหลายจุด โดยเฉพาะที่บริเวณพื้นที่รอยต่อ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า "ช้างป่าข้ามถนน" บริเวณที่ติดกับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพวาพลู และในหมู่บ้านอีกหลายแห่งที่เป็นทางช้างผ่าน บางฝูงจะเข้ามากินอาหาร แล้วก็เดินกลับถิ่น บางฝูงเข้ามากินพืชสวนที่มีอาหารจำนวนมากและยังนอนค้างคืนเฝ้าวนเวียนอยู่ในสวน
"ประสาตร์ คงเจริญ" เจ้าของสวน 10 ไร่ ชาวบ้านร่วมตำบลกับอวิรุจน์ ก็มีประสบการณ์ไม่ต่างกัน หากแต่สิ่งที่เขาเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือ ช้างป่ากินข้าวโพด หักกล้วย และถอนมันสำปะหลังขึ้นมากินจนหมด สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของสวนแต่ละรายแสนสาหัสเพราะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนใหม่ แต่นั่นก็ยังดีกว่ายอมเสี่ยงเข้าขัดขวาง หนุ่มใหญ่วัย 49 บอกว่า "ถ้าเห็นช้างป่าลงมาเป็นฝูง อย่าได้เข้าไปใกล้ อันตรายถึงชีวิต"
สำหรับการบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้า ต้องอาศัยทีมงานที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทันท่วงที แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ทันใจ "ลำพูน ยอดยาดี" นายกสมาคมกู้ภัยเขาชะเมาบอกว่า
"เวลาเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่สอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งมันเกิดขึ้นหลายจุด ต้องใช้เวลาหลายวัน กว่าจะดำเนินการเสร็จ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็ไม่พอใจ" ลำพูนกล่าว
ช้างป่าเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้ว แต่ถ้ายังให้ท้องถิ่นแก้ไขย่อมจะไม่สำเร็จ อย่างเช่น การขุดลอกทำคูกั้นช้าง กั้นพื้นที่ช้างป่าไม่ให้บุกรุกสวนชาวบ้าน พอถึงช่วงฤดูฝน คูกั้นก็ถูกฝนทลายลง ช้างป่าก็สามารถเดินข้ามคูกั้นได้เหมือนเดิม เช่นนี้แล้ว ลำพูนจึงเสนอว่า จำเป็นต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติประสบความเดือดร้อนจากช้างป่า
"การช่วยกันสร้างโป่งเทียม ปลูกต้นกล้วยนับพันต้น ไม่เกิน 7 วันช้างป่ากินกล้วยหมดแล้ว ส่วนโป่งเทียมที่ต้องขุดหลุมใช้เกลือโรย พอฝนตกช้างจะได้กลิ่นพากันมากินเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้ระยะหนึ่งเท่านั้น ปัญหาเรื่องช้างใครแตะไม่ได้ เป็นเรื่องแน่ เพราะฉะนั้นคนตายดีกว่าช้างตาย" นายกสมาคมกู้ภัยเขาชะเมาตัดพ้อ
แม้ "บุญเวช แดงงาม" ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาชะอางคร่อมคลอง เพิ่งจะย้ายมาประจำที่นี่ได้ไม่นานนัก แต่ก็พอบอกเล่าเรื่องราวการบุกรุกของช้าง เข้าเขตโรงเรียน ซึ่งจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กๆ
"ระยะหลังช้างป่าเดินเข้ามาในบริเวณโรงเรียนบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้ทำร้ายใคร ได้กำชับครูและเด็กนักเรียนให้ระมัดระวัง เมื่อเห็นช้างป่าเดินผ่านมาก็ให้พูดกับเขาดีๆ"
เขาให้ข้อมูลโดยอ้าง "ข่าวที่ได้ยินมา" ว่า ช้างป่าโดนยาฆ่าแมลงเดินเซไปเซมา คาดว่าคงไปกินสับปะรดที่ฉีดยาไว้ ก่อนหน้านี้ จะมีผู้เผาป่าด้านหลังโรงเรียน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ช้างป่าอาศัยหลับนอนอยู่ 3 ตัว
แต่การกระทำเช่นนั้น ก็ถูกชาวบ้านซึ่งเป็นพ่อแม่นักเรียน 200 กว่าคนคัดค้าน เพราะเกรงว่าช้างป่าจะทำร้ายลูกหลานของพวกเขาเข้าจนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
บุญเวช เล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกประชุมทำประชาคมกับผู้ปกครองเด็กนักเรียน เพื่อวางมาตรการป้องกันช้างป่าที่อาศัยอยู่ด้านหลังโรงเรียน ที่ประชุมลงมติว่า ให้แผ้วถางป่าด้านหลังโรงเรียน เพื่อป้องกันเหตุร้ายจากช้างป่า แต่ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี จึงขอวิงวอนผู้ใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาวางมาตรการป้องกันโดยเร่งด่วน ก่อนที่จะเกิดเหตุร้าย
"ณัฐากาญจน์ รัตนะ" ครูฝ่ายธุรการ โรงเรียนเดียวกันกล่าวว่า โขลงช้างป่านับ 10 ตัว เดินผ่านเข้ามาบริเวณสนามฟุตบอลหน้าโรงเรียนในเวลากลางวัน ต้องรีบให้เด็กนักเรียนเข้าไปอยู่ในห้อง
"ครูทุกคนรวมทั้งเด็กนักเรียนก็กลัว ไม่ใช่ไม่กลัว ถึงจะเห็นจนชินก็ยังหวาดผวา วันใดวันหนึ่ง เกิดอาการตกมันขึ้นมา เกรงจะเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยเร็ว" ณัฐากาญจน์กล่าว
ช้างป่าในสถานการณ์น่าห่วง
นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์สำนักพระราชวัง กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ให้การคุ้มครองทั้งช้างบ้าน คือ พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482 และช้างป่า ตาม พ.ร.บ.สัตว์สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่ผ่านมาได้รวบรวมจำนวนช้างเอาไว้ แบ่งเป็น จำนวนช้างบ้านเมื่อปี 2518 มีจำนวน 2,000 เชือก ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 เชือก
การสำรวจจะดำเนินการไปพร้อมกับการฝังไมโครชิพ พร้อมกับทำประวัติช้างบ้าน โดยมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย เป็นจำนวนที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากการดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อช้างป่วยจะมีทีมสัตวแพทย์คอยให้การรักษา
“ช้างจำนวน 4,000 เชือก เป็นจำนวนที่ติดไมโครชิพเท่านั้น คาดว่าจะมีช้างบ้านที่ตกสำรวจอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทางมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย จะได้ลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดที่พบเห็นช้างบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่หมู่บ้านห่างไกล เช่น เชียงใหม่ เชียงราย บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง กระบี่ เป็นต้น เพื่อให้มีข้อมูลจำนวนที่ชัดเจนและถูกต้องมากที่สุด”
ส่วนสถานการณ์ช้างป่าในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ปี 2518 พบช้างป่าประมาณ 1,000 ตัว ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวน 2,000 ตัว ถือว่าจำนวนช้างป่าเพิ่มช้า โดยสาเหตุมาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า ความเชื่อในการนำอวัยวะของช้างป่ามาทำเครื่องรางของขลัง การค้าสัตว์ป่าโดยการล่าลูกช้างป่าไปสวมตั๋วรูปพรรณ
“การสำรวจช้างป่าให้ได้จำนวนที่ชัดเจน ถือว่าเป็นเรื่องยาก จำนวนที่ได้มาจากการประเมินคร่าวๆ โดยรวบรวมข้อมูลจาก สำนักอุทยานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล การพูดคุยกับควาญช้างที่เข้าไปลักลอบซื้อช้างและการเดินสำรวจของเจ้าหน้าที่ ที่ใช้วิธีจดจำลักษณะเฉพาะของช้างแต่ละตัว โดยแต่ละโขลงจะมี 5-10 ตัว แต่ยังไม่มีการสำรวจที่ใช้หลักสถิติ จำนวนช้างป่าที่ได้เป็นจำนวนที่ประเมินเท่านั้น” นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ กล่าว



